แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน แสดงบทความทั้งหมด

08 กรกฎาคม 2563

ทำไมมารผจญเมื่อทำบุญมากๆ

การทำบุญและมาร

ในเมื่อเราทำบุญมากขึ้น ทำจิตสะอาดมากขึ้นเพียงใด มันแกล้งมากเพียงนั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเราจะพ้นอำนาจของมาร การป่วยหรือสิ่งต่าง ๆ ๕ ประการ ท่านเรียกมาร มาร แปลว่า ผู้ฆ่า มันพยายามจะห้ำหั่นเข่นฆ่าเรา ต้องการให้เราตายเสียก่อน ก่อนที่จะได้รับผลของบุญ
ที่นี้ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ที่เคยมาต่อว่าหลวงพ่อฉันก็ทำบุญทุกอย่าง พบทีไรก็ทำบุญทุกที แต่ทำไมฉันจึงป่วย ก็นึกในใจว่าโยมเอ๊ย เวลานี้อาตมานั่งก็ป่วยก็เหมือนกัน ดีไม่ดีหน้าก็บวมฉึ่งเห็นชัด เท้าก็บวม เวลาจะขึ้นไปรับแขกก็มีคนประคอง ประคองขึ้นประคองลง แต่โยมก็ถามสบายดีหรือหลวงพ่อ ก็ลองคิดดู ไอ้คนขนาดต้องประคองเดินกระย่องกระแย่ง ถามว่าสบายดีหรือ หรือไม่นึกว่าพระจะป่วยเป็น พระก็คือลูกชาวบ้าน ก็เป็นคนธรรมดา แต่อาศัยใจนี่เป็นพระเท่านั้น ร่างกายนี่เป็นคนอย่างไร ๆ ก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่เหมือนกัน

จากหนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่ ๔ หน้าที่ ๑๖๓
โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ในภาพอาจจะมี 1 คน, แว่นกันแดด และภาพระยะใกล้

ภาวนาคาถา "สัมปติจฉามิ" คาถาป้องกันตัว


ภาวนาคาถา "สัมปติจฉามิ"

".. ไม่ต้องกลัวใครนะลูกนะ ไม่ต้องกลัว ภาวนาคาถาไว้บทหนึ่ง "สัมปติจฉามิ" ใครทำอะไรไม่ได้ลูก จำได้ไหม จดซิ ภาวนา "สัมปติจฉามิ" เดี๋ยวลืม เดี๋ยวออกไปข้างนอกแล้วลืม
คาถาบทนี้ดีนะ เรียกว่าข้าศึกไม่เห็นตัว จะทำร้ายทำไม่ได้ แล้วก็เป็นเมตตา "สัมปติจฉามิ" ไอ้หนูภาวนานะลูกนะ ให้ภาวนาก่อนจะไป นึกขึ้นมาได้ก็ภาวนา ไม่ต้องกลัวใครลูก คนทำร้ายไม่ได้เลย เป็นคาถาที่ท่านเจ้าของบอกว่า ข้าศึกจะมองไม่เห็นตัว ไอ้นี่เราเห็นตัวเรา แต่เขาไม่เห็นเรา คนทำร้ายไม่ได้ อย่าลืมนะหนูนะ
นึกถึงแหนบ หรือเหรียญที่หลวงพ่อให้ไป นึกเห็นภาพแล้วนึกถึงคาถาด้วยนะ แทนที่จะมีคนเกลียด ก็จะมีแต่คนรัก ไม่เป็นไรนะลูกนะ ไม่ต้องกลัวนะลูกนะ ถ้ามีคาถาบทนี้ ผีสาง แม่มด พ่อมดสู้ไม่ได้ คือไม่มีอะไรทำร้ายเราได้เลยนะ มั่นใจนะ เลิกกลัวได้เลยลูก.. "
.
.
..สนทนาที่บ้านสายลม ...
จากหนังสือธัมมวิโมกข์ฉบับที่ ๓๗๑ หน้า ๔๐ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี


04 มิถุนายน 2563

#สักกายทิฏฐิ

🔘 #คำสอนของหลวงปู่


#หลวงพ่อปาน ท่านก็สอนไว้เสมอว่า...
"เรื่องของขันธ์ ๕ นั้น ลูกเอ๋ยจงอย่าสนใจมันมากนัก ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าขันธ์ ๕ มันก็เป็นขันธ์ ๕

ที่เรียกว่าขันธ์ ๕ ก็เพราะว่าขันธ์ ๕ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่มันนำมาด้วยก็คือ ความแก่ ความทรุดโทรม ความป่วยไข้ไม่สบายความทุกข์และอาการพลัดพราก
จากของรักของชอบใจ ประสบกับอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาและมีความตายไปในที่สุด"

ท่านสอนแบบนี้ อาตมายังจำได้ บอกว่าก่อนที่จะภาวนากรรมฐานบทใดก็ตาม ควรพิจารณาขันธ์ ๕ เห็นว่าเป็น..

