แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง แสดงบทความทั้งหมด

21 สิงหาคม 2563

#บัญชีพระนิพพาน


🙏
🙏วันนี้แปลก ท่านพระยายมก็ดี นายบัญชีก็ดีท่านมาแต่งเต็มอัตราเลย ก่อนท่านมาขนลุกซู่ทั้งตัว หลังจากนั้นเห็นนายบัญชีท่าน ก็ถามท่านว่า "คนที่เจริญกรรมฐานนี่จะมีผลอันดับสูงสักกี่คน" 
🙏#ท่านบอกว่า "นี่ ท่านบอกว่านิพพานใช่ไหม" บอก "ใช่" บอก "บัญชีนิพพานไม่ได้อยู่ที่ผม บัญชี มี ๓ บัญชี" เพิ่งรู้วันนี้คือว่า

บัญชีขึ้นๆลงๆ ได้แก่นายบัญชีใหญ่ ที่พระยายม ไปนรกก็ได้ ไปสวรรค์ก็ได้ ใครจะไปพรหมท่านก็รู้ พรหมโลกีย์นะ 
ผู้ทรงฌานโลกีย์จะไปสวรรค์ท่านก็รู้ จะไปนรกท่านก็รู้ บัญชีเขามี แต่ว่า บัญชีสวรรค์กับพรหมโดยเฉพาะ อยู่ที่ท่านปัญจสิกขเทพบุตร เลขาพระอินทร์

⚜️ #อีกบัญชีหนึ่งอยู่ที่ท่านท้าวสหัมบดีพรหม 
🙏ท่านบอกว่า "#ถ้าบัญชีพระอริยเจ้าเบื้องสูงต้องที่ผม #ใครจะไปนิพพานหรือไม่ไปนิพพานอยู่บัญชีนั้น และใครที่เป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูงอยู่ในบัญชีนั้น" ความจริงเพิ่มรู้เหมือนกัน ไม่ใช่เห็นมาก่อน คือวันนี้แปลก พระยายมก็ดี นายบัญชีก็ดีท่านมาเต็มอัตรา แต่งเต็มอัตราเลย คือเครื่องแบบของเทวดากับพรหม มี ๓ ประการ คือ

⚜️ชุด ๑ #ปล่อยตัวเหมือนกับมนุษย์ นุ่งกางเกงใส่เสื้อธรรมดา บางทีก็ลืมใส่เสื้อเสียบบ้าง ทำสะดือจุ่น
⚜️ชุด ๒ #เครื่องแบบปกติ มีชฎาเหมือนกัน แต่ไม่แวววาวเหมือนกับปักดิ้นด้านน่ะ
⚜️ชุด ๓ #เครื่องแบบเต็มอัตรา เต็มยศ วันนี้มาเต็มยศหมด พระยายมเพิ่งเห็นวันนี้นะ (๘ ต.ค. ๒๕๓๑) สว่างมาก สว่างทั่วจักรวาล มาคู่กัน ก็เลยบอกว่า "ลุงสว่างมาก" ท่านก็บอกลุงใหญ่ "ลุงใหญ่" หมายถึงนายบัญชี ลุงจริงๆของฉันนะ แต่พระยายมน่ะพี่ชาย เป็นพี่ชายมาในชาติก่อน ฉันก็ไม่รู้ ท่านบอกเหมือนกัน เมื่อปี ๒๕๐๘

📚#บัญชีนี่มีสีไม่เหมือนกัน #บัญชีพระยายมเป็นหนังสือ ๓ สี ถ้าสีแดงแสดงว่าโทษหนัก ถ้าสีน้ำเงิน โทษปกติธรรมดา ความชั่วก็มีความดีก็ปรากฏก้ำกึ่งกัน ถ้าอักษรสีทอง ประเภทนี้ลงนรกไม่ได้ อาจจะต้องผ่านที่นั้นแต่ลงไม่ได้ ไม่ใช่กระดาษทองนะ เป็นตัวหนังสือสีทอง

