02 มีนาคม 2565

วาสนา คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เรื่องของวาสนา กับความรักที่พลัดพราก
 มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆ เป็นพระ
ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ มีอภิญญา ผ่านมา เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย   

อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อย ไม่รู้จะพอช่วยได้รึเปล่า เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา   
ก็เข้ามา!   

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่หลวงตาพูด หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน 

มีชายอีกคนเดินผ่านมา เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป   

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2 แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจหรือยัง 

ศพนั้นคือคู่รักของโยม ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว 

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง , ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่

อมตะธรรม ประเทศไทย
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

#วิธีเตรียมตัวตาย

(#เห็นเขาตาย เราก็ไม่ต่างกัน อย่าประมาท เตรียมตัวไว้)

#วิธีเตรียมตัวตาย
“พวกเราพยายามฝึกตัวเองให้ได้ตั้งแต่ก่อนที่จะตาย
ค่อยๆ ภาวนาไปทุกวันๆ จิตใจจะมั่นคงเด็ดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเรายังไม่ได้ธรรมะ เวลาจะตายเราทำอย่างไรดี
ถ้าคิดถึงคุณงามความดีของตัวเองได้ ก็ใช้ได้
อย่างเราเคยทำทาน เราเคยรักษาศีลได้ดี
เรานึกถึงแล้วจิตใจเราเบิกบาน เราจะได้ไปสุคติ

หรือบางทีก็ต้องอาศัยตัวช่วย นึกถึงความดีของตัวเองไม่ชัด
เรานึกถึงครูบาอาจารย์ ดูท่านสะอาด ดูท่านสงบ ดูแล้วสดชื่น เข้าใกล้แล้วมีความสุข
จะบอกให้เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า เราก็ไม่รู้พระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร นึกได้แค่พระพุทธรูป
นึกไม่ถึงพระพุทธเจ้า พวกเรายังไม่เห็นพระพุทธเจ้า 
วันใดที่ได้ธรรมะเราจะเห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นความบริสุทธิ์
นึกถึงคนที่เขาดีๆ คนดี ใจเราจะเบิกบานขึ้นมา ใจจะเชื่อมต่อกัน
เบิกบานสว่างไสวขึ้นมาได้

เราเตรียมตัวให้พร้อม เราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่
วิธีเตรียมตัวให้พร้อมคือ พยายามสร้างความดีไว้ ความชั่วอย่าทำ
อย่างเราทำทาน เราถือศีล เราเจริญเมตตา 
เวลาจวนตัวจะตายมิตายแหล่ นึกถึงความดีของตัวเอง
ถ้านึกถึงความดีของตัวเองไม่ได้ นึกถึงครูบาอาจารย์

ถ้านึกถึงครูบาอาจารย์ไม่ออก
เราใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในกรรมฐาน
คือดูร่างกายมันตาย ดูร่างกายมันนอนอยู่
ร่างกายมันหายใจอยู่ ไม่รู้ลมหายใจจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
เรามีสติระลึกรู้ เห็นร่างกายมันจะตายใจเป็นคนดู
แต่จะทำอย่างนี้ได้ต้องฝึกให้มากๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นนึกไม่ได้
ดูไม่ทัน กลายเป็นกูจะตายแล้ว เราจะตายแล้ว

หรือที่ง่ายกว่านั้นดูไปว่า ร่างกายนี้ใกล้จะตายแล้ว อย่าไปปฏิเสธความตาย
รู้ว่าความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ ตอนนี้เรากำลังจะตายแล้ว
เรียกว่าเรามีมรณสติ
แต่เราจะระลึกตอนตายได้เก่ง เราต้องหัดระลึกตั้งแต่ยังเป็นๆ 
ทุกวันนั่งสมาธิเสร็จ ไหว้พระสวดมนต์แล้ว หรือจะก่อนปฏิบัติก็ได้
ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็พิจารณาความตายไป
ไม่นานร่างกายนี้ก็จะแตกดับ
ก่อนที่มันจะแตกดับเรามาปฏิบัติธรรม
เอาร่างกายซึ่งเป็นของไม่แน่นอนมาปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างคุณงามความดีในจิตใจของเรา

