แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แสดงบทความทั้งหมด

10 พฤศจิกายน 2563

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สิ้นพระชนม์ ที่เมืองนครศรีธรรมราช จริงหรือ?



ตอนที่ ๑ เรื่องราวของพระเจ้าตากสิน  ในประวัติศาสตร์ไทยในประเด็นการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ยังคงเป็นปริศนาและมี การถกเถียงกันมานาน ในตำราประวัติศาสตร์ที่เราได้ร่ำเรียนกันมา ได้กล่าวว่าพระองค์ทรงถูกสำเร็จโทษสิ้นพระชนม์ด้วยท่อนจันทร์ เพราะมีพระสติฟั่นเฟือน นี่คือเรื่องราวที่ ถูกบันทึกไว้ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หากเราจะรับรู้เรื่องราวแล้วปล่อยผ่านเลยไปด้วยความเชื่อถือ ก็คงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้น   ยังมีคนอีกมากมายไม่เชื่อว่า กษัตริย์ไทยผู้กอบกู้บ้านเมืองและเอกราชจากพม่ากลับคืนสู่แผ่นดินไทยพระองค์ นี้จะมีจุดจบในแบบที่ประวัติศาสตร์ได้ถูกบันทึกไว้ มีเหตุผลอะไรหรือหลักฐานอะไร ที่ทำให้เชื่อว่าพระเจ้าตากสินไม่ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงธนบุรี หากแต่เป็นที่เมืองนครศรีธรรมราช   ๑. ความเกี่ยวพันทางสายเลือด จะเป็นสิ่งที่รู้กันดีในคนตระกูล ณ นคร ว่าต้นตระกูล   ณ นคร สืบทอดเชื้อสายมาจากพระเจ้าตากสิน  โดยจากข้อมูล ของ อ.วิเชียร ณ นคร อดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราช ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราช และหนังสือ “พร้อมรำลึก” ซึ่งเขียนโดยนักวิชาการทางประวัติศาสตร์หลายคน  (เป็นหนังสือที่ใช้แจกในงานพระราชทานเพลิงศพคุณพร้อม ณ นคร ญาติผู้ใหญ่ของตระกูล ณ นคร ที่สืบทอดเชื้อสาย สายตรงจากพระเจ้าตากสิน) ได้กล่าวว่า   “ครั้งที่อุปราชพัฒน์ (ต่อมาคือเจ้าพระยานครพัฒน์) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงทราบความว่าอุปราชพัฒน์ผู้นี้เป็นม่าย จึงได้พระราชทาน “เจ้าจอมปราง” ให้เป็นชายาของอุปราชพัฒน์ โดยเจ้าจอมปรางทรงครรภ์ได้ ๒-๓ เดือน แล้ว เมื่อได้รับพระราชทานชายาแล้วด้วยความกตัญญูต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก็ยกย่องไว้เป็นนางเมือง โดยมิได้มีการยุ่งเกี่ยวกันฉันชู้สาวแต่อย่างใด ซึ่งทารกที่ติดครรภ์เจ้าจอมปรางมา เมื่อคลอดออกมาแล้ว เป็นชายชื่อน้อยก็คือพระโอรส ของพระเจ้าตากสิน ต่อมาได้ขึ้นเป็นเจ้าพระยานคร (น้อย) ต่อจากเจ้าพระยานคร(พัฒน์) ซึ่งเจ้าพระยานคร(น้อย) ผู้นี้นี่เองที่เป็นต้นสายตระกูล ณ นคร”   ๒. บทเพลงกล่อมเด็กโบราณ ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ซึ่งบางคนร้องออกมาโดยที่ไม่รู้ความหมายก็มี ซึ่งบทเพลงกล่อมเด็กที่ว่านี้มีร้องเฉพาะที่นครศรีธรรมราช มีใจความดังต่อไปนี้                           ฮาเออ                           ว่าตาแป๊ะหนวดยาว                           ถึงคราวสิ้นทุกข์                           เอาศพใส่โลงดีบุก                           ไปค้างในดอนดง                           ลูกเจ้าจอมหม่อมลับ                           ถือฉัตรถือธง                           เอาศพไปค้างในดอนดง                           ค่อยปลงเมรุใหญ่เหอ   เพียงแค่บทเพลงกล่อมเด็กธรรมดาหากไม่วิเคราะห์ให้ละเอียดลึกซึ้งก็อาจมอง ไม่เห็นความเชื่อมโยง มีประเด็นจากเนื้อเพลงนำมาวิเคราะห์ได้ดังนี้   “โลงดีบุก” เป็นเครื่องยศของชนชั้นสูงของเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น เพราะดีบุกจะมีราคาแพงและเป็นของมีค่าใช้ประกอบเครื่องยศของเจ้าเมือง ประเทศราชเช่นนครศรีธรรมราชเท่านั้น   “ลูกเจ้าจอมหม่อมลับ ถือฉัตรถือธง” แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่ใช่สามัญชน เพราะมีเครื่องสูงอย่างฉัตรและธงมาประกอบในพิธี   “เอาศพไปค้างใว้ในดอนดง ค่อยปลงเมรุใหญ่เหอ” คำว่า “ปลง” แสดงว่าผู้ตายมียศสูง แต่ทำไมต้องเอาศพไปไว้ในป่าก่อน แล้วจึงค่อยมาเผาที่เมรุภายหลัง ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้ตายมียศเทียบเท่าเจ้าเมืองประเทศราช อาศัยอยู่ในป่าเขาก่อนที่จะย้ายศพออกมาเผา ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วจะมีความสอดคล้องกับคำบอกเล่าของท้องถิ่นที่มีมายาวนาน ว่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงหนีภัยการเมืองมายังนครศรีธรรมราช และเสด็จประทับที่วัดเขาขุนพนมที่อยู่ในเขตป่าเขาจนสิ้นพระชนม์ ๓. สถานที่ต่างๆ ที่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินในเมืองนครศรีธรรมราชทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งได้แก่   หอพระสูง โบสถ์มหาอุด แม้จะเป็นโบสถ์แต่ก็มีที่ตั้งที่มิได้อยู่ในเขตวัดแต่ประการใด ที่ตั้งของหอพระสูง จะอยู่ในบริเวณทิศใต้ของสนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราชหากเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ก็คือสนามหน้าเมืองแห่งนี้เปรียบได้ดัง “ท้องพระเมรุ” (สนามหลวง) ของกรุงเทพฯ นั่นเอง คือเป็นที่ตั้งเมรุเผาศพสำหรับคนชั้นสูงของเมืองนครศรีธรรมราชเท่านั้น และสามารถยืนยันด้วยบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าบริเวณแห่งนี้ไม่เคยเป็นวัดมาก่อน