🙏#บัญชีสวรรค์ไม่ต้องห่วง #เขาสีทองทั้งหมด ทีนี้อีกบัญชีหนึ่งบัญชีพิเศษ เป็นบัญชีของท่านท้าวสหัมบดีพรหมเป็นสีเพชร แพรวพราวเป็นระยับเลย เหมือนกับเพชรสะท้อนแสงพระอาทิตย์น่ะ ก็ถามว่า "บัญชีท่านเขียนแบบนี้เรอะ" ท่านบอก "บัญชีผมเขียนแบบนี้ #มีบัญชีตั้งแต่พระอริยเจ้าตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป และอยู่ชั้นอุทธังโสโต คือชั้นที่ ๑๒ ขึ้นไป ถึงบัญชีนิพพาน..." 

         ⚜️ #สำนักพระยายมกันไม่ให้ลงนรก #ไม่ใช่ผลักให้คนลงนรก โดยมากเมื่อพูดถึงบาป รับไปหลายๆ ข้อ รับบุญข้อเดียวท่านบอกให้ไปสวรรค์ก่อน...

🙏เมื่อวันออกพรรษานอนๆ ภาวนาอยู่ เห็นลุงทั้งสององค์ท่านมา นุ่งผ้าไหมสวย ก็เลยถามว่า "ลุง วันนี้หนุ่มเหมือนเด็กอายุ ๑๘ ท่านบอกว่าวันนี้ผมปลอดภาระนรกการครับ" รู้จักนรกการไหม อย่างคนรับราชการบอกวันนี้วันหยุดราชการ ที่นั่นเขาปลอดนรกการ ถามว่า "ลุงปลอดกี่วันล่ะ" บอก "ปลอด ๓ วัน คือวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ขึ้น ๑๕ ค่ำ กับแรม ๑ ค่ำ " ก็เลยถามว่า " ปีหนึ่งมีการปลอดกี่ครั้ง " ท่านบอก " ๔ ครั้ง วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันมาฆะ วันวิสาขะ" หมายความว่าใน 
๔ จุดไม่มีการสวบสวนกัน ก็ถามท่านว่า "ถ้าลุงไม่มีการสอบสวนก็แสดงว่าผู้ที่ตาย ยังเรียกว่าสัตวร์นรกไม่ได้นะ เพราะเขายังไม่แน่ว่าผิดหรือไม่ผิด ฉะนั้นผู้ที่รอการสอบสวน ลุงปล่อยเขาเป็นอิสระใช่ไหม"

🙏#ท่านบอกว่า "#ใช้คำว่าปล่อยน่ะไม่ถูก เพราะทุกคนเขาเป็นอิสระหมด ไม่ถือว่าเป็นนักโทษ แต่ว่าเท่าที่เขาไปรวมอยู่ที่นั่น เขาทราบว่าจะมีคนสักคนหนึ่งคอยช่วยเหลือเขาไม่ให้ลงนรก เขาไปรอการสอบสวน เราไม่สอบสวนเขาก็ไปตามเรื่องของเขา ไปหาญาติ" ก็เลยถามว่า "ในขณะที่เขาออกมาได้อย่างงั้น และก็ถ้าญาติเขาจะบำเพ็ญกุศลให้ จะได้ไหม" 
ท่านก็บอกว่า "ถ้าญาติฉลาด ทุกคนได้หมดและก็ไม่ต้องลงนรก " ถามว่า "ทำยังไง" บอกว่า "ทำบุญอุทิศเฉพาะ ออกชื่อตรงตนนั้นเลย แต่มันก็ไม่แน่นัก บางทีบาปหนาบางทีไม่ได้รับ" ท่านบอกให้ฝากพระยายมว่า "การอุทิศส่วนกุศลคราวนี้ ถ้าบุคคลไม่ได้รับ ขอฝากพระยายมไว้ด้วย ถ้าพบคนนี้เมื่อไหร ขอให้บอกเขาให้โมทนาทันที อันนี้ถ้าเขาผ่านสำนักผม ผมจะบอกให้เขาโมทนาทันที"