ถ้าเราฝึกอย่างนี้มาก่อนที่จะป่วย ตอนที่เราจะตายเราจะไม่หวั่นไหว
เราจะเห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา 
ถ้ามีสัตว์ที่ไม่ตายอันนั้นผิดธรรมดา ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ตาย 
ไม่มีสิ่งที่เกิดแล้วไม่ดับ ทุกสิ่งที่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น 
ทุกวันพิจารณาความตาย หรือมีสติรู้ร่างกาย ดูร่างกายไม่ใช่ตัวเรา
ถ้าฝึกได้อย่างนี้เราจะไม่กลัวตาย
เวลาจะตาย เราจะเห็นว่าร่างกายมันตาย ไม่ใช่เราตาย
ถ้าเราเคยดูร่างกายว่ามันไม่ใช่เรา มีกายคตาสติ
ระลึกอยู่ในกายเรื่อยๆ เห็นกายไม่ใช่เรา
หรือมีมรณสติ ระลึกถึงว่าความตายเป็นเรื่องปกติ”

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
แสดงธรรม ณ วัดเขาดินวนาราม
๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒

▪︎อานิสงส์การปิดทองลูกนิมิต▪︎

ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ "การปิดทองลูกนิมิต" มีอานิสงส์อย่างไรครับ..

หลวงพ่อ : โอ๊ะ..อานิสงส์ใหญ่มาก ปิด ๑ ลูก ก็ไปอุดประตูนรก ๑ ประตู..นี่ฉันโกหกนะ

ผู้ถาม : อ้าว..แล้วกัน

หลวงพ่อ : ที่ว่ามีอานิสงส์ใหญ่มาก เพราะว่าช่วยให้พระสงฆ์มีเขตทำสังฆกรรม อย่าลืมนะ วัดทั้งวัดส่วนสำคัญที่สุดมันอยู่ที่โบสถ์ 
โบสถ์มีส่วนสำคัญเพราะ เป็นที่ประชุมสงฆ์ ถ้าไม่งั้นสงฆ์ไม่มีที่ประชุมในการทำสังฆกรรม 

ก็ถือว่ามีอานิสงส์หนักเพราะลูกนิมิตมันหนัก ติด ๑๐ ลูกก็ได้ ๑๐ หนัก แต่ว่าถ้าปิดทองลูกนิมิตนี่ต้องจังหวัดสุพรรณบุรี

โอ้โฮ...สมัยก่อนรถเรือมันไม่มี ใช่ไหม..
ขนาดนอนค้างคืนยังไปเลยศรัทธามาก ก็มีวัดหนึ่งฉันไปเทศน์ ถามโยมคนหนึ่งว่ามาจากไหน..มาค้างคืนหรือเปล่า...บอกว่าค้างตามทางมา ๒ คืน 

ถามว่าเพราะอะไร..
เขาบอกว่า.."ปิดทองลูกนิมิต ๗ วัดไม่ตกนรก"

ผู้ถาม : จริงหรือครับ..

หลวงพ่อ : เรื่องนี้จริง ถ้ากำลังปิดอยู่ แม้แต่วัดเดียวก็ไม่ตกนรก มันยังไม่ตายนี่

ผู้ถาม : อ๋อ.. (หัวเราะ)

หลวงพ่อ : ความจริงก็ดี ถ้าเขามีเจตนาแบบนั้น เขามีความเชื่อแบบนั้นนะ และก็จงอย่าลืมว่า..ถ้าเวลาที่เขาป่วย จิตมันจะคิดอยู่เป็น 
อนุสสติ ก็ลงนรกไม่ได้จริงๆ

ผู้ถาม : สมมุติว่ากำลังจะตายมิตายแหล่ เห็นลูกนิมิตมาลอยเคว้งคว้างล่ะครับ..

