แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

17 เมษายน 2566

กราบเป็น เห็น พระพุทธเจ้า

กราบเป็น เห็น พระพุทธเจ้า 
กราบไม่เป็น เห็นแต่ พระพุทธรูป
คุณยาย อุ่ม อายุ 73 ปี วันนี้ยังแข็งแรงสามารถปั่นจักรยานไปซื้อของที่ตลาดได้ แต่ที่เป็นความภาคภูมิใจของลูกหลานก็คือ 
คุณยายเป็นผู้มั่นคงในศาสนา เข้าวัดฟังธรรม มาตั้งแต่อายุ 7- 8 ขวบ 
มีพระรัตนตรัยแนบสนิทในหัวใจตลอดช่วงชีวิต แม้ฐานะความเป็นอยู่จะไม่หรูหราเหมือนชาวบ้านเขา แต่คุณยายก็มีอริยทรัพย์ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นเหตุปัจจัยทำให้หัวใจของคุณยายล้นปริ่มด้วยความสุขสงบ 

หลวงปู่เจ้าอาวาสวัดป่า เคยเอ่ยถึง คุณยายอุ่ม ท่ามกลางญาติโยมที่ไปทำบุญว่า คุณยายคืออุบาสิกา 

"ผู้จะไม่กลับมาเกิดอีก"

ช่วงเย็นของวันอาทิตย์ คุณยายพร้อมกับหลานชายวัย 16 และหลานสาววัย 14 ไปไหว้พระสวดมนต์ที่วัดซึ่งวัดป่าแห่งนั้นอยู่ห่างจากบ้านระยะทางหนึ่งกิโลเมตรพอดี ถนนลูกรังเส้นนี้ ยายกับหลานเดินกันจนชิน

5 โมงเย็น บนศาลาโรงธรรมเงียบกริบ ไร้ผู้คน จะมีก็แต่เสียงตุ๊กแกร้องเพรียกคู่อยู่บนซอกหลังคา
พระประธานหล่อจากทองเหลือง หน้าตักกว้าง 3 ศอก นั่งสงบบนฐานสูง หลังจุดเทียน จุดธูป ยายกับหลานสาวนั่งท่าเทพธิดา ส่วนหลานชายท่าเทพบุตร ก่อนจะไหว้พระสวดมนต์ คุณยายเอ่ยชื่อหลายสาวด้วยเสียงเรียบ ๆ 

“ อั๋น ลองทบทวนให้ยายฟังหน่อย ที่ว่า กราบเป็น แล้วจะเห็นพระพุทธเจ้านั้น กราบยังไง นะ”

เด็กสาว อมยิ้ม ดวงตาฉายฉานอย่างมั่นใจ 

“ ก้อ ขั้นแรก เราต้องตื่นรู้ ด้วยสัมปชัญญะก่อน 
แล้วก็พนมมือขึ้นกลางหว่างอกทำอัญชลี แล้วยกขึ้นทำวันทา โดยนิ้วหัวแม่มือจรดหว่างคิ้ว จากนั้นจึงค่อย ๆ ก้มศีรษะลงทำอภิวาทโดยแบมือ สองข้างลงราบพื้น มือห่างกันเล็กน้อย พอที่จะให้หน้าผากแตะพื้นได้ ขณะที่ข้อศอกสองข้างแนบชิดกับขา ”

“พอแค่นั้นก่อนลูก” เสียงยายดังขึ้นขัดจังหวะ 

“ 
ให้อ้น ช่วยอธิบายต่อว่า เห็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร “ 

“ ครับ พอเรามีสัมปชัญญะ รู้สึกตัวทั่วพร้อม เราจะรู้ได้ด้วยตนเองว่า กาย วาจา ของเรา ไม่ได้เบียดเบียนใคร นั่นหมายถึง เรามี "ศีล" แล้ว 

ขณะที่เราก้มลงกราบ จิตเราจดจ่อตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ได้แส่ส่าย หรือ วอกแวกไปไหน 
นั่นมี "สมาธิ" แล้ว เพราะสมาธิหมายถึง จิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว

ขณะกำลังก้มศีรษะอยู่นั้น สติเข้ามาดูที่จิต เห็นจิตสะอาดไม่มีกิเลสใด จรเข้ามา ทำให้สกปรก เศร้าหมอง ขณะเดียวกัน จิตนั้นก็สว่างจ้าด้วยปัญญา รู้ว่าจิตว่าง จากอกุศลทั้งปวง การรู้ว่าจิตว่างนั่นแหละ คือปัญญา 