สองลุง นายบัญชีกับลุงพุฒิ ท่านบอกว่า การสร้างองค์ปฐมนี่ ท่านเอาบัญชีมาให้ดู บอก "นี่บัญชีเล่มนี้ บัญชีสีทอง" เป็น
ทองคำล้วนทั้งเล่มเลย ฉันอยากได้เอาบัญชีมาขาย ท่านบอก"ถ้าสร้างบัญชีองค์ปฐมลงบัญชีนี้โดยเฉพาะ" ก็แสดงว่าคนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี่ ต้องเป็นคนมีบุญมากหรือไง ท่านบอกว่า การสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมทำได้ยาก คือเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต้นของพระพุทธเจ้าทั้งหมดและการทำบุญ
เนื่องในการสร้างวิหารก็ดีสถานที่ก็ดี เอาของไปประดับก็ตาม อย่างคนมีเงินน้อยเอาสตางค์ ๙ สตางค์ ๑๐ สตางค์ไปใส่แทน อย่างนี้ลงบัญชีสีทองหมด ก็ถามว่า "บัญชีสีทองหมายถึงอะไร" ท่านบอกว่า "มันหมายถึงกลับไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์ต้องโมทนาหมด"

🔱 #ที่ไปนิพพานเร็วมากเพราะเขาเข้าบัญชีสีทอง ไม่ใช่ตัวทอง บัญชีทั้งเล่มเป็นทอง ลงบัญชีเล่มนั้น

🖋️📚จากหนังสือ พ่อสอนลูกเล่มสีเงิน
⚜️พระราชพรหมยานเถระ⚜️
🙏หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง🙏