หลวงพ่อ : ถ้าอย่างนั้นขึ้นสวรรค์ทันที ถึงแม้จะไม่เห็นมาลอยก็ตาม แต่จิตคิดว่าเราเคยปิดทองมาแล้ว ๗ วัด เราไม่ตกนรกแน่ จิตมันก็เป็นกุศล ใช่ไหม..นี่ ถูกของเขา

#หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
[พระมหาวีระ ถาวโร]
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
หนังสือพ่อรักลูก(พิเศษ)หน้า ๙๑-๙๓
#เพจคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
พิมพ์เพื่อธรรมทานโดย..
🖋..Moddam Thammawongล

01 มีนาคม 2565

ความสำคัญของวิชา"พุทธศาสนา" ในโลกจะวันตก

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ “พุทธศาสนา” ในโลกตะวันตก 
“สาเหตุที่ศาสนาพุทธไปเจริญในต่างประเทศ เพราะเขาไม่ได้เรียนพุทธศาสนาเพื่อไปเป็น “พุทธ” ฝรั่งบอกว่าเรียนพุทธศาสนาเพื่อเป็น “คริสต์ที่ดี” เป็น “มุสลิมที่ดี” อย่างมุสลิม เขาบอกว่าเรียนพุทธศาสนาแล้วทำให้เป็นมุสลิมที่ดี พวกคริสต์เรียนพุทธศาสนา ก็เป็นคริสต์ที่ดี "

จนปัจจุบันในบริบทอเมริกาเกิดชื่อกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นว่า Jubu(Jewbu) หรือ Jewish Buddhist คือในแง่ของพิธีกรรมยังเป็นยิวอยู่ แต่วิธีคิดวิธีดำเนินชีวิตเป็นพุทธ เช่นเดียวกับในหมู่คริสต์ เกิดคำว่า ChristBu ในแง่พิธีกรรมก็ยังทำตามคริสต์ไป แต่การปฏิบัติหรือการคิดเป็นแบบพุทธ”

๐ฝรั่งคิดว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญา?

“หลายศาสนาเป็นแค่ปรัชญา แต่พุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา อย่างวิทยาศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับกาลเวลา แต่พุทธศาสนาเป็นสัจธรรมที่ไม่มีเงื่อนไขของกาลเวลา พิสูจน์ได้ตลอดเวลา ปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติแล้ว รู้ได้ด้วยตัวเอง ชาวตะวันตกตื่นเต้นกับพุทธศาสนามาก เลยมีการเรียนการสอนพุทธศาสนามาก แต่พวกเราชาวพุทธหรือชาวเอเชียพอเห็นเขาศึกษาก็ตื่นเต้น ฮือฮาว่าเขาจะมาเป็นพุทธ ซึ่งไม่ใช่ ที่เขาศึกษาไม่ได้จะไปเป็นชาวพุทธ แต่ศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน ฝรั่งใช้ทุกวิทยาการที่มีอยู่เพื่อพิสูจน์ ยิ่งพิสูจน์ยิ่งปฏิเสธไม่ออก ยิ่งพิสูจน์ยิ่งเจอเพชร เช่นเมื่อ 10 ปีก่อนองค์การอนามัยโลก(WHO) ศึกษาวิจัยทั่วโลกว่าพัฒนาการของโลกในอนาคตเป็นอย่างไรและมีโรคใดบ้าง เพื่อดักปัญหาได้ถูก ปรากฏว่าโรคร้ายแรงที่สุดในปีค.ศ.2020 ไม่ใช่มะเร็งหรือเอดส์ แต่กลายเป็นโรคเครียด เพราะวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ฝรั่งพยายามค้นคว้ายาเพื่อแก้ไข แต่พบว่า “ยา” รักษาโรคเครียดได้แค่ชั่วคราว เพราะความเครียดเกิดจากวิถีชีวิตที่เราสร้างขึ้น
ไปๆ มาๆ 

ฝรั่งที่ศึกษาพุทธศาสนาก็เลยทดลองใช้วิธี “การเจริญสติ(mindfulness)” จนตอนนี้ทางการแพทย์พัฒนาขึ้นเรียกว่า “MBCT” หรือ “Mindfulness-based Cognitive Therapy” คือการบำบัดจิตบนพื้นฐานของการเจริญสติ หรือการบำบัดจิตแก้ไขเรื่องความเครียด ตอนนี้วงการแพทย์ใช้การเจริญสติเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง พอทดลองด้วยการเจริญสติ ปรากฏว่าสามารถแก้ไขโรคต่างๆ หายเป็นปลิดทิ้ง ทั้งโรคจิต โรคเครียด โรคมะเร็ง สารพัดโรคหายหมด ด้วยเหตุนี้เขาจึงศึกษาลึกลงไปว่า
ทำไมแค่การนั่งสมาธิถึงสามารถแก้ไขในสิ่งที่ “ยา” แก้ไขไม่ได้ พบว่า “change your mind, change your brain” 