หอพระสูงหรือโบสถ์มหาอุดแห่งนี้จึงไม่ใช่ ศาสนะสถานโดยตรงแน่นอน โดยที่ตั้งของหอหระสูงในปัจจุบันได้มีบันทึกระบุไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ หรือสมัยสงคราม ๙ ทัพว่า มูลดินสูงที่เป็นที่ตั้งของหอพระสูงแห่งนี้ คือดินที่เกิดจากการขุดหลุมพรางแบบสนามเพลาะ ดินที่สูงขึ้นมาถึง ๕ วาได้ใช้ทำเป็นฐานปืนใหญ่ได้ถึง ๓ กระบอก แสดงว่าหอพระสูงถูกสร้างหลังจากนี้แต่ไม่มีบันทึกไว้แน่ชัดว่าสร้างเมื่อไร   เมื่อพิจารณารูปแบบของการก่อสร้างภายนอกก็จะพบว่า จะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๔ ด้าน หลังคาเป็นแบบทรงจีน มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ รูปทรง ๔ เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีประตูเข้าออกทางเดียวเป็นประตูลงสลักดานจากภายใน โดยรวมเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายแต่มีอิทธิพลของช่างฝีมือจีนมาปะปนอยู่มาก   ภายในหอพระสูงจะมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ประดิษฐานอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “พระสูง” เป็นพระพุทธรูปที่ไม่มีโลกุตระ (ปลียอดแปดแนว) บนพระเศียร และมีจิตรกรรมฝาผนัง “ลายดอกพิกุล” หรือ “ลายดอกไม้ร่วง” ซึ่งเป็นศิลปะแบบจีนแต่สันนิษฐานว่าวาดประมาณสมัยรัชกาลที่ ๔ หรือหลังจากนั้นเพราะจิตรกรรมฝาผนังที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติจะไม่มีการวาดก่อนหน้านี้   แล้วหอพระสูง มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินอย่างไร  นอกจากคำบอกเล่าของคนนครศรีธรรมราชที่บอกต่อกันมาแล้ว คำบอกเล่าของคนในตระกูล ณ นคร ซึ่งมีเชื้อสายตรงน่าจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักกว่า “หอพระสูงแห่งนี้คือที่พักพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่จัดขบวนแห่มาจากเขาขุนพนม ก่อนที่จะถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ สนามหน้าเมือง เดิมจะสร้างเป็นวิหารชั่วคราวอยู่ก่อน เมื่อเสร็จพิธีแล้วเพื่อไม่ให้ใครมาใช้สถานที่บริเวณดังกล่าวซ้ำ (เพราะเป็นที่ที่พระเจ้าแผ่นดินเคยใช้) จึงสร้างหอพระสูงค่อมไว้ โดยใต้ฐานขององค์พระสูงเชื่อกันว่ามีพระบรมอัฐิบางส่วนของพระองค์บรรจุไว้ด้วย  โดยการอำพรางพระศพได้มีคำบอกเล่าจาก พระครูสมพร ลาภิโก เจ้าอาวาสวัดสะบ้าย้อย ต.นาเรียง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช และพ่อท่านรอด เจ้าอาวาสวัดประดู่  ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช (มรณภาพแล้วทั้ง ๒ รูป) ว่าบริเวณหอพระสูงได้ใช้ปลงพระศพของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และเจ้าพระยานคร(หนู) เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชซึ่งทำพิธีพร้อมกันเพื่ออำพรางพระบรมศพของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ตอนที่ 2 ตอนที่ ๒ นี้ยังคงเป็นเรื่องของสถานที่ ที่มีความเกี่ยวพันกับสมเด็จพระเจ้าตากสินในแง่ของการเป็นสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิทั้งของพระองค์เอง และของเจ้าจอมมารดาปรางรวมถึงเจ้าพระยานคร(น้อย) พระโอรสที่ติดพระครรภ์เจ้าจอมปรางมาประสูติยังเมืองนครศรีธรรมราชแห่งนี้ สถานที่ที่จะกล่าวถึงในประเด็นนี้มีอีก ๓ แห่ง ทุกล้วนเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิแน่นอน เพียงแต่แหล่งที่มาของพระบรมอัฐิยังคงมีข้อแย้งกันอยู่ คือ   ตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ พระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากถูกส่งมาจากพระนครหลังจากพระองค์ถูกสำเร็จโทษ ๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดจุฬาโลกมหาราช ทรงให้ขุดพระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร มาพระราชทานเพลิงศพที่วัดอินทาราม และพระบรมอัฐิบางส่วน ได้ถูกส่งมอบอย่างลับๆ ให้เจ้าพระยานคร(พัฒน์)   ตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมาของคนนครศรีธรรมราชโดยเฉพาะคนตระกูล ณ นคร พระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาจากพิธีถวายพระเพลิงศพที่สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช หากเป็นไปตามความจริงข้อนี้นั่นก็หมายความว่าผู้ที่ถูกสำเร็จโทษ ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าตากสินพระองค์จริง   สถานที่เป็นที่เก็บพระบรมอัฐิอีก ๓ แห่งก็คือ   เจดีย์ดำ เยื้องหน้าวิหารหลวง วัดพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช ลักษณะเป็นเจดีย์หินสีดำ ถอดประกอบได้มี ๘ ชั้น สูงเกือบ ๓ เมตร มีรูปทรง ๖ เหลี่ยม เป็นงานผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและศิลปะจีน โดยมีภาพจำหลักชั้นล่างสุดและชั้นบนสุดเป็นรูปแข้งสิงห์ ชั้นกลางจำหลักเป็นรูปต้นไม้ลู่เอนตามลม ทั้ง ๓ ชั้นของลายจำหลักเป็นฝีมือของช่างจีน เป็นศิลปะช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจดีย์ดำแห่งนี้เชื่อว่าเป็นสถานที่บรรจุพระบรมอัฐิบางส่วนของสมเด็จพระเจ้าตากสิน   เก๋งจีน วัดประดู่  หรือที่เรียกกันว่า ศาลก๋งตาก  ตัวตึกเป็นทรงเก๋งจีน มีลวดลายสลักที่ประตู และเชิงชาย