#อนิจจัง คือความไม่เที่ยง #ทุกขัง เป็นทุกข์ #อนัตตา มันสลายตัว ถ้าเราเกิดมาเป็นคน จงอย่าเมาในความเป็นคน จงคิดว่าเราจะตายเป็นผีอยู่ตลอดเวลาว่าเรื่องความตายนี้ไม่ต้องมีใครมาบันดาลให้เราตาย เราก็ตายของเราเองได้ สิ่งที่หลวงพ่อปานรักที่สุดนั่นก็คือ #การเจริญสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน

อาตมาเองก็ทรงความดีประเภทนี้ได้
อย่าง งูๆ ปลาๆ แต่ว่าเป็นงูตาย ปลาตาย
มีความรู้แค่หางอึ่ง จึงพยายามสอนพุทธ
บริษัทตามที่ความรู้จะพึงมีและอาศัยบุญ
บารมีขององค์สมเด็จพระชินสีห์บรม
ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสำคัญ

จึงได้เต็มใจสอนบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่มีความประสงค์ จิตจำนงก็มีอยู่เพียงว่ามีความรู้แค่ไหนก็สอนแค่นั้นไม่ทำตนเข้าไปวัดบุญบารมีขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงพ่อปานท่านสอนไว้ บอกว่า
#จงตั้งใจคิดไว้เสมอว่าเรายังดีไม่เท่าพระพุทธเจ้าและ #ความดีพระพุทธเจ้าเหนือเราหลายแสนล้านซึ่งเป็นความดีของพระองค์"

#การปฏิบัติ
อันดับแรกเมื่ออาตมาเรียน หลวงพ่อปานท่านสอนทุกคนให้ขึ้นวิปัสสนาญาณก่อน ท่านบอกว่า...
อันดับแรกกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกนี่เป็น #สมถะ

หลังจากนั้นก่อนภาวนาให้ #พิจารณาร่างกาย ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันเป็น อนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง ทุกขัง มีความทุกข์ อนัตตามีความตายไปในที่สุดและไม่ใช่ว่าจนคล่อง

ให้มองเห็นทุกข์จริงๆ ว่าร่างกายมีทุกข์อย่างไร ทำไมมันจึงทุกข์ ความหิวทุกข์ ความกระหายทุกข์ ความป่วยไข้ทุกข์
ปวดอุจจาระปัสสาวะเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ ความตายจะเข้ามาถึงก็เป็นทุกข์

มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง แล้วมันก็เป็นทุกข์ แล้วต่อไป อนัตตา เห็นว่าร่างกายต้องตายแน่อย่างนี้ เป็น #วิปัสสนาญาณ

ต่อจากนั้นท่านก็ให้ภาวนา คำภาวนาท่านก็สอนแค่ "พุทโธ"
ให้ตั้งใจกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกว่า " #พุท"
หายใจออกนึกว่า " #โธ"

ท่านสอนนี้เป็นของใหญ่มาก คือ #พุทโธ
เป็นชื่อของพระพุทธเจ้า

จากนั้นไปถ้าใครต้องการใช้ทางวิชชาสาม อภิญญาหก ปฏิสัมภิทาญาณ ก็ต้องหาเอาเอง อันนี้ท่านไม่สอน

หลวงพ่อปานนะ ด้านวิปัสสนาญาณนี้
ท่านตั้งอกตั้งใจสอนเฉพาะ #สักกายทิฏฐิ อย่างอื่นท่านสอนแต่ไม่เน้น เน้นสักกายทิฏฐิเป็นใหญ่

ให้มีความเข้าใจ ร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา พอทำสมถะกับวิปัสสนาข้อนี้ควบกัน จิตใจก็สดใส มีอารมณ์สงบ

วิชชาสามก็ดี อภิญญาก็ดี ถ้าเรายังไม่ได้ เราก็อยากได้ ดิ้นรนอยากจะได้ พอได้แล้วก็เบื่อ มันไม่รู้จะไปไหน สวรรค์
พรหม นรก ก็มีวงแคบเที่ยวไปเที่ยวมา
มันก็แค่นั้นแหละ เราไปจบกันดินแดน
พระนิพพาน พอไปถึงพระนิพพานแล้วก็หมดอยาก ความต้องการอยากไปไหน
อีกไม่มี พอถึงนิพพานดินแดนที่สวยที่สุดแล้วอารมณ์ก็จบ