คือ ฝึกจิตแล้วเปลี่ยนสมองได้
 ด้วยเหตุนี้ทางวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาคำว่า “จิต(mind)”
ฝรั่งไม่มีคำว่า mind มีแต่ soul (อัตตา/ตัวตน) แต่พุทธศาสนาเชื่อว่าไม่มีตัวตน แต่มีจิต(mind) ที่สามารถบังคับตัวตนให้เป็นไปในสิ่งที่เราต้องการได้ จิตเป็นสิ่งใหม่สำหรับฝรั่ง แต่ของเราพูดถึงจิตมากว่า 2,500 ปีแล้ว เรารู้ว่าตัวตน(soul)ดำเนินตามจิต พอฝรั่งมาเจอจิต คือการรับรู้ทางพุทธศาสนา นั่นคือ ใช้อายตนะไปกระทบกับสิ่งข้างนอกแล้วเราทำปฏิกิริยากับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจหรือมีตัว “ปัญญา” มาก ปฏิกิริยาต่อสิ่งนั้นก็ออกมาในทางฉลาด แต่ถ้าเราปัญญาน้อย เราก็จะกลายเป็นเหยื่อกับสิ่งที่มากระทบ นี่คือสิ่งที่พุทธศาสนาสอนมานานแล้ว
พุทธศาสนาจึงกลายเป็นวิชาพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียน 

อาตมาเคยถามนักศึกษาที่ลงเรียนกับอาตมา คือที่มหาวิทยาลัยซานตาคลาราที่อาตมาสอนอยู่เป็นมหาวิทยาลัยคริสตัง แต่คอร์สพุทธศาสนากลับเป็นคอร์สที่ป็อบปูลาร์มากที่สุด เวลามหาวิทยาลัยประกาศว่าอาตมาจะไปสอนเทอมไหน (วิชาเลือก 5 หน่วยกิต) ปรากฏว่านักศึกษาลงชื่อเรียนเต็มคลาส 35 คนภายใน 15 นาที จนบาทหลวงที่เป็นเพื่อนฝูงกันถามว่าคุณมีดีอะไร ทำไมถึงเต็มเร็ว เพราะของเขาขยายเวลาแล้วขยายอีกก็ยังไม่เต็ม อาตมาเคยเจอถึงขนาดที่นักศึกษามาร้องไห้อ้อนวอนขอเรียน ด้วยความอยากรู้เลยถามนักศึกษาว่า 

“ทำไมพวกคุณถึงคลั่งวิชาพุทธศาสนากันมาก” เขาตอบว่า “วิชานี้ขาดไม่ได้เลย ถ้าขาดวิชานี้ ทำอะไรไม่ได้” อย่างฝรั่งที่เรียนวิชาเอกจิตวิทยา บอกว่าถ้าไม่ได้เรียนพุทธศาสนา เท่ากับไม่รู้เรื่องจิตวิทยาเลย ตอนนี้กลายเป็นว่านักศึกษาที่เรียนวิชาทางแพทย์ ก็ต้องมาเรียนวิชานี้เป็นพื้นฐานก่อน ถ้าไม่ได้เรียน เท่ากับวิชาอื่นๆ ที่เรียนอยู่ไม่สมบูรณ์”

๐โรงเรียนและมหาวิทยาลัยสอนพุทธศาสนากันหมด?

“โรงเรียนรัฐในอเมริกาสอนกันหมด อย่างเวสโคสท์เฉพาะที่รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีโรงเรียนรัฐประมาณ 200-300 โรง ปรากฏว่าทุกโรงเรียนสอนกันหมด เขาสอนเจริญสติ(mindfulness) ตั้งแต่ระดับอนุบาล แต่บางที่เกรงว่าผู้ปกครองจะเข้าใจผิดว่าจะไปล้างสมอง เลยเลี่ยงไปใช้คำว่า “secular mindfulnesss” เพราะถ้าใช้แค่คำว่า “mindfulness” ยังมีโทนศาสนา ฝรั่งจึงพยายามบอกผู้ปกครองว่าเป็น mindfulness ทางโลก ความจริงสอนเหมือนพุทธศาสนาเพียงแต่ถ้าไปบอกว่าเป็นพุทธศาสนา เขาจะคิดว่ามีความเชื่องมงายเข้าไปด้วย ฝรั่งเลยพยายามเลี่ยงตรงนี้ 

