แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระโสดาบัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระโสดาบัน แสดงบทความทั้งหมด

26 กันยายน 2564

#ตัมพทาฐิกโจรมีอาชีพฆ่าคนเป็นพระโสดาบันได้(๑/๒)


  ✴️ เรื่องนี้มีมาในพระธรรมบท ท่านเรียกชื่อตามภาษาบาลีว่า #ตัมพทาฐิกโจร แปลว่า #โจรเคราแดง โจรเคราแดงคนนี้ปกติเป็นโจร ในที่สุดของความเป็นโจร คณะของเธอทั้ง ๕๐๐ คน ถูกเจ้าหน้าที่จับเป็นเอาไปทั้งหมด ในที่สุดเธก็ถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งหมด 

  ✴️ เมื่อถึงเวลาประหารชีวิตเพชฌฆาตไม่กล้าฆ่า เพราะกำลังใจไม่เข้มแข็งพอที่จะฟันคอคนคราวเดียว ๕๐๐ คน เจ้าหน้าที่ผู้เป็นผู้บังคับบัญชาจึงถามหัวหน้าโจรว่า

"ท่านจะฆ่าลูกน้องทั้ง ๕๐๐ คนได้ไหม ถ้าฆ่าได้จะเว้นไม่ฆ่าเธอ และจะให้เป็นเพชฌฆาต"

หัวหน้าโจรไม่ยอมรับ เขาจึงประกาศว่า "ถ้าโจรคนใดในขณะนี้สามารถฆ่าพวกกันเองได้เขาจะให้ชีวิต และจะให้รับราชการเป็นเพชฌฆาต"

✴️ เขาถามมาตั้งแต่ต้นไม่มีใครรับ พอมาถึงคนสุดท้ายคือโจรเคราแดง เธอรับว่าสามารถฆ่าได้ เขาก็ให้เธอฆ่า เธอก็ฟันคอขาดทั้งหมด ในที่สุดเขาก็ให้เป็นเพชฌฆาตแทนคนเดิม หลังจากนั้นเธอก็มีอาชีพฆ่าคนเป็นปกติ จนกว่าจะแก่ ฟันคอคนทีเดียวไม่ขาด ทางราชการเห็นว่าเป็นการทรมานคนที่ถูกฆ่า จึงให้เกษียณอายุ

 ✴️  รวมคนที่เธอฆ่า ตามบาลีท่านกล่าวว่า #เธอฆ่ามาแล้วเกินหมื่นคน คนนี้ฆ่ามากกว่าองคุลีมารมาก เมื่อเกษียณอายุทางราชการให้บำเหน็จเธอมาก มีฐานะเท่าคหบดี ตอนนี้มีความสุข

  ✴️ วันหนึ่งเธอคิดอยากจะแต่งตัวสวย ๆเพราะเป็นเพชฌฆาตแต่งตัวสวยไม่ได้ เพราะจะต้องเปื้อนเลือดของผู้ที่ถูกฟันคอทุกวัน เธอคิดว่าในชีวิตของเราไม่เคยมีทรัพย์มากอย่างนี้ การแต่งกายก็ไม่เคยแต่งสวย ๆ เหมือนชาวบ้านเขา อยู่ในป่าก็ไม่มีอะไรจะแต่ง อยู่บ้านเป็นเพชฌฆาตก็แต่งไม่ได้ เพราะเครื่องแต่งกายเปื้อนเลือด ตอนนี้ปลดแล้วขอแต่งตัวสวยและกินข้าวมธุปายาส สักครั้งหนึ่งเถอะ 

  ✴️ จึงให้ลูกสาวไปซื้อผ้าสาฎกมา ๒ ผืน เมื่อลูกสาวซื้อมาแล้ว ก็นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง แต่งกายเสร็จแล้วก็รู้สึกครื้มใจที่แต่งกายสวย เลยนึกอยากกินข้าวมธุปายาส ให้ลูก สาวไปซื้ออุปกรณ์การทำข้าวมธุปายาสมา เมื่อเธอซื้อมาแล้วและทำเสร็จก็ปูผ้ารองนั่งให้พ่อนั่ง แล้วเอาชามอย่างสวยใส่ข้าวมธุปายาสมาให้พ่อ ท่านพ่อเห็นข้าวมธุปายาสเข้าก็น้ำลายไหลปรี่ออกมาถึงริมฝีปาก เพราะอยากกินมานาน