คาน เสา เป็นฝีมือช่างจีนทั้งสิ้น แต่ภายในกลับมีเจดีย์ทรงบัว องค์เล็กๆ สูงประมาณ ๒ เมตรกว่าๆ มีลวดลายตกแต่งลวดลายแบบไทยโดยช่างฝีมือไทยเป็นที่น่าสังเกตว่าบนเจดีย์มีปูนปั้นเป็นรูปครุฑพ่าห์ และมีรูปปั้นเทวดาจตุรทิศบนส่วนยอดของเจดีย์  ตามคำบอกเล่าของพระครูปริยัติคุณาสัย หรือท่านรั่น เจ้าอาวาสวัดประดู่องค์ปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า จากบันทึกที่จดเป็นสมุดบุด ได้ระบุว่า ศาลแห่งนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นหลังผลัดแผ่นดินได้ไม่นาน ซึ่งผู้สร้างก็คือเจ้าพระยานคร ท่านรั่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็น เจ้าพระยานคร(น้อย) ที่สร้างฮวงซุ้ยรอไว้ เจดีย์บัวด้านในจึงเป็นที่บรรจุอัฐิของพระยานคร(น้อย) และพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของตระกูล ณ นคร ผิดกันตรงปีที่สร้างเท่านั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้มีการบูรณะ เมื่อรื้อเจดีย์บัวออกมาพบว่ามีโกศ ๒ ใบ ซึ่งเชื่อกันว่าใบหนึ่งเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิของเจ้าพระยานคร (น้อย) และอีกใบเป็นที่เก็บเถ้าพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสิน เก๋งจีนวัดประดู่แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มาเคารพสักการะ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒   เก๋งจีน วัดแจ้ง สร้างไล่เลี่ยกับ เก๋งจีน วัดประดู่ ตัวตึกโดยรวมมีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ลวดลาย เก๋งจีน วัดแจ้งไม่สวยงามเท่า เป็นศิลปะสกุลช่างจีนเช่นเดียวกัน แต่ส่วนที่ต่างกันคือ เก๋งจีน วัดแจ้ง มีซุ้มประตูทางเข้าและมีกำแพงรอบเป็นมณฑล มีภาพจำหลักหินที่เหนือซุ้มประตู เป็นรูปเทวดาสวมหมวกมีเครา และลวดลายจำหลักหินรูปปลาทอง เป็นศิลปะจีนผสมกับไทย ภายในมีเจดีย์บัวเป็นศิลปะศรีวิชัย สร้างแบบย่อไม้ ๑๒ อยู่ ๒ องค์ โดยมีหลักฐานข้อความจากหนังสือที่ พลเอกเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร)  ส่งถึงกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ ๒๒ ธันวาคม ร.ศ. ๑๒๒ โดยใจความสำคัญในจดหมายทำให้สรุปได้ว่า เก๋งจีนวัดแจ้ง เป็นที่เก็บอัฐิของ เจ้าจอมมารดาปราง และเจ้าพระยานคร(น้อยกลาง) รวมถึงเถ้าอัฐิของตระกูล ณ นคร ในรุ่นต่อๆ มา   เราจะเลือกเชื่ออะไร ระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าใครบันทึกกับคำบอกเล่าที่ถ่ายทอดจากคนรุ่นต่อรุ่น และผู้บอกเล่ายังมีชีวิตอยู่ในยุคของเรา คงขึ้นอยู่กับ พยาน หลักฐาน และวิจารณญาณของเรา ต้องติดตามข้อมูลในตอนต่อไปให้ครบเสียก่อนแล้วจึงค่อยตัดสินใจ ตอนที่ 3 มาถึงตอนที่ ๓ จะยังไม่กล่าวถึงสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินโดยตรงคือเขาขุนพนม สถานที่ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ลี้ภัยทางการเมืองและเป็นที่สิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน แต่เรายังจะกล่าวถึงพยานบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและสืบทอดเรื่องราวความลับจากบรรพบุรุษมารุ่นต่อรุ่นกันก่อน หลักฐานพยานบุคคลทางด้านประวัติศาสตร์จะดูไม่มีน้ำหนักเลย หากมีคนเพียงแค่ไม่กี่คนบอกเล่าเรื่องราวที่ตนเองไม่เคยได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่นี่มีคนเป็นจำนวนมาก และหลายตระกูลได้บอกเล่าเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินได้สอดคล้องต้องกัน เราจึงไม่สามารถที่จะละเลยเรื่องราวที่เป็นอีกมุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเงื่อนงำและปมปริศนารอเวลาให้เราพิสูจน์และได้ตัดสิน  พยานบุคคลที่เราจะกล่าวถึงนอกจากตระกูล ณ นคร ทีได้กล่าวถึงยังมีตระกูลอื่นๆ ดังนี้   ตระกูล “ฝั่งชลจิตร”  เราอาจคุ้นเคยกับตระกูลนี้ในฐานะนักเขียนที่มีผลงานเข้าชิงรางวัลซีไรท์ และนักเขียนที่ได้รับรางวัลช่อการะเกด (จำลอง ฝั่งชลจิตร) แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน ตระกูลฝั่งชลจิตร คือทหารองครักษ์รักษาพระองค์ และคนในตระกูลฝั่งชลจิตรที่จะถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นอกตำราเรียนสู่คนรุ่นหลัง ท่านถือว่าเป็นนักประวัติศาสตร์พื้นบ้านคนสำคัญ ก็คือ คุณสมชาย ฝั่งชลจิตร  ผู้ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตระกูลของตนเอง และตระกูลอื่นๆ ที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินให้คนยุคปัจจุบันอย่างพวกเราได้รับรู้กัน ผ่านบันทึกคำบอกเล่าดังต่อไปนี้   ช่วงอายุของคนในตระกูลฝั่งชลจิตรมีความเกี่ยวเนื่องกัน ๓ ช่วงอายุคน ถ้านับย้อนเวลากลับไปได้รวมเวลาแล้วก็จะได้ประมาณ ๒๐๐ กว่าปี บุคคลที่มีชีวิตอยู่ทันช่วงเปลี่ยนแผ่นดินคือทวดของคุณสมชาย ชื่อ “นุ่น” และ “เมือง”  ในตอนเด็กๆ คุณสมชายได้รับคำบอกเล่าจากปู่และย่าว่า ตระกูลของเราคือพวกที่มากับ “พระเจ้าตาก”  คือลี้ภัยมาแล้วไม่ยอมกลับ ทวดก็เลยตั้งรกรากที่นี่ ปู่ “เสน”  จะเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่เหมือนคนโบราณเป็นคนอ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านภาษาเขมรได้ ภาษาเขมรเป็นภาษาที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้ จะใช้กันอยู่ในหมู่ของพระและคนมีการศึกษาในสมัยโบราณ สันนิษฐานว่าปู่น่าจะได้รับการสั่งสอนจากทวดเพื่อให้เป็นทหารแบบโบราณ คืออาจมีการเรียนรู้วิธีรบตามแบบตำราพิชัยสงครามโบราณ ในสมัยเด็กๆ ยังจำได้ว่าที่บ้าน จะมีดาบ หอก ศัสตราวุธมากมาย ไม่ใช่เฉพาะที่บ้านแต่มีเกือบทุกบ้านในละแวกเดียวกัน ดาบจะเป็นดาบใหญ่ๆ เหมือนดาบโบราณ หอกก็เป็นหอกมีพู่ มีปลอมสวมที่ปลายหอกด้วย ในเขต อ.