อาตมาเคยคุยกับเพื่อน ถามว่าทำไมถึงใช้คำว่า mindfulness(เจริญสติ) ทำไมไม่ใช้คำที่กว้างกว่านี้ คือ Mindful Awareness(สติสัมปชัญญะ) คือ สติ(ความจำ)อย่างเดียว ไม่พอ แต่ต้องมีเงาของสติ คือ สัมปชัญญะ(ความรู้ตัว ) ด้วย ตอนนี้เพื่อนเลยหันมาใช้คำใหม่ว่า “Mindful Awareness”
อย่างระดับอนุบาล วิธีการสอนให้เด็กนอน ครูเอาตุ๊กตาวางที่อก แล้วให้เด็กดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับตุ๊กตา เด็กเห็นว่าขยับขึ้นลงเมื่อเราหายใจเข้า-ออก คือของฝรั่งไม่ได้บอกว่าหายใจเข้า “พุท” หายใจออก “โธ” แต่ให้ดูสภาพตรงนั้น หรือให้ดูที่ท้อง คือเอาเวทนานุปัสสนามาพัฒนาให้เด็กเรียน หรือถ้าเด็กซน วิธีการสอนก็ให้เด็กนั่งล้อมวง ครูตีกลองแล้วบอกว่าถ้าหยุดเมื่อไร ที่เต้นอยู่ท่าไหนก็ต้องหยุดท่านั้น เด็กทุกคนก็เต้น แต่ในขณะเดียวกันหูฟัง แล้วพอหยุดเสียงกลอง ก็หยุดในท่านั้น นี่คือการฝึกเรื่อง “รู้ตัว” หรือไม่ก็ให้เด็กนั่งวงล้อม ครูตีระฆังแล้วบอกว่าถ้าใครไม่ได้ยินก็ให้ยกมือขึ้น เราจะเห็นว่าเด็กแต่ละคนได้ยินเสียงไม่เท่ากัน ความละเอียดของเสียงระฆังที่ค่อยๆ หายไปของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน เป็นการฝึกจิตให้เป็นสมาธิ ฝึกให้เด็กจดจ่อโดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนั่งสมาธิ หลังเข้าคอร์ส มีการสัมภาษณ์พ่อแม่ว่าเด็กเป็นอย่างไรบ้าง พ่อแม่บอกว่าตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องของศาสนา เลยกลัว ไม่อยากให้ลูกเรียน แต่พอลูกได้เรียนแล้ว รู้สึกสุดยอดมาก อย่างตอนที่ทะเลาะกับสามี กลายเป็นลูกที่บอกว่าให้ไปนั่งสมาธิ หรือบางคราวลูกบอกว่า ‘อย่าโกรธ ให้นับหายใจ 1,2,3 แล้วจะหายโกรธ’ คือ กลายเป็นเด็กสอนพ่อแม่”