⚜️ #พระสารีบุตรมาสงเคราะห์⚜️

  ✴️ กำลังที่เธอจะเปิบข้าวเข้าปาก นัยน์ตาได้ชำเลืองไปที่ประตูบ้าน เห็นพระองค์หนึ่งมายืนที่ประตูบ้าน ตอนนี้กุศลเดิมเข้าครองใจขณะที่เกิดมาตั้งแต่เด็กถึงแก่ก่อนเกษียณอายุ อกุศลที่ทำไว้ในชาติก่อนครองใจตลอดมา เมื่อเกษียณแล้วอกุศลก็ถอยห่างออกไปที่เกาะใจอยู่บ้างก็มีกำลังต่ำ

 ✴️  #พอแลเห็นพระสารีบุตร #กำลังใจที่เลื่อมใส #กุศลใหม่เข้าครองจิต #กุศลเก่าที่อยู่ใกล้ชิดคอยสงเคราะห์อยู่แล้วก็เข้าร่วมกับกุศลใหม่ทันที #ตอนนี้อกุศลที่มีกำลังอ่อน ทนไม่ไหวก็สลายตัวไป เหลือแต่กุศลเดิมกับกุศลใหม่ครองจิต#อารมณ์ที่เธอคิดก็มีแต่เรื่องบุญกุศล

 ✴️ ขอท่านสาธุชนพึงเข้าใจเรื่องบุญและบาปเก่าไว้ด้วยจะได้ช่วยให้กำลังใจมีความสุข บุญบารมีที่เรียกว่ากุศลของเธอในชาติก่อน ๆ เธอก็ทำไว้ไม่น้อย เข้าขั้นขนาดเกิดมาชาตินี้บำเพ็ญบารมี คือมีอารมณ์เป็นกุศลเล็กน้อย บารมีก็เต็มสามารถเป็นพระอริยเจ้าได้ ขอเล่าเรื่องต่อไป

✴️ #ฟังเทศน์จบเป็นพระโสดาบัน

เมื่อเธอเห็นพระสารีบุตรเข้า เธอก็เกิดศรัทธา คิดในใจว่า เราตั้งแต่เกิดมาไม่เคยสร้างความดีเลย เป็นเด็กก็ไม่เคยทำบุญพอเป็นหนุ่มก็เป็นโจรปล้นฆ่าชาวบ้าน พ้นจากความเป็นโจรก็เป็นเพชฌฆาต เราเลวมาก วันนี้พระท่านมาโปรดแล้ว #ข้าวนี่ถึงแม้ว่าเราจะอยากกินมาสักกี่ปีก็ตาม #วันนี้ขอไม่กินละ #วันหลังหากินใหม่ก็ได้ #วันนี้ขอทำบุญทั้งหมด

  ✴️ อารมณ์อย่างนี้ท่านเรียกว่า #ทำบุญสละชีวิต เพราะการที่ยอมอด หมายถึงการยอมตาย แม้จะมีปัจจัยให้เห็นว่าถึงแม้จะอดก็ไม่ตาย แต่ทางกุศลถือว่าทำบุญสละชีวิตอย่างนี้ตายไปแล้ว ถ้าไม่มีบุญอื่นมากกว่านี้ เขาก็สามารถเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ทันที เพราะมีบารมีพอแก่ชั้นดาวดึงส์ เธอจึงนิมนต์พระสารีบุตรเข้ามาในบ้านแล้วนิมนต์ท่านนั่งท่านนั่งในที่ตนนั่ง ตัวเองนั่งกับพื้น