และเมื่อบาปอกุศลไม่ปรุงแต่ง จิตก็สงบ

สรุปว่า ถ้าเราเข้าใจถูกต้องแล้ว ขณะกราบพระ เราสามารถจะมีได้ทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา”

คุณยาย หันมามองหน้าหลานสาว เหมือนจะบอกว่าช่วยพูดต่อให้จบ 

อั๋น เข้าใจการสื่อความหมายของยาย เธอ ทำหน้ายิ้ม ก่อนเอ่ยขึ้น 

“ เมื่อเรามี ศีล สมาธิ ปัญญา จิตเราก็จะเข้าถึง ความสะอาด สว่าง สงบ 
เวลาใดจิต สะอาด สว่าง สงบ เราก็จะได้พบพระพุทธเจ้า”

“นั่นแหละ ถูกต้องแล้ว” 
คุณยายหันมาทางหลานทั้งสอง ก่อนจะกล่าวสรุป

” พระพุทธเจ้าที่แท้จริง เป็น สภาวธรรม 
ไม่ใช่ตัวบุคคล ไม่ใช่ พระพุทธรูป แต่เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ซึ่งเราจะพบได้ที่ ใจ 

ไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ที่ไหน แม้แต่ ขณะกราบพระ เราก็พบ พระพุทธเจ้า ได้

ถ้ากราบเป็น เราจะเห็น พระพุทธเจ้า 
ถ้ากราบไม่เป็นเราก็จะเห็นแต่ พระพุทธรูป”

23 เมษายน 2564

.ผู้มีวาสนาต่อกันเท่านั้น จึงจะผูกพันต่อกัน

คุณเชื่อเรื่องวาสนาต่อกันไหม
ทำไมคนบางคนจึงได้เป็นกัลยาณมิตร
ต่อกัน ชี้ชวนแนะนำกันไปทำความดี 
ชวนได้โดยง่ายดาย..

แต่กับอีกหลายคนชวนเท่าไรก็ไม่ไป 
สอนกล่าวตักเตือนก็ไม่ฟัง 
ดีกับเขาเขาก็ไม่มีวันดีตอบ 
กลับคิดว่าเราประสงค์ร้าย 
ไม่เห็นความหวังดีของเรา

ไม่ต้องกังวลเดือดร้อนใจไป 
ทุกคนมีบุพกรรมของตนเอง ต้องเคยมีปัจจัยผูก
ฝ่ายกุศลต่อกัน ก็จะเป็นกัลยาณมิตรกัน
พระพุทธเจ้าก็มีสิ่งที่แม้พระองค์ก็ทำไม่ได้ 
สามอย่างที่บันทึกไว้ในมหายาน 

สามประการที่ว่าคือ..

1. ไม่สามารถโปรดสัตว์ที่ไม่มีวาสนาต่อพระองค์ 
2. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกรรมของสัตว์   
3. ไม่สามารถโปรดสัตว์ให้สิ้นได้
.
วันหนึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า กำลังแสดงธรรมอยู่ 
แล้วทันใดนั้นพระพุทธองค์กล่าวแก่พระอานนท์ว่า 
“อานนท์เธอเอาถังน้ำใบหนึ่ง ไปเบื้องหน้า
ตามทางจะมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง 
มีหญิงชรานางหนึ่งกำลังซักเสื้อผ้าอยู่ 
ขอน้ำนางกลับมาถังหนึ่ง แต่จำไว้ ..
ต้องแสดงกิริยาสุภาพกับนางด้วย” 

พระอานนท์รับคำ แล้วก็นำถังน้ำเปล่า 
เดินไปทางที่พระพุทธองค์ทรงบอก คิดในใจว่า 
เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ไม่ยากเย็นอะไร 
ก็ไปถึงหมู่บ้านแห่งนั้น เห็นสตรีชราผมขาวนางหนึ่ง
กำลังซักผ้าอยู่จริงๆ พระอานนท์จึงกล่าวปิยวาจา 
ขอน้ำจากหญิงชรานั้นอย่างสุภาพ  
“แม่เฒ่า แม่เฒ่า ข้าอยากจะขอน้ำสักถังจะได้ไหม”

หญิงชรานั้น เมื่อได้เห็นพระอานนท์ 
เหมือนไม่รู้ไปโกรธใครมา “ไม่ได้หรอก น้ำในบ่อนี้ 
ใช้ได้แต่คนที่ในหมู่บ้านนี้เท่านั้น คนอื่นห้ามตักเชียวนะ ไม่ให้ๆ” แถมยังไล่พระอานนท์อีกเสียอย่างนั้น 