🖋️📚คัดลอกแบ่งปันเป็นธรรมทานโดย⚜️
🧘จิตหนึ่งประภัสสรสุดยอดคือพระนิพพาน

22 กุมภาพันธ์ 2561

กรรมของพระติสสะ โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

กรรมของพระติสสะ
โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
"...ในสมัยพระพุทธกัสสป ท่านติสสะ เป็นคนที่ฆ่าสัตว์เป็นประจำ คือยิงนกมาแล้วก็แกงขายบ้าง ขายเป็นบ้าง ขายตายบ้าง ถ้าวันไหนได้นกมามาก ขายวันนั้นไม่หมดก็หักแข้งหักขา หักกระดูกปีก เกรงว่านกจะบินหนีไป เอาไว้ขายสดๆ ในวันพรุ่งนี้ ท่านทำอย่างนี้มาตลอดกาล คำว่าบุญกุศลไม่เคยทำเลย
ต่อมาวันหนึ่งก่อนที่ท่านจะไปหานกในตอนเช้า วันนั้นบังเอิญพระอรหันต์มาบิณฑบาตองค์เดียว ท่านเองก็ไม่รู้ว่าเป็นพระอรหันต์ ก็คิดในใจว่าในชีวิตของเราทั้งชีวิตขึ้นชื่อว่าการทำความดีที่จะทำบุญกุศลไม่เคยมีในเรา เรามีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทุกวัน วันนี้ขอทำบุญตอนเช้า
เมื่อเห็นพระเดินมาก็ออกไปรับบาตรกล่าวคำนิมนต์ แล้วก็นำพระเข้าบ้าน สั่งแม่บ้านแกงนกที่มีอยู่ให้แกงอย่างดีที่สุด เมื่อแกงเสร็จก็นำมาใส่บาตรพระ พระท่านก็ให้พรแล้วท่านก็กลับ หลังจากนั้นมาท่านก็ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดมา
เป็นอันว่าในชีวิตของท่านทำบุญครั้งเดียวในชีวิต แต่เป็นการบังเอิญทำบุญกับพระอรหันต์ซึ่งมีอานิสงส์มาก แต่ไม่เท่าสังฆทาน ก่อนที่จะตายท่านก็นึกถึงการทำบุญ ตายจากความเป็นคนก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
ครั้นหมดบุญวาสนาบารมี ในสมัยสมเด็จองค์ปัจจุบันท่านก็กลับมาเกิดเป็นคน อาศัยที่เคยทำบุญทำกุศลมาแล้วครั้งเดียวในชีวิต คือถวายทานกับพระอรหันต์ จึงไปพบพระพุทธเจ้าเข้ามีความเลื่อมใส ตั้งใจฟังเทศน์ เมื่อฟังเทศน์จบก็มีจิตเลื่อมใสอยากจะบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเห็นวิสัยว่าเขาจะเป็นอรหันต์ได้ จึงอนุญาตให้บวช
เมื่อบวชเข้ามาแล้วก็เจริญฌานสมาบัติแต่ว่ายังไม่ได้ฌานโลกีย์ ท่านก็เกิดอาการป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นในร่างกาย ตามตัวมีการพุพองเม็ดเล็กๆ ตลอดทั้งตัว ต่อไปการพุพองเม็ดเล็กๆ ก็โตขึ้นๆ จนกระทั่งเท่าผลส้ม ในที่สุดก็แตกมีนํ้าเหลืองรอบตัว กระดูกต่างๆ ในร่างกายก็หัก มีทุกขเวทนามาก พระที่พยาบาลอยู่เห็นเข้าก็ทนไม่ไหวจึงทิ้ง เพราะท่านขยับตัวไม่ได้ยังไงก็ต้องตายกันแน่แล้ว
คืนวันนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงตรวจอุปนิสัยของสัตว์ว่า วันพรุ่งนี้จะมีใครได้บรรลุมรรคผลบ้าง ก็ทรงทราบว่าพระติสสะเวลานี้ป่วยหนักและการตายของเธอจะเข้ามาถึงในวันพรุ่งนี้ ถ้าเราไปสงเคราะห์เธอ เธอจะได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกับนิพพาน
ฉะนั้นในตอนเช้าพอฉันข้าวเสร็จเรียบร้อย พระพุทธเจ้าจึงเสด็จออกจากพระมหาวิหารเดินเรื่อยๆ ไปไม่บอกใคร เมื่อบรรดาพระทั้งหลายเห็นพระพุทธเจ้าเดินก็เดินตาม
พอไปถึงกุฏิของพระติสสะ พระองค์ก็แวะเข้าไป เห็นนํ้าเหลืองไหลเกรอะเปื้อนผ้า ก็ทรงเปลื้องผ้าทั้งหมดเอาไปจะต้มนํ้าร้อน พระทั้งหลายก็รับอาสาว่า การต้มให้นํ้าเหลืองหมดเป็นหน้าที่ของข้าพระพุทธเจ้า
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็เอาผ้ามาชุบนํ้าอุ่นๆ เช็ดร่างกายพระติสสะ จนกระทั่งนํ้าเหลืองแห้ง ร่างกายก็มีอาการปลอดโปร่ง ผ้าที่เอาไปต้มนั้นก็แห้งพอดี พระพุทธเจ้าก็สั่งให้นุ่งผ้าให้พระติสสะ พระก็ห่มให้
แล้วพระองค์ก็ทรงยืนอยู่ข้างๆ บอกว่า "ติสสะ ร่างกายนี้อีกไม่ช้าก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว ร่างกายนี้ก็ต้องถูกทอดทิ้งเหมือนกับท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์"