๐เป็นอาจารย์สอนพระพุทธศาสนาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

“ตอนเรียนจบดอกเตอร์ใหม่ๆ มาเป็นอาจารย์สอนที่ มมร จากนั้นมหาวิทยาลัยมหิดล(มม.) นิมนต์ให้ไปช่วยสอนวิทยาลัยศาสนศึกษา วิชาพุทธศาสนาเถรวาท ตามมาด้วยวิชาพุทธศาสนาในตะวันตก การอ่านคัมภีร์ นอกจากนี้มีสอนในเชิงปรัชญา สอนทรัพยากรมนุษย์ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สอนนิติปรัชญาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงช่วยแก้ไขหลักสูตรในทางจิตวิทยาให้กับแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา สอนนักศึกษามหาวิทยาลัยมิชิแกนที่มาเข้าค่ายพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อมที่เนปาล แล้วจึงรับนิมนต์ไปสอนที่ต่างประเทศในปี ค.ศ.2002
สมัยปี ค.ศ.2002 ที่รับนิมนต์ไปสอนที่มหาวิทยาลัยซานตาคลารา สหรัฐอเมริกานั้น นักศึกษาสนใจเยอะมาก คณบดีเลยถามว่าเอาไหมเปิดสอน 2 คลาสเลย เราก็บอกได้ไม่มีปัญหา ก็เลยสอน 2 คลาส แต่นักศึกษาก็ยังแน่น พออีกครั้งเราก็บอกว่าไม่ไหว สอนแค่วิชาเดียว ไม่พัฒนา จะทำให้สมองฝ่อ คณบดีเลยถามว่าเปลี่ยนวิชาไหม อาตมาเลยไปคิดออกแบบหลักสูตรใหม่ เป็นว่า ‘Buddhism and Globalization’ คือ วิชาพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์ ยุคนั้นยังไม่เคยมีวิชานี้ แต่พอมาปี ค.ศ.2003-2004 วิชานี้มีอยู่ทั่วโลกแล้ว แต่ตอนนั้นยังเป็นวิชาใหม่ อาตมาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม ก็เลยถามพวกอาจารย์ที่สอนพุทธศาสนาในมหาวิทยาลังดังๆ ทั้งหมดที่รู้จักกัน ส่งหลักสูตรไปให้เขาช่วยวิจารณ์ว่าที่เราออกแบบดีไหม ทุกคนตอบกลับมาว่า ‘ฉันก็ไม่สามารถที่จะทำให้มันดีไปกว่านี้ได้’ อาตมาก็เลยเปิดวิชาใหม่ เป็นแอดวานซ์คอร์สหรือพุทธศาสนาระดับสูง เป็นการประยุกต์พุทธศาสนา คือ มองโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีผ่านเลนส์พุทธศาสนา
ทุกวันนี้เป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยซานตาคลารา สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ อาจารย์สอบวิทยานิพนธ์ให้กับนักศึกษาที่พม่า โดยที่ซานตาคลาราสอนอยู่ 2 วิชา คือ ‘Buddhism Intermediate-level(พุทธศาสนาระดับกลาง)’ ด้วยความที่ซานตาคลารา เป็นมหาวิทยาลัยคริสตัง จึงบังคับนักศึกษาทุกคนที่จบจากมหาวิทยาลัยนี้จะต้องผ่านวิชาศาสนา 3 ตัว (religious study) ภายใน 4 ปี คือ ศาสนาเบื้องต้น ศาสนาระดับกลาง และศาสนาระดับสูง โดย 3 ตัวนี้ จะเลือกเรียนตัวไหนก็ได้แล้วแต่ซึ่งมหาวิทยาลัยมีให้เลือก 20-30 ตัวเลือก โดยอาตมาสอนอยู่ระดับกลาง คือ Buddhism Intermediate-level และอีกตัวเป็นระดับสูง (advanced) คือ ‘Buddhism and Globalization (วิชาพุทธศาสนากับโลกาภิวัตน์)’ ส่วนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด อาตมาสอนระดับปริญญาเอกในแง่มานุษยวิทยา คือสอนวิชาพุทธศาสนาในประเทศไทยในเชิงวิชาการ มองภาพรวมพุทธศาสนาในประเทศไทยจากมุมมองทุกอย่างทั้งจากข้อมูลดิบและวิพากษ์ข้อมูลดิบว่าทำไมถึงเป็นภาพอย่างนั้น นอกจากนี้ยังเป็นคลังสมองให้กับสหประชาชาติ โดยสหประชาชนกำลังขับเคลื่อนการพัฒนายั่งยืน ก็ให้อาตมาเป็นคลังสมองไปให้ข้อมูล ส่วนยูเนสโก อาตมาเป็นวิทยากรในเรื่องสิ่งแวดล้อม world economic forum”
 และล่าสุดประเทศไทยได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทในมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการจัดตั้งศูนย์ที่เจาะลึกเถรวาท เรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้าในการเรียนการสอนพระพุทธศาสนาในโลกตะวันตก”

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร อาจารย์มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) 
ปัจจุบันพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ รับนิมนต์เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่ มหาวิทยาลัยซานตาคลารา สหรัฐอเมริกา และมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ โอกาสนี้ “มติชน” จึงสัมภาษณ์ถึงการเรียนการสอนพุทธศาสนาในโลกตะวันตก ซึ่งมีสาระสำคัญดังข้างต้น ...อ่านข่าวและชมภาพประกอบข่าวต่อที่ มติชนออนไลน์...