พระอานนท์จะอ้อนวอนขอนางอย่างไรก็ไม่เป็นผล  
พระอานนท์สิ้นหนทาง ก็เดินถือถังเปล่ากลับไป
เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ แล้วแจ้งความตามที่เกิด 

พระพุทธองค์ทรงพยักหน้ารับ 
แล้วบอกให้พระอานนท์นั่งลง 
แล้วขอให้พระสารีบุตรไปทำแทน

พระสารีบุตรก็กล่าวเช่นเดียวกัน 
“แม่เฒ่า แม่เฒ่า ข้าอยากจะขอน้ำสักถังจะได้ไหม”  
ก็น่าแปลกใจ สตรีชรานางนั้นเมื่อได้เห็นพระสารีบุตร ก็ทำหน้าเหมือนได้พบกับญาติที่ไม่ได้เจอกันเนิ่นนาน ไม่โกรธ ไม่โวยวาย แถมยังกล่าวตอบด้วยดีๆ 

“ได้ๆๆ เอาเลย ตามสบายเลยพระคุณเจ้า 
มาๆ ข้าช่วยท่านตักน้ำดีกว่า” 
ก่อนที่พระสารีบุตรจะกลับ นางก็กุลีกุจอกลับบ้าน 
รีบกลับไปเอาสิ่งของมาถวายพระสารีบุตรให้พระสารีบุตร นำกลับไปอีก เมื่อพระสารีบุตรรับน้ำมาถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ก็บอกให้พระสารีบุตรนั่งลง 

พระอานนท์สงสัยเป็นกำลัง จึงได้ทูลถามพระพุทธเจ้า 
“ด้วยเหตุอะไร จึงเป็นเช่นนี้พระพุทธเจ้าข้า”

"ที่นางปฏิบัติกับเจ้าทั้งสองแตกต่างกันเช่นนี้ 
เพราะในชาติอันล่วงมาแล้ว สตรีชรานางนี้
มีสภาพเป็นเดรัจฉาน เกิดเป็นหนูตัวหนึ่ง 
แล้วนางก็ตายอยู่บนถนน 
พระอานนท์ในชาตินั้นเป็นพ่อค้าผ่านทางมา 
เมื่อได้เห็นซากของหนูตัวนั้นตายอยู่ 
ในใจของพระอานนท์ก็เกิดความรู้สึกสะอิดสะเอียน 
เดินเอามือปิดจมูกแล้วจากไป 

แต่ตรงกันข้ามกับพระสารีบุตร 
เมื่อพระสารีบุตรได้เห็นซากหนูตัวนั้น 
ก็ให้บังเกิดจิตเวทนาสงสาร ซ้ำยังเอาซากหนูตัวนั้น
ไปฝังกลบอย่างดี เมื่อชาตินี้พวกเจ้าได้พบกันอีกครั้ง 
สิ่งที่นางปฏิบัติต่อเจ้าทั้งสองจึงมีความแตกต่างกันเช่นนี้"  

จิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องรอบคอบ 
ไม่ก้าวล่วงผู้อื่นแม้ความคิด

จากมหาปรัชญาปารมิโตปเทศน์ มีบันทึกไว้ว่า ..
พระพุทธเจ้าพร้อมพระอานนท์ เดินบิณฑบาต
ในเมืองไวศาลี พระอานนท์มองเห็นสตรีนางหนึ่ง
ยากจนข้นแค้นเป็นที่น่าสงสาร 
พระอานนท์ทูลขอให้พระพุทธองค์ไปโปรดนาง 
พระพุทธองค์ตรัสว่า “เรากับนางไม่มีเหตุปัจจัยผูกต่อกัน ดังนั้นนางก็จะไม่ศรัทธาในเรา เราก็ไม่สามารถที่จะโปรดนางได้”  

พระอานนท์รบเร้าอยู่ถึงสามครั้ง 
พระพุทธเจ้าจึงดำเนินไปหานาง เมื่อยืนต่อหน้านาง 
สตรีนางนั้นก็กลับหันหลัง ไม่สนใจพระพุทธเจ้า 
ไม่ว่าพระองค์จะเดินไปต่อหน้านางกี่ครั้ง 
นางก็จะหันหลังให้กับพระองค์ทุกครั้ง 

แม้พระพุทธองค์จะใช้ฤทธิ์ให้พระกาย
ปรากฏขึ้นทั้งสี่ทิศพร้อมกัน สตรีนางนั้นก็ปิดตาเสีย 
ไม่มอง ไม่สนใจพระองค์ 

พระอานนท์จังได้ประจักษ์แก่คำพูดของพระพุทธเจ้าที่ว่า ...
“หากไร้วาสนา ไร้ปัจจัยผูกพันต่อกัน ไม่สามารถโปรดกันได้” แม้กับพระพุทธเจ้าเองก็ไม่มียกเว้น...