พรหมคีรีจะมีการใช้ภาษาลักษณะเดียวกับภาษาทางจังหวัดภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง จันทรบุรี ตราด ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ สมเด็จพระเจ้าตากสินไปรวบรวมพลที่นั่น แต่จะมีข้อแตกต่างออกมาก็คือ ภาษาใน อ.พรหมคีรี จะมีความแตกต่างออกไปจนมีคำกล่าวว่า “คนพรหมคีรีพูดข้าหลวง” เช่น กินพูดว่า “เหวย” (เสวย) นอนพูดว่า “ทม” (บรรทม)  มุ้งพูดว่า “กรด” คนพรหมบุรีหลายตระกูลจึงมีที่มาจากการลี้ภัยมาพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อมีการพระราชทานนามสกุลในสมัยรัชกาลที่ ๖ จึงมีการใช้นามสกุลที่เกี่ยวพันกับหน้าที่หรือถิ่นที่มา แทนที่จะใช้คำพื้นบ้านหรือชื่อปู่ย่ามาตั้งเป็นนามสกุล เหมือนกับชาวบ้านทั่วไป   ตระกูลทหารที่มาพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินจากจันทรบุรี จะใช้คำขึ้นต้นนามสกุลด้วยคำว่า “จันทร์” เช่น จันทร์ภักดี, จันทร์ไพฑูรย์, จันทร์นาถ, จันทร์สุวรรณ เป็นต้น   ส่วนพวกที่มาจากเมืองเพชร จะใช้คำว่า “เพชร” หรือ “คีรี”  กลุ่มทหารจากเพชรบุรีจะเป็นทหารในป่าหรือในเขาเสียส่วนมากนามสกุลจึงมีคำว่า “คีรีอยู่เป็นส่วนใหญ่ เช่น คีรีเพชร, คีรีนาถ, คีรีกัณฑ์, คีรีคช เป็นต้น   ตระกูลที่รับใช้อย่างใกล้ชิด ได้แก่ ตระกูล “ฝั่งชลจิตร และ ตระกูล “พูลพิพัฒน์” เกี่ยวข้องกับการรักษาพระองค์ คือ “ฝั่งชลจิตร” จะเป็นทหารเกี่ยวข้องกับกองทัพเรือ “พูลพิพัฒน์” จะเป็นทหารม้า   ตระกูลที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ จะใช้ชื่อตระกูลว่า “โมราศิลป์” ฯลฯ   ตระกูลที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ จะใช้ชื่อตระกูลว่า “ชูประสูติ” หรือ “ชูโอสถ”   ตระกูลที่มาจากระยอง จะใช้ชื่อสกุลว่า “ชัยเมืองยอง” เพราะแม่ทัพที่มาจากระยองมีชื่อว่า “ชัย” จึงใช้นามสกุลว่า “ชัยเมืองยอง”   ส่วนตระกูลที่รับใช้ใกล้ชิดพิเศษ มีหน้าที่เป็นมหาดเล็กรับใช้ คอยถือฉัตรถือกรด จะใช้นามสกุลว่า “กรดกางกั้น” ตอนที่ 4 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงหลบหนีจากกรุงธนบุรีมาสู่เมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างไร? คำถามหนึ่งที่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ต่างกังขาก็คือ หากสมเด็จพระเจ้าตากสินสิ้นพระชนม์ที่เมืองนครศรีธรรมราชจริงแล้ว พระองค์เสด็จหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราชได้อย่างไร เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ย้อนเวลาไปนานมากๆ ย่อมไม่มีใครเคยได้เห็นเหตุการณ์จริง ส่วนใหญ่เราก็รู้จากหลักฐานต่างๆ แล้วนำมาประมวลแค่นั้น  โดยเฉพาะเรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจ ส่วนใหญ่ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์และเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครรู้เห็นแล้วมีใครกล้ายืนยันได้บ้างว่า มีเนื้อหาเป็นกลาง และเป็นความจริงถูกต้องทั้งหมด จริงๆ แล้วเรื่องราวจากปากคำของ คุณสมชาย ฝั่งชลจิตร เป็นคำบอกเล่าของตระกูลที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ในสมัยก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองถือเป็นความลับที่ห้ามแพร่งพรายสู่คนนอกตระกูลยกเว้นในบรรดาเหล่าตระกูลทหารที่หนีมาด้วยกันเพราะสมัยก่อนถือเป็นการซ่องสุมกำลังมีโทษประหารสถานเดียว แต่เมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนจึงเริ่มมีการบอกเล่าสู่คนนอกตระกูล เมื่อรับรู้เรื่องราวจากบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตแล้ว ขอเชิญท่านนำมาไตร่ตรอง แล้วหาข้อสรุปดูว่าระหว่างบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต กับบันทึกทางประวัติศาสตร์แบบเดิมเราจะเชื่อใคร   ลองมาดูกันว่าจากปากคำของคุณสมชาย ฝั่งชลจิตร ผู้สืบทอดเรื่องราวจากบรรพบุรุษ ถึงการเสด็จลี้ภัยการเมืองมาทรงปักหลักที่เมืองนครศรีธรรมราชแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร   เรื่องราวที่เล่าสืบกันมาในตระกูล “ฝั่งชลจิตร” ซึ่งเป็นทหารองครักษ์ของพระเจ้าตาก จะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะมีการกระทำที่สะเทือนกับบัลลังก์ ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน สรุปก็คือมีการเตรียมการที่จะหนีไว้ล่วงหน้า บุคคลสำคัญที่มีส่วนให้การเสด็จหนีเป็นไปได้โดยราบรื่นคือพระยาพิชัยดาบหัก เมื่อส่งเสด็จถึงปากน้ำขึ้นเรือสำเภาจีนแล้ว ตัวท่านเองกลับไปเพื่อยอมถูกประหารเพื่อหน่วงเวลาไว้ให้การเสด็จหนีลุล่วงไปด้วยดี ในการหลบหนีนั้นมีการวางแผนมาอย่างดี มีกองกำลังคอยระวังหลัง มีทหารรักษาพระองค์แบบประชิดตัว