www.matichon.co.th/news/4148

อรหันต์มีอยู่ 4 ประเภท

อรหันต์มีอยู่ 4 ประเภท คือ
1. สุกขวิปัสสโก
2. เตวิชโช
3. ฉฬภิญโญ
4. ปฏิสัมภิทัปปัตโต
อรหันต์ 4 ประเภทนี้ มีคุณธรรมพิเศษเสมอกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ 
ตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานเหมือนกัน 
แต่ว่าด้านความสามารถไม่เสมอกัน 

อรหันต์ #สุกขวิปัสสโก 
รู้เรื่องราวของการตัดกิเลสได้ดี ถึงแม้ว่าสอนก็สอนไม่ผิด 
แต่ถ้าจะใช้อารมณ์จิตเป็นเครื่องรู้อย่างอื่นนี่ไม่สามารถจะทำได้สำหรับ 

#เตวิชโช นี้ 
ก็สามารถจะมีทิพจักขุญาณ สามารถที่จะระลึกชาติได้มีความสามารถเกินกว่า สุกขวิปัสสโก

สำหรับ #ฉฬภิญโญ 
ก็มีความดีกว่า เตวิชโช สามารถแสดงฤทธิ์ได้ มีอะไรดีกว่าทุกอย่างเรียกว่ารู้พิเศษ 
สามารถพิเศษกว่าทุกอย่างกว่า เตวิชโช

สำหรับ #ปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือที่เรียกว่า #ปฏิสัมภิทาญาณ
 มีสามารถคลุมในด้านของวิชชาสาม และ อภิญญา 6 ทั้งหมด 
หมายความว่า #วิชชาสาม ทำอย่างไรได้ #อภิญญาหก ทำอย่างไร ได้ ปกิสัมภิทาญาณ ก็ทำได้

นอกจากนั้นก็ยังมีความสามารถพิเศษ คือ
1. สามารถจะขยายเนื้อความโดยย่อ ที่พระพุทธเจ้าแล้วให้เป็นพิสดารโดยไม่ผิด
2. ข้อความใดที่ขยายแล้วเป็นพิสดาร จะกล่าวโดยย่อ ให้สั้นได้ใจความก็ไม่ผิด
3. และก็มีความฉลาดในด้านปฏิภาณ มีความไหวพริบดี สิ่งใดในคำว่าไม่รู้ในปฏิสัมภิทาญาณ ไม่มี 
ถึงแม้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะไม่เคยศึกษามาก่อน อาศัยญาณวิเศษนี้เป็นเครื่องบอก
4. และประการที่ 4 สำหรับ ปฏิสัมภิทาญาณ ก็มีความฉลาดในภาษาหมายความว่าภาษาคนทั่วโลกนี้ 
ปฏิสัมภิทาญาณ รู้หมด พูดได้และก็ภาษาสัตว์ทุกประเภท

คนที่จะรับคำสอนน่ะ มีอยู่ 4 ประเภท
1. #อุตฆฏิตัญญู 
เป็นคนที่มีบุญวาสนาบารมีดี แนะนำประเดี๋ยวเดียวก็สำเร็จอรหัตผล
2.#วิปจิตัญญู 
คนประเภทนี้ปัญญาทรามลงมานิดหนึ่ง พูดน้อยๆ ไม่เข้าใจ อธิบายให้ฟัง จึงจะมีความเข้าใจ และก็เป็นอรหันต์ได้
3. #เนยยะ 
บุคคลประเภทนี้ไม่สามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่ว่าสอนให้มีความรู้ดี รู้ชอบได้ คือเข้าถึงไตรสรณคมน์ ทรงศีล 5 บริสุทธิ์
4. #ปทปรมะ 
บุคคลประเภทนี้สอนเท่าไหร่ ก็ไม่มี มักไม่มีผล สอนให้คนประเภทนี้ทำดีไม่ได้

เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงแนะนำอย่างนี้แล้ว 
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงยืนยันว่า องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาคือพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ทรงสอนแบบนี้เหมือนกันหมด
ท่านทรงยืนยันว่า
1. ทรงสอนว่าให้คนงดความชั่วทั้งหมด
2. สอนให้ทรงไว้ซึ่งความดี
3. แนะนำให้ทำใจผ่องใสจากกิเลส