 ⚜️  #พิธีกรรมถวายอาหาร ไม่รุ่มร่ามเหมือนทายกสมัยนี้ซึ่งมีพิธีมาก พูดหรือนำถวายเสียจนเบื่อ รายนี้เมื่อพระสารีบุตรนั่งแล้วก็ประเคนอาหารทันที พระสารีบุตร ก็แน่ไม่น้อย เมื่อเขาประเคนเข้ามา ท่านก็เริ่มฉันทันที อย่างนี้เขาไม่เรียกว่าเป็นจริยาตะกละ เป็นการเจริญศรัทธา หรือสนับ สนุนกำลังใจที่ท่านเจ้าภาพเต็มใจถวาย พระก็เต็มใจรับ กำลังใจของผู้ถวายก็ชุ่มชื่น ดีใจที่พระเต็มใจฉันของของเรา แต่ทว่าท่านพระสารีบุตรท่านมาเพื่อสงเคราะห์ ไม่ใช่มาเพราะอดอยาก เพราะพระอย่างพระสารีบุตรเรื่องอาหารไม่น่าจะมีอะไรน่าวิตกว่าไม่มีจะฉัน สิ่งที่น่าวิตกก็คือจะทำ
อย่างไรจึงจะฉันอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายได้ทั่วถึงแม้แต่เพียงเจ้าของละ ๑ คำก็ยังดี ฉะนั้นเรื่องที่ท่านมาเพราะอยากฉันอาหารชั้นดี หรือมาเพราะอดอยาก จึงเลิกคิดได้

ที่มา
🖋️📚หนังสือหนีนรก หน้า ๗๖-๘๐
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

23 สิงหาคม 2564

ผลการตัดสังโยชน์ คือระดับการบรรลุธรรม ในแต่ละขั้น ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์

ผลการตัดสังโยชน์ คือระดับการบรรลุธรรม ในแต่ละขั้น ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์

: สังโยชน์ ๑๐ ประการ :
โดยหลวงพ่อฤาษี  วัดท่าซุง

เนื่องจากการตัด “สังโยชน์ ๑๐” เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้า  ถ้าเราไม่สามารถตัดกิเลส  ที่เป็นเครื่องร้อยรัดใจของเราได้แล้ว ความสำเร็จที่จะบรรลุธรรม หรือจะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้า ในขั้นใดๆ ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย 

จึงเห็นความจำเป็นที่จะขออธิบายเรื่องนี้ซ้ำให้ละเอียด เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติ  ในการตัดกิเลสที่เป็นตัวสำคญ  ที่จะขัดขวาง หรือ  เป็นอุปสรรค  ในการก้าวเข้าสู่ความเป็นพระอริยะเจ้า
ในลำดับต่าง ๆ ดังนี้

*** สังโยชน์ ๑๐ ประการ 
(ธรรมที่ใช้เป็นตัววัดผล ของการปฏิบัติธรรม)

นักเจริญวิปัสสนาญาณ  นักปฏิบัติธรรม  บรรดาเหล่าท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ท่านผู้แสวงหาโมกธรรม เพื่อที่จะได้หลุดพ้นไปจาก  กองทุกข์ทั้งหมด  

ได้ประพฤติ  ปฏิบัติธรรม  ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  โดยการ ให้ ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือ ถ้าได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธ
ศาสนา  ก็ปฏิบัติตาม "ไตรสิกขา" คือ ศีล  สมาธิ  ปัญญา  

เมื่อได้ปฏิบัติไปแล้ว จะรู้ตัวว่า ได้อะไรหรือไม่...? ตัวเราปฏิบัติธรรมไปถึงไหนแล้ว  มีอะไรมาเป็นตัววัด  เป็นเครื่องมือวัดผล  ของการปฏิบัติธรรม  ท่านให้ใช้การพิจารณา ตัด ละ เลิกสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ประการ คือ... 

๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

หมายความว่าเราไม่พอใจใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใด ๆ ทั้งหมด เราไม่หลงใหลใฝ่ฝันอยู่ในขันธ์ ๕ คิดว่า ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสมบัติของกิเลส และตัณหา 

เป็นแดนของความทุกข์ และสิ่งนี้มันจะพลัดพรากจากเราก็คือจิต มันจะแตกจะทำลาย  มันจะป่วยไข้ไม่สบาย  จะถูกอารมณ์ร้ายต่าง ๆ ของโลกเข้ามายั่วยวน เราก็ไม่หวั่นไหว คิดว่าเมื่อถึงกาลถึงสมัยมันก็ต้องพัง ห้ามปรามมันไม่ได้ กฎธรรมดาเป็นอย่างนั้น

๒.วิจิกิจฉา ความสงสัยในพระนิพพานไม่มี คิดว่าพระนิพพานมีจริง ผลของการปฏิบัติที่เราปฏิบัติอยู่นี่ ถ้าปฏิบัติจริง ๆ ต้องถึงพระนิพพานแน่นอน มีจิตตั้งมั่นอยู่อย่างนี้

๓.สีลัพพตปรามาส การรักษาศีลให้เคร่งครัด ไม่ทำศีลให้ด่าง ให้พร้อย ให้ขาด ให้ทะลุ รักศีลยิ่งกว่ารักชีวิต (ยอมตายดีกว่าต้องทำลายศีล)

อาการ ๓ อย่าง คือ สังโยชน์ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นผลที่พึงได้จากอารมณ์วิปัสสนาญาณ เมื่อได้แล้วจะมีอาการอย่างใดก็ตาม  เข้ามายั่วยวน ทำให้เราหลงใหลใน รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส เสียดายในชีวิต เสียดายในร่างกาย คิดว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา ก็ไม่เกิด

ใครจะมาทำให้จิตของเราให้คลายจากพระนิพพาน โดยพรรณนาว่า... พระนิพพานไม่มีอะไรดี ไม่มีของน่าอยู่ น่าชม เราก็ไม่เชื่อ เมื่อจิตใจใฝ่ฝันตั้งมั่นอยู่แล้ว ถึงแล้วว่า..เราต้องการพระนิพพาน มีความมั่นคงอยู่อย่างนั้น

สีลัพพตปรามาส ใครจะมายั่วเย้าให้เราทำลายศีล แม้แต่หน่อยหนึ่งเราก็ไม่ทำ  อย่างนี้เชื่อว่าท่านเป็น  #พระโสดาบันแน่ 

ก็หมายถึงว่า จิตที่ละได้อย่างนี้แล้ว  ไม่กลับคืนมาอีก ไม่มีความเสียดายในชีวิต ไม่มีความเสียดายในทรัพย์สมบัติ  ที่สูญสลายไป  ไม่สงสัยในคุณพระรัตนตรัย  คิดว่าพระนิพพานมีจริง 

ถ้าปฏิบัติแล้วต้องได้จริง ได้ถึงจริง รักษาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เป็นสมุจเฉทปหาน คือไม่สร้าง ไม่ทำลายศีล ให้ด่าง ให้พร้อย ให้ขาด ให้ทะลุ อาการ ๓ อย่างนี้  เป็นผลของพระอริเจ้าขั้น...

 #พระโสดาบัน และ #พระสกิทาคามี

๔.กามฉันทะ ทำจิตให้เหือดแห้ง ในความพอใจในกามารมณ์ ความยินดีในเพศไม่ปรากฏ

๕.พยาบาท ความผูกโกรธ ขังโกรธไว้ในใจไม่มี ใครมาทำให้โกรธ โกรธนิดหนึ่งแล้วก็ทิ้งสลายตัวไป ไม่มีความพยาบาท 

แล้วต่อไปก็ทำลายความโกรธให้สิ้นไป ในเมื่อจะมีบุคคลหมู่ใดจะมายั่วมาเย้าให้เรามีความโกรธ เราก็ไม่โกรธ หรือมายั่วเย้าให้เราเกิดกามราคะ มีความปรารถนาในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส และสัมผัส อารมณ์อย่างนั้นก็ไม่เกิด 

อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นผลของวิปัสสนาญาณจริง เป็นองค์ของพระอริเจ้าขั้น #พระอนาคามี เป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงในขั้นต่อไป

๖.รูปราคะ หมายความว่า เรามีฌานจริง แต่เราไม่หลงว่าฌานนี้เป็นตัววิเศษ  เกินไปกว่าตัววิปัสสนาญาณ รู้อยู่เสมอว่าฌานเป็นบันไดที่จะเป็นกำลังของจิตใจ ให้เข้าไปใช้อารมณ์ของวิปัสสนาญาณ เข้าประหัตประหารกิเลส ที่เรียกกันว่า “รูปฌาน”