มีกองเรือมาส่งที่เรือสำเภาจีนที่จะล่องลงมลายู มีกองเรืออารักษ์ และมีทหารเดินเท้าตามมาสมทบ ซึ่งเรือนี้ต้องแวะตามที่ต่างๆ และคอยสั่งสมเสบียงกักตุนไว้   เนื่องจากในสมัยโบราณคนที่มีโอกาสเห็นหน้าของพระเจ้าแผ่นดินมีน้อยมาก เพราะมีกฎที่ว่าหากใครมองหน้าพระเจ้าแผ่นดินจะต้องถูกยิงตาด้วยธนู เพื่อให้เหตุการณ์การผลัดแผ่นดินครั้งนี้จบลงโดยเร็วและเป็นที่ยอมรับของบรรดาหัวเมืองต่างๆ จึงมีการจัดฉากเอาคนที่อาจเป็นทหารของสมเด็จพระเจ้าตาก มาประหารแล้วรีบฝังโดยเร็วที่สุด ให้คนได้รับรู้ว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์เก่าสิ้นพระชนม์แล้ว (ภายหลังจากนั้น ๒ ปีจึงมีการขุดพระบรมศพขึ้นมาประกอบพิธี) ในสภาพที่มีคนน้อยคนที่เคยได้เห็นหน้าของพระเจ้าแผ่นดินแบบนี้จึงไม่มีทางรู้เลยว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์จริงได้สิ้นพระชนม์แล้วจริงหรือไม่โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกลตามหัวเมืองก็จะรับรู้ว่ามีการผลัดแผ่นดินเท่านั้น   หากสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราชได้จริงยังมีข้อสงสัยว่า หากสมเด็จพระเจ้าตากสินพระองค์จริงไม่ได้ถูกประหาร จะมีการติดตามจากเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก(ร.๑) หรือไม่  ใช่ว่าจะไม่มีการติดตาม แต่ทางทหารของสมเด็จพระเจ้าตากได้มีการเตรียมการตั้งรับไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว การเดินทัพเพื่อมาติดตามสมเด็จพระเจ้าตาก ที่นครศรีธรรมราชถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอยู่ในฐานะเมืองประเทศราช เป็นเมืองใหญ่ มีกองทัพที่พร้อมรบได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถเกณฑ์กำลังจากหัวเมืองในสังกัดได้อีกเป็นจำนวนมาก มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง รวมกับทหารที่มาพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินอีกจำนวนมาก ประกอบกับการติดพันในการกำจัดทายาทของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และติดพันกับการรบกับเขมร และพม่า ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องครั้งที่ใหญ่ที่สุดคือ สงคราม ๙ ทัพ จึงทำให้ไม่สามารถติดตามได้โดยสะดวก เส้นทางและรายละเอียดของเขาขุนพนมและบริเวณโดยรอบ หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงขึ้นสำเภาจีนที่ปากน้ำแล้ว เมื่อมาถึงเมืองนครศรีธรรมราชได้เสด็จมาประทับที่ เขาขุนพนมได้อย่างไร   มิใช่เสด็จหนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการวางแผนตั้งรับหากถูกติดตาม เมื่อถึงยังนครศรีธรรมราช ได้เสด็จเข้าทางปากน้ำปากพูน ลงเรือกำปั่นเล็กล่องไปตามคลอง และหยุดสรงน้ำในคลองสายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นวัดเรียกกันว่า “วัดน้ำสรง” ถัดเข้ามาอีกหน่อย จะมีการตั้งกองกำลังเป็นหน่วยเฝ้าระวังภัย ปัจจุบันเป็นวัดชื่อว่า “วัดโรงฆ้อง” คือจะมีการตั้งกลอง ฆ้องขนาดใหญ่ไว้คอยส่งสัญญาณเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามา เพื่อให้ทหารหน่วยที่อยู่ลึกเข้าไปได้เตรียมการต่อสู้ได้ทัน ถัดเข้าไปยิ่งใกล้ “เขาขุนพนม” จะมีการวางกองกำลังไว้เป็นทัพหน้า ปัจจุบันคือ “วัดโยธาธรรม”  บริเวณนี้จะมีการตั้งกองกำลังหลักไว้มีทหารประจำการอยู่มากที่สุด โดยให้ตั้งเป็นหมู่บ้านมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบัน มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามกันตลอด และบริเวณนี้เองที่มีการพบอาวุธโบราณมากที่สุด เรียกได้ว่าพบได้ทุกครัวเรือนในแถบนั้น   คุณสมชาย ฝั่งชลจิตรได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกเขาขุนพนมเป็นที่ประทับลี้ภัยทางการเมืองมีเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้   ๑.     ความเกี่ยวพันทางสายพระโลหิตกับผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราช เป็นที่ทราบกันในตอนที่ผ่านมากันแล้วว่า พระองค์ทรงมอบหม่อมปรางให้กับเจ้าพระยานคร (พัฒน์) ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรที่ติดครรภ์ออกมาซึ่งก็คือเจ้าพระยานคร(น้อย) ในเวลาต่อมา   ๒.   การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกที่จะไปประทับอยู่ที่เขาขุนพนมแทนที่จะเป็นตัวเมืองนครศรีธรรมราชก็เพราะ เป็นพระองค์ต้องการความสงบเพื่อการปฏิบัติธรรม และไม่ต้องการให้ผู้อื่นเดือดร้อนเพราะพระองค์   ๓.    “เขาขุนพนม” ที่อยู่ไกลจากตัวเมืองก็จริงแต่มีชัยภูมิที่เหมาะ กล่าวคือ เส้นทางเดินเรือสมัยก่อนจากปากน้ำปากพูนที่เป็นท่าเรือขนาดใหญ่สามารถออกทะเลได้ มีคลองเล็กคลองน้อยที่แตกสาขาออกมา ในบริเวณเขาขุนพนมเองก็มีคลองที่สามารถเชื่อมถึงกันได้กับคลองที่แตกสาขามาจากปากน้ำปากพูน คือสามารถเดินเรือได้ง่าย - http://www.asamedia.org/2010/10/%E2%80%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB/   ----------------------------------       ผู้ใดสนใจในข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ พระเจ้าตากสินมหาราช และสายสกุล ณ นคร ที่น่าเชื่อถือ ขอแนะนำ เข้าชม เว็บไซน์ของมูลนิธิ สกุล ณ นคร ครับ  http://www.nanagara.com/index.html 