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)

“สวดมนต์” อย่างไร...ให้จิตมีพลังบุญมาก...เกิดปาฏิหาริย์

สวดมนต์ ไม่ว่าบทไหน จะให้เกิดผลดี มีพลังมงคลสูง 

ควรรู้และเข้าใจเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์นี้ที่ช่วยให้จิตมีกำลังมาก

ปกติบทสวดมนต์ในแต่ละบทนั้น
จะมีความมงคลมากทุกบทที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตา

การจะทำให้ได้ผลตามที่ปรารถนานั้น
จำสามเรื่องนี้ก่อนว่า

หนึ่งต้องมีศรัทธา ถ้าไม่มีศรัทธาคาถาบทไหนก็เหมือนลมออกจากปาก
ไม่มีประโยชน์อะไรเลย...

สอง ต้องมีความเพียร มีคนมากหลือเกินที่สวดสามวันจะเอาผลมาก เป็นไปไม่ได้ ชั่วชีวิตผ่านมาไม่เคยสวดแบบจริงจังอะไรเลย ประเภทปลูกกล้วยหน่อเดียวจะเอาผลสิบไร่

สามต้องมีความอดทน พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านบอกให้สวดกี่จบก็ตามนั้น 
อย่าไปคิดเองเออเอง สวดให้ครบ

และเคล็ดที่จะเป็นปัจจัยช่วย อ่านช้าๆ 

ข้อ 1 หมั่นทำทานให้ครบในทุกวันเท่าที่ทำได้ ทั้งวัตถุทาน ธรรมทานและอภัยทาน วัตถุทาน ข้าวปลาอาหาร ตามกำลัง ให้ธรรมทานแก่ผู้อื่น สอนงานให้ความรู้ โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้อภัยคนอื่นได้ทุกๆ วัน

ข้อ 2 ต้องตั้งจิตรักษาศีลเต็มกำลัง สมาทานทุกวัน

ข้อ 3 ก่อนสวดมนต์ให้อุทิศบุญ เชื่อมบุญกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์บูชาท่านด้วยบุญเสียก่อน ขอเป็นศิษย์ท่าน หลายองค์เราเกิดไม่ทันท่าน 

เวลาสวดมนต์ด้วยบทต่างๆ สวดด้วยความนอบน้อม มีศรัทธาและจดจ่อต่อบทสวดนั้นมากที่สุด และอย่างน้อยต้องสวดมนต์ที่เราจำได้ขึ้นใจให้ได้วันละ 3 จบ

ข้อ 4 หลังสวดมนต์ฝึกสงบจิตนั่งสมาธิวันละ 15 นาที หรือในอิริยาบถอื่นก็ได้ ให้จิตได้พักผ่อนนิ่งๆ

ข้อ 5 ออกจากสมาธิให้อุทิศบุญแผ่เมตตา อุทิศบุญให้ตัวเองก่อน
แล้วอุทิศให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เจ้ากรรมนายเวรและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรา

ข้อ 6 ทำการอธิษฐานจิตขอให้บุญนี้เป็นกำลัง ปัจจัยสำคัญให้สนับสนุนเรา ให้มีปัญญา มีความอดทน อดกลั้นที่จะทำความดีไม่หยุดยั้ง ลด ละบาปทั้งปวงได้มากที่สุด ขอให้ชีวิตในทุกด้านเกิดความเจริญก้าวหน้าในทางที่ถูกธรรมและดีงาม ดังที่ปรารถนา

ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกและทางธรรม
เคล็ดนี้จะเกิดผลดีจริง เมื่อได้ทำ
สม่ำเสมอ มากพอ นานพอ
ในทุกวัน....

ขอบุญรักษา ธรรมะคุ้มครอง
ครูบาอาจารย์เมตตา
เทวดาค้ำชูทุกท่านเถิด

สุขเสมอความสงบนั้นไม่มี

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็กๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิต ที่ผ่องแผ้ว เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้ เมื่อมีเกียรติมากขึ้นภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพิ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตา เขาพากันบ่นว่าหนักและเหน็ดเหนื่อย พร้อมๆ กันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง"

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...