หมายความว่าจิตใจจะพ้นไปจากร่างกายแล้ว ร่างกายของเราก็ต้องตาย เมื่อตายแล้วร่างกายของเราก็ไร้ประโยชน์ เป็นของที่ชาวบ้านเขาจะทอดทิ้ง เขาไม่ต้องการ สู้ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ก็ไม่ได้ พระติสสะฟังเพียงเท่านี้ อานิสงส์ที่เคยถวายทานกับพระอรหันต์เพียงครั้งเดียวในชีวิต ก็เป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณทันทีและก็นิพพานทันทีในวันนั้น
หลังจากนั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงสั่งให้พระสงฆ์ทำฌาปนกิจศพคือเผาศพ แล้วก็ให้ทำสถูป หมายความว่าพูนดินขึ้นมาคล้ายๆ กับบาตรควํ่าเป็นโคกพูนไว้เอากระดูกไว้ในนั้น บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายจึงเข้ามากราบทูลถามว่า "เวลานี้พระติสสะตายแล้วไปไหน"
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "พระติสสะ ตายจากความเป็นคนไปนิพพานแล้ว"
พระทั้งหลายจึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "อยากจะทราบว่าพระติสสะเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่เมื่อไร"
พระองค์ก็ตรัสว่า "พระติสสะ เป็นพระอรหันต์เมื่อเราพูดจบ"
บรรดาพระทั้งหลายก็เลยถามว่า "พระติสสะ ทำบุญอะไรไว้จึงเป็นอรหันต์ง่าย"
พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "ในสมัยสมเด็จพระพุทธกัสสป พระติสสะ ทำแต่บาปอย่างเดียวไม่เคยทำบุญ หมายถึงทำบุญอย่างชาวบ้านธรรมดาๆ นี่ไม่เคยทำ มีหน้าที่ยิงนกดักนกเอามาขายแก่ชาวบ้าน ถ้าวันไหนนกเหลือมาก ตัวไหนมันใกล้จะตายก็ย่าง นกย่างขายได้ราคาถูกกว่านกเป็นๆ ถ้านกเป็นๆ มีมากเกินไปก็เกรงว่านกจะบินหนีก็หักกระดูกแข้งเสียบ้าง หักกระดูกปีกเสียบ้าง
ผลอันนี้เป็นปัจจัยให้ท่านติสสะเมื่อบวชเข้ามาแล้ว จึงมีร่างกายเป็นตุ่มทั้งตัว และตุ่มนั้นค่อยๆ โตมาทีละน้อยจนกระทั่งแตกเป็นนํ้าเหลืองเยิ้ม และกระดูกร่างกายที่หักก็เพราะเคยหักกระดูกแข้ง กระดูกขา กระดูกปีกนก เพราะกฎของกรรมอย่างนี้มาสนอง
แต่อาศัยที่พระติสสะได้ทำบุญกับพระอรหันต์เพียงครั้งเดียวในชีวิต เพราะอานิสงส์นี้เองทำให้พระติสสะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้เมื่อตถาคตเทศน์จบ"
:: เจริญพระกรรมฐานขั้นพระนิพพาน ::
ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีความรู้สึกว่าการเกิดเป็นคนเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราจะเกิดไปอีกกี่ชาติ เราก็จะพบกับความทุกข์อย่างนี้อีก และคิดว่าการตายของเราคราวนี้จะเป็นการตายครั้งสุดท้าย ฉะนั้นทุกคนก่อนจะหลับให้คิดง่ายๆ ดังนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เป็นเทวดาก็ดี เป็นพรหมก็ดี จะไม่มีสำหรับเราอีก การตายคราวนี้เราขอไปพระนิพพาน และก็ภาวนาต่อท้ายสักเล็กน้อยว่า "นิพพานัง สุขัง นิพพานัง สุขัง นิพพานัง สุขัง"
ภาวนาอย่างนี้สัก ๓ ครั้งด้วยความเต็มใจ การทำอย่างนี้ได้ชื่อว่า เจริญพระกรรมฐานขั้นพระนิพพาน เวลาที่ท่านจะตายบุญกุศลทั้งหลายที่ทำแล้วจะรวมตัวทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ได้มโนมยิทธิ คืออภิญญาและวิชชาสามควบกัน ก่อนจะหลับเมื่อศีรษะถึงหมอน เอาจิตไปตั้งไว้ที่พระนิพพาน ไปที่วิมานพระพุทธเจ้าก็ได้ หรือไปที่วิมานของเราก็ได้ ถ้าไปที่วิมานของเราให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก็จะพบท่านทันที แล้วตัดสินใจว่าถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไรขอมาที่นี่เมื่อนั้น เพียงเท่านี้ แต่ต้องทำทุกวันนะ ตายเมื่อไรไปพระนิพพานเมื่อนั้น..."