15 มิถุนายน 2563

15 มิถุนายน วันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเข้ายึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ



วันนี้ในอดีต
15 มิถุนายน พ.ศ. 2310
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เข้ายึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ

ความสำคัญของการที่ต้องยึดเมืองจันทร์ ก็เพื่อใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและรวบรวมกำลังพลในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากพม่า

เมื่อวันที่ 3 มกราคม พระยาตากเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจร่วมกับพระยาพิชัย พระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี พร้อมด้วยทหารกล้าราว 500 คน มีปืนเพียงกระบอกเดียว แต่ชำนาญด้านอาวุธสั้น ยกกำลังออกจากค่ายวัดพิชัย และตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าไปทางทิศตะวันออก มุ่งตรงไปยังบ้านโพธิ์สังหาร

รุ่งเช้า ได้ต่อสู้กับกองทหารพม่าจนล้มตายและบางส่วนแตกหนีไป ก่อนเดินทางไปตั้งค่ายพักอยู่บ้านพรานนก ในขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้าประมาณ 200 คน เดินทางมาจากแขวงเมืองปราจีนบุรี สวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหาเสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่ตามมา แต่ถูกกลอุบาย "วงกับดักเสือ"ถูกตีกระหนาบจนแตกหนีไป

พวกราษฎรที่หลบซ่อนพม่าอยู่ ทราบข่าวพระยาตากรบชนะพม่าก็พากันเข้ามาสมัครเป็นพรรคพวก พระยาตากจึงให้ราษฎรไปเกลี้ยกล่อมหัวหน้านายซ่องมาสวามิภักดิ์ และให้นำช้างม้าพาหนะและเสบียงอาหารมาด้วย นายซ่องทั้งหลายไม่ยอมอ่อนน้อมก็ถูกปราบปรามจนราบคาบริบพาหนะ ผู้คน ช้าง ม้า และศาสตราวุธได้เป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นเจ้าตากจึงยกกองทหารไปทางนาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามลำน้ำปราจีนบุรี ไปตั้งพักอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ ข้างฝั่งตะวันออก พม่าที่ตั้งทัพอยู่ปากน้ำเจ้าโล้ หรือปากน้ำโจ้โล้ เมืองฉะเชิงเทรา

"หนี" เพื่อเอาตัวรอด หรือว่า "หนี" เพื่อตั้งหลัก ?
ในเบื้องต้นมีการศึกษาและถกเถึยงกันว่าพระเจ้ากตาก หนี เพื่อเอาตัวรอด หรือว่า หนี เพื่อตั้งหลัก

ซึ่งสมเด็จฯกรมดดำรงราชานุภาพ ทรงตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า เหตุผลเบื้องต้นของพระเจ้าตากเป็นการหนีเอาตัวรอดในตอนแรก และได้ก่อตั้งขบวนการกู้ชาติในภายหลัง และจากศึกษาของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งได้วิเคราะห์เส้นทางกู้ชาติเอาไว้ว่า

วันที่ 9 กองทัพพระเจ้าตากเดิมทัพข้ามแม่น้ำที่ด่านกบแจะ เมืองปราจีนบุรี ซึ่งจุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ใช้พิจารณาว่า หนี เพื่อเอาตัวรอด หรือว่า หนี เพื่อตั้งหลัก

เพราะเป็นเส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดินทัพเก่าสมัยอยุธยาตอนต้นสำหรับเดินทัพไปรบกับเขมร และในช่วงเวลานั้นเขมรเปิดรับผู้ลี้ภัยสงครามคนสำคัญของไทยมากมายแต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วพระเจ้าตากได้วกลงใต้ไปยังทุ่งศรีมหาโพธิ์

ซึ่งเป็นเส้นทางที่จะมุ่งหน้าไปฉะเชิงเทราและชลบุรี ซึ่งแสดงว่าพระเจ้าตากไม่ได้มีจุดหมายเพื่อหนี้ไปพึ่งเขมรแน่นอน

ทำไมพระเจ้าตากเลือกที่จะหนีไปทางตะวันออก?
ก่อนอยุธยาจะแตก หัวเมืองทั้งเหนือ ใต้ และตะวันตก ล้วนโดนควบคุมคุกคามอย่างนัก ในขณะที่หัวเมืองตะวันออกชายทะเลแทบจะไม่ถูกพม่ารบกวนเลย รวมทั้งเป็นดินแดนที่มีชาวแต้จิ๋วตั้งถิ้นฐานอยู่

พระยาตากได้ยกกองทัพผ่านเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี แล้วจึงเดินทางต่อไปยังบ้านนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง เมื่อถึงเมืองระยอง เจ้าเมืองระยองซึ่งได้ยินกิติศัพท์ของพระยาตากก็ยอมอ่อนน้อมเชิญให้เข้าเมือง

นับตั้งแต่ได้ถอนตัวออกจากการป้องกันพระนครนั้น ภายในเวลาไม่ถึงเดือน ก็สามารถยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่เหนือกว่าชุมนุมอื่น ๆ ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา

ชุมนุมกู้ชาติของพระเจ้าตากเริ่มต้นเมื่อใด?
หลังจากเดินทัพออกจากอยุธยา 23 วัน หรือก่อนกรุงแตก 3 เดือน พระเจ้าตากได้ประกาศตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าที่เมืองระยอง ทรงตรัสไว้ว่า...

"เราจะตั้งตัวเป็นเจ้า ให้คนทั้งหลายนับถือยำเกรงจงมาก การซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะสำเร็จโดยง่าย"

ซึ่งในที่สุดก็เป็นผลดังที่ตั้งใจไว้คือ มีบรรดาไทยจีนและผู้นำท้องถิ้นมาขอพึ่งพระบารมีเป็นอันมาก

การประกาศยึดเมืองระยองได้กระทำกลางทุ่งนาและไพร่พลจำนวนมาก พระยาตากได้ประทับ ณ บริเวณวัดลุ่มมหาชัยชุมพล และได้ประกาศแสดงแสนยานุภาพ แล้วเกิดพายุหมุนจนทำให้ต้นตาลต้นหนึ่งหมุนเป็นเกลียว เมื่อพายุหมุนหยุดแล้ว ต้นตาลที่หมุนจึงขดเป็นวงไม่คลายตัว

ปัจจุบันต้นตาลต้นนั้นยังอยู่หน้าวัดประดู่ ชาวบ้านเรียกกันว่า ตาลขด

หลังจากนั้น บรรดาแม่ทัพนายกองที่สวามิภักดิ์ ต่างพร้อมใจกันยกพระยาตากขึ้นเป็นผู้นำขบวนการกอบกู้แผ่นดิน และเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก

นับตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้จะเป็นเสมือนผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่เจ้าตากก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฏ ให้เรียกคำสั่งว่าพระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอกเท่านั้น

ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 พม่าจุดไฟเผาเมืองจนวอดวาย พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่า มีพระบรมราชโองการให้จับพระเจ้าแผ่นดิน พระบรมวงศานุวงศ์ และรวบรวมสมบัติทั้งหมดของอยุธยาส่งกลับไปพม่า

ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจาย ขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็นผู้นำในการที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนา และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม

เจ้าตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์ ในคราวนั้นเจ้าเมืองจันทบุรีนามว่าเจ้าขรัวหลาน(ยศเจ้าเมืองจันทบุรีเดิม) ชึ่งราษฎรเลือกขึ้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา โดยหวังว่าพระยาจันทบูรณ์จะช่วยปกป้องรักษาเมืองจันทบุรีให้อยู่รอดสืบต่อไป

พระยาจันทบูรณ์ได้ต่อต้านกองทัพของเจ้าตาก โดยได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เมืองจันทบุรีอยู่รอดเป็นอิสระ

เจ้าตากต้องการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นที่มั่น เพื่อรวบรวมกำลังกลับมาตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า

"เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ในค่ำวันนี้ ก็จะให้ได้ตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว"

ในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ครั้นถึงเวลา 19.00 น. เจ้าตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยและจีนลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน

เมื่อถึงเวลาจึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ เมื่อเวลา 03.00 น. เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณ พร้อมกับบอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน

ส่วนเจ้าตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมืองจนทำให้บานประตูเมืองพังลง ทหารเจ้าตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป

ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยังเมืองบันทายมาศ

เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 03.00 น. หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน

ซึ่งเมื่อครั้งหนีออกจากอยุธยานั้นทรงมีไพร่พลติดตามไม่ถึง 1000 นาย แต่หลังจากตั้งตนเป็นเจ้าแล้ว กองทัพกู้ชาติอันเป็นกองกำลังผสมไทยจีนที่ก่อตั้งที่ระยองเพิ่มขึ้นเป็น 5000 น

ซึ่งเป็นกองกำลังสำคัญในการบุกยึดเมืองจันทรบุรี แล้วยกทัพเรือกลับมายึดธนบุรี จนกะทั้งตีพม่าแตกพ่ายที่ค่ายโพธิ์สามต้น ปิดฉากการเสียกรุงสำเร็จภายในเวลาเพียง 9 เดือน

ภาพประกอบ : พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงม้า พร้อมทหารคู่พระทัยทั้งสี่ คือพระเชียงเงิน หลวงพิชัยอาสา หลวงพรหมเสนา หลวงราชเสน่หา ณ สวนสาธารณะทุ่งนาเชย อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี สร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการกอบกู้บ้านเมือง ตามความตั้งใจของพระองค์ที่ทรงเลือกจังหวัดจันทบุรีเป็นที่รวบรวมกำลังพล


ที่มา

ที่มา อัษฏางค์ ยมนาค

31 พฤษภาคม 2563

ความสัมพันธ์ของสามเณรน้อย(อดีตชาติสมเด็จพระเจ้าตากสิน) กับหลวงพ่อทวด

ปริศนา..ดอกมณฑาทิพย์(ดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์)
ในสมัยสมเด็จเจ้าพะโคะ พำนักอยู่วัดพะโคะครั้งนั้น ยังมีสามเณรน้อยรูปหนึ่ง เข้าใจว่า คงอาศัยอยู่วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่อำเภอหาดใหญ่ เวลานี้สามเณรรูปนี้ ได้บวชมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ได้ปฏิบัติธรรมเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด มีความขยันหมั่นเพียร ก่อแต่การกุศลในพระพุทธศาสนา ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า............" อยากจะขอ พบพระศรีอริยะอย่างแรงกล้า"................
...อยู่มาคืนวันหนึ่ง มีคนแก่ถือดอกไม้เดินเข้ามาหา ประเคนดอกไม้ส่งให้แล้วบอกว่า นี่เป็นดอกไม้ทิพย์ ไม่รู้จักร่วงโรย พระศรีอริยะโพธิสัตว์นั้น ขณะนี้ได้จุติลงมาเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อโปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา สามเณรเจ้าจงถือดอกไม้ทิพย์นี้ ออกค้นหาเถิด หากผู้ใดรู้จักกำเนิดของดอกไม้นี้แล้ว ผู้นั้นแหละเป็นพระศรีอริยที่จุติมา เจ้าจงพยายามเที่ยวค้นหาคงพบ กล่าวจบแล้วคนแก่นั้นก็อันตรธานไปทันที
...สามเณรน้อยมีความปีติยินดีเป็นยิ่งนัก วันรุ่งเช้าจึงกราบลาสมภารเจ้าอาวาส แล้วถือดอกไม้ทิพย์เดินออก
จากวัดไป สามเณรเดินทางตรากตรำลำบากไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ก็ไม่มีใครทักถามถึงดอกไม้ทิพย์ที่ตนถืออยู่ ในมือนั้นเลย แต่สามเณรก็พยายามอดทนต่อความเหนื่อยยาก ต้องตากแดดกรำฝนไปเป็นเวลาช้านาน
...วันหนึ่งต่อมา สามเณรน้อยเดินทางเข้าเขตวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ ในเวลาใกล้จะมืดค่ำ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง ส่องรัศมีจ้าไปทั่วท้องฟ้าและเป็นวันที่พระภิกษุลงทำสังฆกรรม ฟังสวดปาฏิโมกข์ในโบสถ์ สามเณรถือดอกไม้ทิพย์เดินเข้าไปอยู่ใกล้ๆริมประตูโบสถ์ รอคอยพระสงฆ์ที่จะมาลงอุโบสถ์
...พอถึงเวลาพระภิกษุทั้งหลายก็เดินทยอยกันเข้าโบสถ์ผ่านหน้าสามเณรไปจนหมด ไม่มีพระภิกษุองค์ใดทักถามสามเณรเลย เมื่อพระสงฆ์เข้าไปนั่งในโบสถ์เรียบร้อยแล้ว สามเณรจึงเดินเข้าไปนมัสการถามพระสงฆ์เหล่านั้นว่า วันนี้พระมาลงอุโบสถทุกองค์แล้วหรือ?
...พระภิกษุตอบว่า ยังมีสมเด็จอยู่อีกองค์ วันนี้ไม่มาลงอุโบสถ สามเณรทราบดังนั้นก็กราบลาพระสงฆ์เหล่านั้นเดินออกจากโบสถ์ มุ่งตรงไปยังกุฏิของสมเด็จเจ้าทันที
...ครั้นถึง สามเณรก็คลานเข้าไปใกล้ ก้มกราบนมัสการอยู่ตรงหน้าสมเด็จเจ้าพะโคะ ท่านได้เห็นดอกไม้ทิพย์ในมือสามเณรถืออยู่ จึงถามว่า สามเณร! นั่นดอกมณฑาทิพย์ เป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ ผู้ใดให้เจ้ามา?
...สามเณรได้ฟังดังนั้น พลันก็รู้แจ้งแก่ใจ ตามนิมิตที่คนแก่บอกว่า หากผู้ใดรู้จักกำเนิดของดอกไม้นี้แล้ว ผู้นั้น
แหละเป็น "องค์พระศรีอริยะ" ที่จุติมาเกิดในเมืองมนุษย์ เพื่อโปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา!! สามเณรเกิดอาการขนพองสยองเกล้า มีโสมนัสปสันนาการปีติยิ่งนักหนา จึงคลานเข้าไปก้มลงกราบที่ฝ่าเท้า แล้วประเคนถวายดอกไม้ทิพย์นั้นแก่สมเด็จเจ้าพะโคะทันที
...เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะรับประเคนดอกไม้ทิพย์จากสามเณรน้อยแล้ว ท่านได้สงบอารมณ์อยู่ชั่วครู่ มิได้พูดจาประการใด แล้วลุกขึ้นเรียกสามเณรให้ตามท่านเข้าไปในกุฏิ ปิดประตูลงกลอน และได้เงียบหายไปอย่างลึกลับในคืนนั้น มิได้มีร่องรอยแต่อย่างใดเหลือไว้ให้พิสูจน์เลย จนเวลาล่วงเลยมาถึงบัดนี้ ประมาณสามร้อยปีแล้ว!
...การหายตัวไปของสมเด็จเจ้าพะโคะครั้งนั้น ประชาชนเล่าลือว่า ท่านได้สำเร็จญาณไปสู่สรวงสวรรค์เสียแล้ว
ด้วยอำนาจบุญญาบารมีอภินิหารท่านแรงกล้า
...ตามที่ได้กล่าวเล่าลือกันเช่นนี้ เพราะมีเหตุอัศจรรย์ ปรากฏขึ้นในคืนวันนั้นว่า บนอากาศบริเวณหน้าวัดพะโคะได้มีดวงไฟโตขนาดเท่าดวงไต้(คบไต้) ส่องรัศมีสีต่างๆเป็นปริมณฑลดังพระจันทร์ทรงกลด ลอยวนเวียนบริเวณรอบวัดพะโคะ ส่องรัศมีจ้าไปทั่วบริเวณวั
...เมื่อดวงไฟนั้นลอยวนเวียนอยู่ครบสามรอบแล้ว จึงลอยเคลื่อนไปทางทิศอาคเนย์ เงียบหายมาจนกระทั่งบัดนี้วันรุ่งขึ้น ประชาชนมาประชุมกันที่วัด ต่างคนต่างก็เข้าใจว่า สมเด็จเจ้าพะโคะท่านสำเร็จญาณสู่สวรรค์ไป จึงได้พากันพนมมือขึ้นเหนือศรีษะ พร้อมกับเปล่งเสียงว่า สมเด็จเจ้าพะโคะโล่ หายไปเสียแล้วเจ้าข้าเอย