๗.อรูปราคะ เราเห็นว่าอรูปฌานเป็นของดี แต่ว่ายังไม่ดีวิเศษ เพราะอรูปฌานนี้   ยังเป็นผลของการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสาร  ยังเป็นโลกียฌาน แต่ว่าเป็นกำลัง  เป็นบันไดขั้นหนึ่ง หรือ  เป็นกำลังที่เข้ามาค้ำจุนจิตใจ  ให้เข้าไปเจริญวิปัสสนาญาณ ได้รับผลดี

๘.มานะ ความถือตัวถือตน ถือว่าเราเลวกว่าเขา ถือว่าเราเสมอเขา ถือว่าเราดีกว่าเขา  อย่างนี้เราตัดเสียได้  คือไม่คิดอย่างนั้น 

คิดว่าคนในโลกนี้  ไม่มีใครดี ไม่มีใครเลว เกิดมาแล้วก็แก่ ก็เจ็บ ก็ตาย  เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรที่จะต้องเข้าไป ถือยศ  ถือศักดิ์ ถือชาติวาสนา และ ตระกูลใด ๆ ทั้งสิ้น

๙.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญในจิตใจไม่มี ตัดเสียได้แล้ว มีอารมณ์เป็นอันเดียวคือ เอกัคคตารมณ์ มีจิตใจชุ่มชื่น รู้ได้ตามสภาวะของความเป็นจริง

๑๐.อวิชชา คือความพอใจในทรัพย์สมบัติของโลก คือในร่างกายของเรา หรือในรูปของคนอื่นไม่มี 

ความกำหนัดยินดีในทรัพย์สินของโลก ที่มีชีวิต และ ไม่มีชีวิต แม้แต่ตัวเองก็ไม่มี อย่างนี้เรียกว่า...ตัดอุปาทานขันธ์เสียได้ ตัดตัวอวิชชาความโง่เสียได้ 

จากพระอริเจ้าขั้นพระอาคามี ตัดละสังโยชน์ ๕ ข้อได้  เมื่อท่าน ตัด ละ สังโยชน์ ข้อที่ ๖ ถึง ข้อที่ ๑๐ ได้หมดแล้ว  ท่านก็เป็นองค์ของพระอริเจ้าขั้น #พระอรหันต์  

ที่มา บันทึกธรรมพระราชพรหมยานมหาเถระ
หลวงพ่อฤาษี วัดจันทาราม (วัดท่าซุง)
อ.เมือง จ.อุทัยธาน๊

30 พฤษภาคม 2563

พระโสดาบัน

 
จากการเทศนาของพระราชพรหมยาน 
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

  
      คนที่เป็นพระโสดาบันแล้วมีอารมณ์เป็นยังไง ส่วนใหญ่คนทั้งหลายมักจะมีความรู้สึกว่า คนที่เข้ามาเจริญพระกรรมฐาน หรือสมถภาวนา หรือ วิปัสสนาญาณ และเริ่มเข้ามาเจริญแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องตัดหมดนั้นเป็นความรู้สึกผิดของท่านผู้มีความคิดอย่างนั้น

            ความจริงการเจริญพระสมณธรรมมีอารมณ์เป็นขั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านที่ทรงจิตเป็น ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิหรือ อัปปนาสมาธิ สำหรับอัปปนาสมาธินี้หมายถึงอารมณ์ฌาน ตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 8 อารมณ์ประเภทนี้จะระงับได้เพียงนิวรณ์ 5 ประการ แต่ก็เป็นเพียงระงับเท่านั้นไม่ใช่ตัด ถ้ายังมีความประมาทจิตคิดชั่ว ฌานก็สลายตัว เป็นอันว่าผู้ทรงฌานโดยเฉพาะอย่างยิ่งฌานโลกีย์ ยังไม่มีความหมาย  ท่านที่จะตัดอบายภูมิได้จริง ๆ ก็คือ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป

            คำว่า พระโสดาบัน แปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน

            ฉะนั้นพระโสดาบันก็ยังตัดอะไรไม่ได้หมด เป็นแต่เพียงว่ามีอารมณ์ชนะสังโยชน์ 3 ประการเบื้องต้น แต่เพียงอย่างอยาบเท่านั้น  คือ
                       

1. มีความรู้สึกว่าสภาพร่างกายหรือว่าขันธ์ 5 เป็นเรา เป็นของเรา เรามีในขันธ์ 5 คือ รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และ วิญญาณ

            ยังไม่สามารถตัดขันธ์ 5 ได้เด็ดขาด  ยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา แต่ทว่าความรู้สึกของท่านมีความดีอยู่หน่อยหนึ่งว่าเราจะต้องตาย ยังไง ๆ ก็ต้องตายแน่  มีอารมณ์คิดถึงคำสั่งสอนของสมเด็จพระธรรมสามิสร ที่ทรงตรัสว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ท่านทั้งหลายจงอย่ามีความประมาทในการสร้างความดี
           
            นี่ว่ากันถึงอารมณ์ของพระโสดาบัน เมื่อจิตเข้าถึงพระโสดาบันแล้ว มีความไม่ประมาทในชีวิต มีความรู้สึกเสมอว่าเราจะต้องแก่ เราจะต้องตาย   จะตายตั้งแต่ความเป็นเด็ก หรือ ความเป็นหนุ่มเป็นสาว ความเป็นคนแก่ อาการที่จะตาย อาจจะด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อาจจะตายด้วยอุบัติเหตุ หรือตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยง ตายกลางคืน ตายดึก ตายหัวค่ำก็เอาแน่นอนไม่ได้ อาจตายได้ทุกเวลา

            ฉะนั้น พระโสดาบันจึงไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าถ้าเราจะตายก็เชิญ แต่เราจะตายอยู่กับความดี

2.ไม่มีความสงสัย ในคำสอนของพระพุทธเจ้า พิจารณาหาความจริงว่า  พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัจจัยให้เกิดความสุข

3. พระโสดาบันย่อมทรงศีลบริสุทธิ์  ถ้าเป็นฆราวาสก็มีศีล 5 เป็นปกติ มีศีล 5 บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา ไม่มีเจตนาในการทำลายศีล รักษาศีลบริสุทธิ์ ไม่ทำลายศีลด้วยตนเอง ไม่ยุให้บุคคลอื่นทำลายศีล แล้วก็ไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว เป็นอันว่าพระโสดาบันเป็นผู้มีความทรงอารมณ์อยู่ในศีลเป็นสำคัญ หนักหน่วงในเรื่องของศีล ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด

            จะมีความรักพระนิพพานอย่างยิ่ง คือมีความรู้สึกอยู่เสมอว่ามนุษย์โลกก็ดี เทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี ไม่เป็นแดนแห่งความสุข ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ มันก็ทุกข์ตลอดเวลา ถ้าเกิดเป็นเทวดาก็พักทุกข์ชั่วคราว หรือ พรหมก็เช่นเดียวกัน ถ้าหมดบุญวาสนาบารมีแล้วก็จะต้องจากเทวดา จากพรหมมาเกิดเป็นคนบ้าง บางรายก็เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอันว่าเขตทั้ง 3 จุด ไม่มีความหมายสำหรับใจ
          
            พระโสดาบันมีความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันเป็นของธรรมดา   เห็นการนินทาว่าร้ายที่เขาว่าเราเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เกิดมาในโลกมันเป็นอย่างนี้ ความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้น การพลัดพรากจากของรักของชอบใจเกิดขึ้น มีความรู้สึกหนักไปในด้านของธรรมดา

            พระโสดาบันยังมีความรักในระหว่างเพศ  ยังมีการแต่งงาน   แต่...อยู่ในขอบเขตของศีล รักในรูปโฉมโนมพรรณ มีการแต่งงานกันได้ระหว่างสามีภรรยาของตนเอง ยอมเคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน ไม่นอกใจสามีและภรรยา ขึ้นชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร จะไม่มีสำหรับพระโสดาบัน จะทำให้ครอบครัวนั้นมีอารมณ์เป็นสุข