19 ธันวาคม 2560

ต้องการไปพระนิพพาน : โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

: ต้องการไปพระนิพพาน :
โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

ผู้ถาม :- “ลูกขอกราบเรียนถามว่า ถ้าจิตของเราไม่ต้องการเกิดอีก  ต้องการไปนิพพานแต่เพียงอย่างเดียว แต่บางครั้งต้องฆ่าสัตว์บ้างเพราะความจำเป็น จะมีผลทำให้จิตของเราไม่ถึงแดนนิพพานใช่หรือเปล่าขอรับ…?”

หลวงพ่อ :- “ถ้าถือว่าการฆ่าสัตว์มีความจำเป็น ก็จำเป็นยังไม่ไปนิพพาน    แต่ก็ตั้งใจไว้ก่อนดีกว่า   บางทีมีความจำเป็นเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องทำ  แต่ถ้าเป็นเรื่องการรับราชการหรือรับจ้าง  ก็ต้องถือว่านายสั่ง  ไม่ใช่เรื่องของเรา  กลับมาที่บ้านตั้งใจใหม่   ตั้งใจสมาทานศีล   ตั้งใจเจริญภาวนา   ให้มันยันกันไปยันกันมา   ถ้าเผอิญคนปรารถนามีกำลังใจสูงพอนะ     บังเอิญทรงอารมณ์ของพระโสดาบันได้ บาปทั้งหลายก็ตามไม่ทัน ดูตัวอย่าง

"องคุลีมาร" ท่านฆ่าคนถึงพันคนกว่า ท่านก็เป็นพระอรหันต์ได้

"ตัมพทาฐิกะโจร"  ฆ่าคนหมื่นคนกว่า ฟังเทศน์จากพระสารีบุตรจบเดียวเป็นพระโสดาบันได้  ไปนิพพานได้

"สันตติมหาอำมาตย์"  กลับมาจากรบทัพจับศึก ฆ่าคนไม่รู้เท่าไร ฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ยังเป็นพระอรหันต์ได้

.....ทีนี้กำลังใจต้องตั้งอยู่ที่นิพพาน ถ้าตั้งใจจริงแสดงว่ากำลังใจเข้าขั้นปรมัตถบารมี  แต่มันยังไม่บรรจบ บุญเก่ายังเข้ามาไม่ครบ ถ้าบุญเก่าเข้ามาครบเมื่อใด   ความจำเป็นที่คิดจะต้องฆ่าสัตว์ก็หมดไป  อย่างนี้ไปนิพพานได้”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๑๑๐
(หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

*** มาดูตัวอย่างที่หลวงพ่อสอนไว้ครับ ***

: อยู่สำนักงานทำแท้ง :
จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม

ผู้ถาม : หลวงพ่อเจ้าขา ลูกทำงานที่สำนักงานทำแท้งแห่งหนึ่ง ที่กรุงเทพฯ  มีรายได้ดีพอสมควร  หนูเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการรับเงิน ลูกชักใจไม่ดีนัก เพราะมีหุ้นส่วนกับเขาด้วย ขอพึ่งบารมีถามหลวงพ่อว่า  ลูกจะมีบาปมีกรรมขึ้นบัญชีพระยายมหรือไม่...
ข้อสอง เอาเงินเดือนจากการทำแท้ง มาทำบุญกับหลวงพ่อจะช่วยได้ไหมคะ...?