29 พฤษภาคม 2563

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

เรื่องชาติกำเนิดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากทายาทตัวจริงเชื้อสายตรง จะพบพลังจิตสมเด็จพระเจ้าตากสิน แฝงในทายาทตัวจริงทุกๆ คน ถึงแม้จะแตกสายไปกี่รุ่นๆ ดังที่ทางเพจได้รายงานแต่แรกๆว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือ พระมหาธรรมราชา เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 31 แห่งอาณาจักรอยุธยา และเป็นพระองค์ที่ 4 ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงไม่ใช่คนเชื้อสายจีน 100% ดังที่เข้าใจตามประวัติศาสตร์ไทย ที่สรุปเอาตามข้อมูลเดิมๆ ที่มีการแต่งเรื่องบางตอนให้เหมาะสมในสมัยนั้น

และที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ช่วงทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง และ พระราชทานนามว่า "กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร" ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เมื่อวันพุธ แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน นพศก จุลศักราช 1129 ตรงกับวันที่ 28 ธ.ค. 2311 ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ ที่ 8 หรือสมเด็จพระบรมราชาที่ 4 นั้น จึงชอบธรรมโดยสายเลือดพระมหากษัตริย์โดยสายตรง เพราะช่วงอยุธยาพ่ายแพ้ต่อพม่าปี พ.ศ.2310 นั้นพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งพระเจ้าเออกทัศน์ ทรงถูกจับไปเป็นเชลยที่พม่าทั้งหมดรวมทั้งพระเจ้าอุทุมพรหลังสละราชสมบัติให้พระเจ้าเอกทัศน์ ก็ทรงออกผนวช ไม่เหลือเชื้อพระวงศ์แม้แต่พระองค์เดียว ดังมีหลักฐานสถูปพระเจ้าเอกทัศน์ที่พม่า พร้อมลูกหลานคนไทยที่ถูกต้อนไปเป็นเชลย ชาวพม่าเรียกว่า ชาวโยดะยาหรือ ชาวอยุธยา นั้นเอง
สถูปพระเจ้าเอกทัศน์ที่พม่า

ชาวโยดะยา
ชาวโยดะยา หรือ ชาวอยุธยาในพม่า (พม่า: ယိုးဒယားလူမျိုး, เอ็มแอลซีทีเอส: Yodaya lu myui:; โยดะยา หลุ มฺโย) เป็นคำที่เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวสยามจากอาณาจักรอยุธยา ซึ่งอพยพเข้ามาประเทศพม่า มีทั้งอพยพไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารกษัตริย์พม่าโดยสมัครใจ บ้างก็เป็นเชลยซึ่งถูกกวาดต้อนเมื่อเกิดสงคราม

เมื่อเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ ชาวอยุธยาในพม่าค่อย ๆ ผสมปนเปไปกับสังคมพม่า บ้างก็โยกย้ายจากถิ่นฐานเดิม พวกเขาเลิกพูดภาษาไทยและหันไปพูดภาษาพม่า จนกระทั่งทิน มอง จี นักวิชาการชาวพม่าผู้มีเชื้อสายโยดะยาเขียนบทความสั้นชื่อ "สุสานกษัตริย์ไทย" (A Thai King’s Tomb) ก่อนปี พ.ศ. 2538 โดยเชื่อว่าสถูปเก่าองค์หนึ่งในป่าช้าเนินล้านช้างหรือเนินกระแซ (ลินซินกอง) เป็นสุสานของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร อดีตพระมหากษัตริย์อยุธยาผู้นิราศจากบัลลังก์และตกเป็นเชลยในพม่า และเริ่มมีชื่อเสียงจากการที่มัคคุเทศก์พานักท่องเที่ยวไทยไปยังสถูปแห่งหนึ่งในป่าช้าลินซิน แต่กระแสดังกล่าวทำให้เกิดความตื่นตัวในการศึกษาชาวอยุธยาในพม่า และมีความพยายามในการตามหาชุมชนอยุธยาที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2556 จึงได้มีการค้นพบชุมชนเชื้อสายอยุธยาชื่อหมู่บ้านซูกา มีประชากรราว 200 คน (พ.ศ. 2560) และยังมีชุมชนของผู้มีเชื้อสายอยุธยา ณ บ้านมินตาซุ (ย่านเจ้าฟ้า)มีประชากรเชื้อสายอยุธยาอยู่ไม่ต่ำกว่า 30 คน (พ.ศ. 2557) ทั้งสองชุมชนนี้ตั้งอยู่ในเมืองมัณฑะเลย์ แม้ไม่สามารถใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันได้แล้ว แต่วัฒนธรรมหลายอย่างของชาวอยุธยายังคงอยู่และส่งอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมพม่าบางประการมาจนถึงยุคปัจจุบัน(ที่มาจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี )

สมเด็จพระเจ้าตากสินสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช: เรื่องเล่าตอนที่ ๑ ชาติกำเนิด  
https://m.youtube.com/watch?v=lfC_Eq8yNso&noapp=1

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...