            พระโสดาบันยังมีความโกรธ  แต่ทว่าพระโสดาบันมีแต่อารมณ์โกรธ ไม่ประทุษร้ายให้เขามีการบาดเจ็บ และไม่ฆ่าคนหรือสัตว์ที่ทำให้ตนโกรธ ให้ถึงแก่ความตาย เป็นอันว่าความโกรธหรือความพยาบาทของท่าน อยู่ในขอบเขตของศีล จิตโกรธแต่ว่าไม่ทำร้าย ไม่อาฆาตพยาบาทคือ แตกต่างกับคนธรรมดาตรงนี้

            พระโสดาบันยังมีความอยากรวย  การอยากรวยของพระโสดาบัน คือ ต้องการความรวยในด้านสุจริตธรรมเท่านั้น เรียกว่า การทุจริตคิดร้ายคดโกงบุคคลอื่นใด ไม่มีในอารมณ์จิตของพระโสดาบัน ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต

             พระโสดาบันยังมีความหลงใน  รูปสวย รสอร่อย  กลิ่นหอม  เสียงเพราะ   สัมผัสระหว่าเพศยังมีอยู่ แต่ความหลงของพระโสดาบันนั้น อยู่ในกรอบของศีล 

      
                          องค์ของพระโสดาบัน

            คำว่า องค์ ก็ได้แก่ อารมณ์จิตที่ทรงไว้อย่างนั้นอย่างแนบแน่นสนิท นั่นก็คือ

            1.พระโสดาบันมีความเคารพในพระพุทธเจ้าอย่างจริงใจ ไม่คลายในความเคารพในพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะมีเหตุผลใด ๆ เกิดขึ้น ใครจะมาจ้างให้รางวัลมาก ๆ ให้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ แม้แต่พูดเล่นพระโสดาบันก็ไม่พูด ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านมีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระอริยสงฆ์อย่างจริงใจ แต่ทว่าระวังให้ดี ถ้าพระสงฆ์เลว พระโสดาบันไม่ใส่ข้าวให้กิน

            ตัวอย่าง ภิกษุโกสัมพี มีความประพฤติชั่ว ตอนนั้นฆราวาสที่เป็นพระอริยเจ้านับหมื่น ไม่ยอมใส่ข้าวให้กิน เพราะถือว่าเป็นโจรปล้นพระพุทธศาสนา เป็นผู้ทำลายความดี ไม่ใช่ว่าเป็นพระอริยเจ้าแล้วละก็ จะเมตตาไปเสียทุกอย่าง ท่านเมตตาแต่คนดีหรือว่าบุคคลผู้ใดมีความประพฤติชั่วท่าน แนะนำแล้วสามารถจะกลับตัวได้ พระโสดาบันก็เมตตา ถ้าเขาชั่วแนะนำแล้วไม่สามารถจะกลับตัวได้ พระโสดาบันก็ทรงอุเบกขา คือ เฉยไม่สงเคราะห์ 
            2.  พระโสดาบันมีศีลบริสุทธิ์ ขอพูดย่อให้สั้น เพราะองค์ของพระโสดาบันก็คือ
            (1) มีความเคารพในพระพุทธเจ้า
            (2) มีความเคารพในพระธรรม
            (3) มีความเคารพในพระอริยสงฆ์

            นี่จัดเป็นองค์ที่มี 3 ประการ
            (4) และสิ่งที่จะแถมขึ้นมาก็คือรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่หวังผลตอบแทน ไม่หวังความดีมีชื่อเสียงในชาติปัจจุบัน มีความรู้สึกต้องการอยู่อย่างเดียวว่าเราทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานเท่านั้น
       
              จงอย่าไปคิดว่าพระโสดาบันเลอเลิศไปถึงอารมณ์อรหันต์โดยมากมักจะคิดว่าอารมณ์ของพระอรหันต์เป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน ก็เลยทำกันไม่ถึง นี่เป็นการคิดผิด ความจริงการเป็นพระโสดาบันเป็นง่าย มีอารมณ์ไม่หนักที่หนักจริง ๆ ก็ คือ ศีลอย่างเดียว