ที่มา

#พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม(ท่าซุง)จ.อุทัยธานี
📖: พ่อสอนลูก หน้า ๑๒๒-๑๒๓
📝: Moddam Thammawong

14 กันยายน 2561

ความเกิดเป็นทุกข์ โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน


.. โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้ง
หลายได้พากันสมาทานศีลและก็สมาทาน
พระกรรมฐานเสร็จแล้ว ต่อนี้ไปก็ขอให้ทำ
จิตให้สงบ ตั้งใจฟังคำแนะนำชั่วครู่หนึ่ง
ในขณะที่ฟังคำแนะนำ นอกจากจะจำแล้ว
ขอได้โปรดคิดตามไปด้วย
การเจริญพระกรรมฐานในพระพุทธ
ศาสนาให้เราต้องการมรรคผลเป็นสำคัญ
ไม่ใช่ว่าเราจะทำเป็นเพียงแค่อุปนิสัย
แต่ความจริงถ้าได้เป็นอุปนิสัยเข้าถึง
"ไตรสรณาคมน์" ก็รู้สึกว่าดี แต่ทว่า
เรายังไม่จำกัดความเกิดได้
เพราะว่า "ความเกิดเป็นทุกข์"
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า
"ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์"
ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความเกิด เราเกิด
ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ติดตามเรามาก็ได้แก่ ความ
แก่ ความป่วยไข้ไม่สบาย อาการขัดข้อง
ในอารมณ์ แล้วก็มีความพลัดพรากจาก
ของรักของชอบใจ มีความตายไปในที่สุด
ทีนี้การเจริญกรรมฐานในพระพุทธ
ศาสนา เราไม่ต้องการความเกิด เพราะ
ถ้ามีเกิดแล้วมันก็มีแก่ มีเจ็บ มีตาย มี
พลัดพรากจากของรักของชอบใจ มี
ความขัดข้องใจเป็นปกติ อันนี้
"เป็นอาการของความทุกข์"
ทีนี้ถ้าเราจะไม่เกิดก็หาวิธีการผ่อน
นี่เราคิดว่าเราจะถึงอรหัตผลไม่ได้ภายใน
ปัจจุบันทันด่วน ก็จงหาทางผ่อนคือวิธีการ
เกิด หรือเรียกว่าค่อยทำค่อยไป รักษาใจ
ให้สบาย รักษาอารมณ์ให้ปกติ ทีนี้ถ้า
เราไม่ปรารถนาจะเกิด
"ก็จงคิดถึงความตายไว้เป็นปกติ
จงอย่าประมาทในชีวิต เพราะว่า
ความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย"
พระพุทธเจ้ากล่าวกับ "เปสการี" ว่า
"ความตายเป็นของเที่ยง แต่ว่าชีวิต
คือความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง สัตว์และ
คนทั้งหมดที่เกิดมาในโลก ตายเหมือนกัน
หมดทุกคน แต่ในเมื่อเราตายแล้ว ไม่ใช่
ว่ามันจะมีสภาพสูญแล้วก็หมดเรื่องกันไป"
คำว่าตายนี่มันตายได้เพียงแค่ "ขันธ์ ๕"
จิตของเรามันไม่ได้ตายด้วย ถ้าจิตของเรา
เลวเราก็ไปสู่ทุคติ คือ "นรก เปรต อสุรกาย
สัตว์เดรัจฉาน" ถ้าจิตของเราดี ดีเล็กน้อย
ก็ไปเกิดเป็น "มนุษย์" ได้
ถ้าดีมากขึ้นไปอีกหน่อย มี "หิริ" และ
"โอตตัปปะ" มีความอายความชั่ว เกรง
กลัวผลของความชั่ว ความชั่วในที่นี้ได้แก่
การละเมิดศีล ๕ อย่างนี้เราก็เกิดเป็น
"เทวดา" ได้
ถ้าอารมณ์จิตของเราตั้งอารมณ์ไว้
เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในด้านของกุศล
ใน "พระกรรมฐาน ทั้ง ๔๐ กอง" อย่างใด
อย่างหนึ่งโดยเฉพาะ อารมณ์จิตตั้งมั่น
ที่เรียกกันว่าฌาน อย่างนี้เราก็เกิดเป็น
"พรหม"
ถ้าเราทำตนให้เข้าถึงความเป็น
พระอริยเจ้า คือพระอรหัตผลเป็นที่สุด
เราก็ถึง "พระนิพพาน" ถ้าเรายังไม่ถึง
พระอรหันต์ เป็นเพียงพระโสดาบัน
พระสกิทาคามี อย่างนี้ก็ชื่อว่า จำกัด
การเกิดให้สั้นเข้า ..
(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก.. ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๔๓๓ หน้าที่ ๔๒-๔๓

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...