หลวงพ่อ : เข้าท่าๆ แหม...ฟังตั้งนาน  คิดว่าจะบอกยังงี้เหมือนกัน จิตใจเกาะบุญไว้ พระพุทธเจ้าไม่เคยตำหนิใครเรื่องอาชีพนะ อย่างกับ  ลูกศิษย์พระสารีบุตร  พระพุทธเจ้าก็รับ  และยังแนะนำพระสารีบุตรไปสอนอภิธรรมเพราะชาติก่อนเคยฟังพระอภิธรรมมา พอฟังอภิธรรมย่อๆ จบ ก็เป็นอรหันต์ทั้งหมด  ฉะนั้นอาชีพก็ส่วนอาชีพ   เรื่องบุญก็เป็นบุญไปแต่ว่าจิตอย่าไปเกาะอาชีพประเภทนั้น เกาะบุญอย่างเดียว มีงานเราถือว่าทำตามหน้าที่นะ หมดเรื่องหมดราวไป

ผู้ถาม : หลวงพ่อตอบแบบนี้ ค่อยสบายใจหน่อย ไม่เช่นนั้นละอึดอัดๆ

หลวงพ่อ : เรื่องของพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตำหนิใคร ท่านก็รับทุกด้าน อย่าง "ตัมพทาฐิกโจร" เห็นไหม...  โจรเคราแดงฆ่าคนมาเกินหมื่นคน  พอพบพระสารีบุตรเข้า  พระสารีบุตรท่านไม่พูดเรื่องฆ่าคน

.....ทีแรกพอกินข้าวเสร็จใช่ไหม... ท่านก็เทศน์เรื่องปาณาติบาตเลย  ฆ่าคน  ฆ่าปลา  ฆ่าสัตว์  ตกนรกขุมไหนว่าเรื่อย  ตัมพทาฐิกโจรเหงื่อแตกพลั่กๆ   พอเทศน์ไปถึงครึ่งกัณฆ์ พระสารีบุตรท่านฉลาด ท่านเทศน์ไปท่านชำเลืองดูไปเห็นตานั่นเหงื่อแตก ถามโยมไม่สบายหรือ

.....ตัมพทาฐิกโจรบอก จะสบายยังไงครับ ที่พระคุณเจ้าเทศน์มาผมเรียยร้อยหมดทุกขุมเลย   ท่านก็เลยถามว่า โยม...โยมฆ่าคนตายใครเขาใช้หรือฆ่าเอง  บอกพระราชาใช้ให้ฆ่า   พระสารีบุตรท่านฉลาดกว่า  ท่านถามว่า   โยม...สมมุติว่าโยมเป็นลูกจ้างเขา นายจ้างเขามีนา ๑๐๐ ไร่ เขาใช้ให้โยมทำ เมื่อได้ข้าวในนาเสร็จ ผลของข้าวทั้งหมดจะเป็นของโยม   หรือจะเป็นของนายจ้าง...?
โยมก็บอกว่าเป็นของนายจ้างขอรับ นี่ท่านฉลาดกว่า  ท่านก็เลยถามว่า พี่พระราชาให้ฆ่า บาปตกอยู่กับใคร อีตานั่นแกโง่  แกนึกว่าบาปตกกับพระราชา พระสารีบุตรเทศน์อานิสงส์ทานเลย เป็นพระโสดาบันเดี๋ยวนั้น

ผู้ถาม : โอ...เหงื่อแตกเลยนะ

หลวงพ่อ ; ไอ้เหงื่อแตกน่ะ เป็นน้ำอาบชำระร่างกายให้สะอาด ชำระถึงจิตใจข้างในเลย

*** มาดูตัวอย่างของท่าน "สันตติมหาอำมาตย์" ***

: ดูปัจจุบันอย่างเดียวไม่ได้ :

.....คนเราจะไปดูกรรมปัจจุบัน ถามความประพฤติปัจจุบัน จะถือว่าเขาดีไม่ดีไม่ได้ ไอ้คนนี้เลวแบบนั้นเลวแบบนี้ เราจะรู้จิตเวลาที่เขาตายได้อย่างไร จุดนี้สำคัญที่สุด เวลาจะตายนี่เราไปดูอดีตไม่ได้  ไปดูอดีตที่เขาปฏิบัติมา  ไอ้จะทำชั่วนั่นทำชั่วนี่  ไอ้นี่มันช่วงชีวิตที่ทรงอยู่   แต่นี่พอเวลาจะตายก็เห็นโทษเห็นทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตายขึ้นมา จิตมันตัดตรงนั้น เพราะว่าเขาตายไปแล้วเราไปนั่งถามเขาได้เหรอ