            พระโสดาบันจัดเป็น 3 ขั้น คือ

            1.สัตตักขัตตุง สำหรับที่ท่านเป็นพระโสดาบันมีอารมณ์ยังอ่อน จะต้องเกิดและตายในระหว่างเทวดาหรือพรหมกับมนุษย์อีกอย่างละ 7 ชาติ เป็นมนุษย์ชาติที่ 7 และเข้าถึงความเป็นอรหัตผล
            2. ถ้ามีอารมณ์เข้มแข็งปานกลาง ที่เรียกกันว่า โกลังโกละ อย่างนี้จะทรงความเป็นเทวดาหรือมนุษย์อีกอย่างละ 3 ชาติครบเป็นมนุษย์ชาติที่ 3 เป็นพระอรหันต์
            3.สำหรับพระโสดาบันที่มีอารมณ์เข้มแข็งเรียกว่า เอกพิชี นั่นก็จะเกิดเป็นเทวดาอีกครั้งเดียว มาเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็เป็นพระอรหันต์

            4.ที่พูดตามนี้ หมายความว่า ท่านผู้นั้นเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วเกิดใหม่ไม่ได้พบพระพุทธศาสนา จะต้องฝึกฝนตนเองอยู่เสมอทุกชาติ แต่ว่าความเป็นมิจฉาทิฏฐิในชาติต่อ ๆไป จะไม่มีแก่พระโสดาบัน เพราะว่า พระโสดาบันไม่มีสิทธิที่จะไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน จะเกิดได้แค่ช่วงแห่งความเป็นมนุษย์กับเทวดาหรือพรหมสลับกันเท่านั้น

            เป็นอันว่าพระโสดาบันนี่ ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาให้ดีแล้ว ก็มีความรู้สึกว่าเป็นของไม่ยาก

ที่มา
จากการเทศนาของพระราชพรหมยาน 
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

15 มีนาคม 2563

อารมย์พระโสดาบัน

เรื่อง​ "ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพระโสดาบัน"
(เทศนาธรรมโดย​ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)​

โดยมากจะมีความเข้าใจผิดว่า พระโสดาบันจะต้องตัด "สักกายทิฎฐิ" ได้เด็ดขาด จนกระทั่งมีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา จึงจะเป็นพระโสดาบันได้ อันนี้ไม่ถูก ขอยืนยันว่าไม่ถูก เพราะพระโสดาบันยังถือว่าว่าร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเราอยู่ นอกจากถือร่างกายของตนเองว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว ยังถือว่าร่างกายของคนอื่นเป็นเราเป็นของเราด้วย นั่นก็คือผู้หญิงยังรักผู้ชาย ผู้ชายก็ยังรักผู้หญิง ผู้หญิงก็แต่งงานกับผู้ชาย ผู้ชายก็แต่งงานกับผู้หญิง และคนที่เป็นสามีภรรยาก็ยังยึดถือในความเป็นสามีภรรยาอยู่ ก็แสดงว่าพระโสดาบันยังยึดร่างกายเป็นที่พึ่งที่พำนักต่อไป ยังไม่ถึงกับตัดร่างกาย

ฉะนั้นข้อที่เรื่อง "สักกายทิฎฐิ" คนที่จะเป็นพระโสดาบันต้องตัดสักกายทิฎฐิหมด ไม่ถูก ผิดมาก ขอบอกว่าผิดถึงที่สุด การตัดสังโยชน์ ๑๐ เขาตัดที่ตัวเดียว "สักกายทิฎฐิ" พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย มีศีล ๕ บริสุทธิ์ สำหรับฆราวาส ฉะนั้นคนที่เป็นพระโสดาบัน มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายเฉย ๆ ไม่ใช่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี มีความรู้สึกแค่ตาย เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน ในสมถภาวนา ถ้าพระอนาคามี มีความรู้สึกจริงใจจดจ่อจำอยู่เสมอว่า ร่างกายนี้มันเน่ามันสกปรก มันสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ตัดกามฉันทะได้ อารมณ์ของพระอรหันต์เท่านั้นที่มีความรู้สึกว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ฉะนั้นขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ทราบตาม

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...