.....เราจะเฮ้ย..เฮ้ย! กลับมาคุยกับกูก่อน   อีตอนมึงตายมึงนึกอย่างไรวะ นี่เรารู้เขาไม่ได้หรอก ไอ้จิตตอนที่จะตายเขาคิดอย่างไรนะ อย่างคนที่เรามองเห็นชัดๆ อย่างตอนที่โจรฆ่าคนเป็นหมื่น องคุลีมาล   ฆ่าคนเกินพันก็เป็นอรหันต์ได้   นั่นเป็นกฎของอกุศลกรรมมาสนองจิตชั่วคราว   อย่างท่าน "สันตติมหาอำมาตย์" ไปรบทัพกลับมา ไปรบทัพชนะนี่ฆ่าคนไปแล้วเท่าไร พอกลับมาแล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ตำหนิ

.....เลื่อนตำแหน่งให้อีก เลยเมาพับไปพับมา พระพุทธเจ้าเดินหลีกไปทรงแย้มพระโอษฐ์    พระอานนท์ถามว่าทรงแย้มพระโอษฐ์เพราะอะไร บอก อีก ๗ วัน สันตติมหาอำมาตย์จะบรรลุอรหันต์  ขี้เมา  ฆ่าคนไปแล้วจากกองทัพตอนไปรบศึก  กลับมาให้เป็นกษัตริย์ ๗ วัน ไม่ต้องทำอะไรหรอก มีหน้าที่จะเมา จะเมา จะแจกข้าวแจกของ  ของในคลังอยากจะให้ใครก็ให้ๆ  ไปเหอะ สบายมาก  ได้เป็นแค่ ๗ วันนี่  แกก็เมา ๘ วัน นี่ทำหอกอะไรได้ เมาไปเหอะ

.....ดูฟ้อนรำขับร้อง  ก็ไอ้คนขี้เมาไปฆ่าคนมา   พอกลับมาพระพุทธเจ้าบอกจะเป็นอรหันต์นี่มันต้องคิดเหมือนกันนะ คนในสมัยนั้นเขาต้องแบ่งกันเป็น ๒ พวก  ไอ้พวกมิจฉาทิฏฐิก็ถือว่าอีก ๗ วัน  เราจะจับโกหกพระสมณโคดม  ไอ้พวกที่เขาเป็นสัมมาทิฏฐ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อีก ๗   วันเราจะดูลีลาพระพุทธเจ้าทำให้สันตติมหาอำมาตย์เป็นพระอรหันต์ พออีก ๗ วัน  เด็กฟ้อนรำที่อยู่ข้างหน้าก็ตาย  ตาแกก็เลยสร่างเมา  บอกไอ้นี่เด็กรุ่นหลัง

.....เรายังอยู่แต่แกตาย    ไอ้เราแก่ขนาดนี้ขืนเมาอย่างนี้ท่าไม่ค่อยดีแล้ว  นี่ตัดตรงนี้เอง รู้สึกตัวก็เลยลาพระเจ้าปเสนทิโกศลบวช พอบวชพระพุทธเจ้าเทศน์จบก็ได้อรหันต์เดี๋ยวนั้น ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

.....นี่ห้ามดูอดีตเขา หมายความว่าอดีตที่เขาผ่านมาแล้วนี่ เราจะไปพยากรณ์ไม่ได้   อีช่วงที่เขาจะตายจิตเขาเป็นอย่างไรเรารู้ไม่ได้ ใช่ไหม   บางคนดีแสนดีตายแล้วลงนรก  ตอนที่จะตายจิตมัวหมองหน่อยเดียวก็ลงนรกไปก่อน นี่มันเอาแน่ไม่ได้

จาก...หนังสือคำสอน "ทางสายเอก"
โดย..หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...