#เผยแพร่ธรรมะให้เพื่อนมนุษย์
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า.....
การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

23 พฤศจิกายน 2563

จักเป็นพระพุทธเจ้า..แน่นอน

พระโพธิสัตว์องค์ใด ที่ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว ในกาลนั้น..ท่าน จะเข้าสมาธิ ตรวจตราดูบารมีทั้งหลายที่สร้างมา. เหล่า เทวดาในหมื่นจักรวาล จะกล่าวสาธุการ กล่าวว่า

 “บุรพนิมิตเหล่าใดจะปรากฏ. บุรพนิมิตเหล่านั้น แม้ทั้งหมดปรากฏแจ่มแจ้งแล้วในวันนี้. ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้น จะเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว. ท่านจงประคองความเพียรของตนให้มั่นดังนี้ “

*.เวลานั้น ทั้งคนและเทวดาหมื่นโลกธาตุ ต่างยินดีว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้ เป็นหน่อเนื้อพุทธะ    

...พระโพธิสัตว์พระองค์นั้น เมื่อนั่งขัดสมาธิ มีปิติ มีสุข ย่อมคิดว่า และรู้ตนเองว่า
   “เราเป็นผู้ชำนาญในฌาน.. ถึงความเต็มเปี่ยมในอภิญญาแล้วในโลกตั้งพัน.. ฤๅษีที่เสมอกับเราไม่มี ..เราไม่มีใครเสมอในฤทธิธรรม “
 
  นิมิตที่เกิดขึ้น ในการนั่งสมาธิครั้งนี้ ปรากฏขึ้น จะยืนยันว่า พระโพธิสัตว์จักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน คือ
 *ความหนาว เหือดหาย ความร้อนระงับ
  * โลกธาตุหมื่นหนึ่งปราศจากเสียง
  * พายุใหญ่ก็ไม่พัด แม่น้ำลำคลองก็ไม่ไหล
  * ดอกไม้ทั้งหลายที่เกิดบนบกและเกิดในน้ำ ทั้งหมดต่างก็บาน ออกผลิตผล
  *. รัตนะทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในอากาศและตั้งอยู่บนพื้นดิน ต่างก็ส่องแสงในทันใด
  *. ดนตรีทั้งของมนุษย์และเป็นทิพย์ต่างบรรเลงขึ้น 
  * .ท้องฟ้ามีดอกไม้สวยงาม ก็ตกลงเป็นฝน
  *.. มหาสมุทรก็ม้วนตัวลง โลกธาตุหมื่นหนึ่งก็หวั่นไหว  
  *.. ไฟในนรกหมื่นขุมย่อมดับในขณะนั้น 
  *.. พระอาทิตย์ ปราศจากเมฆหมอก ดาวทั้งปวงก็มองเห็นได้
  *. น้ำพุ่งประทุขึ้นจากแผ่นดิน โดยที่ฝนมิได้ตก
  *. หมู่ดาวก็สว่างไสว ดาวฤกษ์ก็สว่างไสวในท้องฟ้า พระจันทร์เต็มดวง
  *..สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง ในซอกเขา ต่างก็ออกมาจากที่อยู่ของตน ถือสันโดษ
  *. โรคทั้งหลายก็สงบระงับ และความหิวก็พินาศไป
  *.. ราคะก็เบาบาง โทสะโมหะจางหาย
  *.. ภัยก็ไม่มี
  *.. ธุลีไม่ฟุ้งขึ้นเบื้อง กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาก็ถอยห่างไป มีแต่กลิ่นทิพย์ฟุ้งไป
  *..เหล่าเทวดาทั้งสิ้นเว้นอรูปพรหมก็ปรากฏ
  *..นรกมีเพียงใด ทั้งหมดนั้นก็เห็นได้ 
  *..ฝาผนัง บานประตู แผ่นหิน ไม่เป็นเครื่องกีดขวาง กลายเป็นที่ว่างหมด
  *.. การจุติ การอุบัติ ไม่มีในขณะนั้น
 
  ***.. ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน **..
  …………………………………..

ขอบคุณที่มา
มโนธาตุ โพธิญาณ

09 มีนาคม 2563

มหาชาติ การเกิดก่อนเป็นพระพุทธเจ้า

“ กว่าจะเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ”
พระชาติต่าง ๆ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคตมะของพวกเราทุกวันนี้

ก่อนที่จะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธเจ้าท่องเที่ยวในภพภูมิต่าง ๆ นับแสนโกฏิชาติ เป็นคนบ้าง เทพบ้าง สัตว์บ้าง เท่าที่พบในชาดกเรื่องต่าง ๆ จำนวน ๕๔๗ เรื่อง ปรากฏว่าพระองค์ได้เสวยพระชาติต่าง ๆ ดังนี้

พรหม ๑ ครั้ง

พระอินทร์ ๑๗ ครั้ง

เทวดา ๔๔ ครั้ง

คือ รุกขเทวดา ๓๐ ครั้ง

เทวดาทั่วไป ๗ ครั้ง

เทพบุตร ๓ ครั้ง

สมุทรเทวดา ๓ ครั้ง

อากาศเทวดา ๑ ครั้ง

มนุษย์ชั้นสูง ๑๘๔ ครั้ง

คือ จักรพรรดิราชาและพระราชา ๔๔ ครั้ง

พระโอรสของพระราชา ๒๓ ครั้ง

พรามหมณ์ พราหมณ์มหาศาล ๓๘ ครั้ง

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ๑๘ ครั้ง

ปุโรหิต ๑๘ ครั้ง

อามาตย์ มหาอามาตย์ ๑๕ ครั้ง

บัณฑิต ๑๒ ครั้ง

ราชเสวก ๑๐ ครั้ง

พระยา ๕ ครั้ง

ราชครู ๒ ครั้ง

พนักงาน ๑ ครั้ง

เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ๑ ครั้ง

มนุษย์ทั่วไป ๘๐ ครั้ง

คือ เศรษฐี บุตรเศรษฐี กฎุมพี ๓๐ ครั้ง

พ่อค้า ๑๖ ครั้ง

กุมาร ๖ ครั้ง

คนจนเข็ญใจ ๔ ครั้ง

ชาวนา ๓ ครั้ง

มาณพ ๓ ครั้ง

จัณฑาล ๓ ครั้ง

โจรและนายโจร ๓ ครั้ง

คนสอนช้าง ๒ ครั้ง

หมองู ๑ ครั้ง

ช่างทอง ๑ ครั้ง

ช่างหม้อ ๑ ครั้ง

ช่างตัดผม ๑ ครั้ง

นายขมังธนู ๑ ครั้ง

คนตีกลอง ๑ ครั้ง

นักเลงสุรา ๑ ครั้ง

นักกระโดด ๑ ครั้ง

คนงาน ๑ ครั้ง

ประชาชนทั่วไป ๑ ครั้ง

อาจารย์ดีดพิณ ๑ ครั้ง

มนุษย์ออกบวช ๖๖ ครั้ง

คือ พระดาบส ๔๐ ครั้ง

ฤาษี ๒๕ ครั้ง

ปริพาชก ๑ ครั้ง

เดรัชฉาน ๑๑๔ ครั้งแยกเป็น สัตว์ป่า สัตว์บ้าน สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ

คือ ~สัตว์ป่า

วานร วานรเผือกและพระยาวานร ๑๖ ครั้ง

ราชสีห์ พระยาราชสีห์ ๙ ครั้ง

เนื้อทรายทอง พระยาเนื้อ ๘ ครั้ง

ช้าง ช้างแก้ว พระยาช้าง และพระยาช้างเผือก ๗ ครั้ง

สุนัขจิ้งจอก ๒ ครั้ง

กวาง กวางทอง ๒ ครั้ง

พระยาหนู ๒ ครั้ง

กระบือ ๑ ครั้ง

กระต่าย ๑ ครั้ง

กบ ๑ ครั้ง

~สัตว์บ้าน

ม้า พระยาม้า ๔ ครั้ง

โค โคอุสภะ ๔ ครั้ง

สุกร ๑ ครั้ง

สุนัขบ้าน ๑ ครั้ง

~สัตว์ปีก

หงส์ พระยาหงส์ หงส์ทอง พระยาหงส์ทอง ๘ ครั้ง

พระยานก ๓ ครั้ง

นกกระจาบ ๓ ครั้ง

นกยูง นกยูงทอง ๓ ครั้ง

พระยากา ๒ ครั้ง

นกสุวโปดก ๒ ครั้ง (นกแก้ว หรือนกแขกเต้า)

พระยาครุฑ ๒ ครั้ง

พระยาไก่ พระยาไก่ป่า ๒ ครั้ง

นกดุเหว่า ๒ ครั้ง

นกหัวขวาน ๒ ครั้ง

นกกระทา ๒ ครั้ง

นกจากพราก ๒ ครั้ง

พระยานกออก ๑ ครั้ง

นกกาน้ำ ๑ ครั้ง

นกขมิ้น ๑ ครั้ง

นกมูลโค ๑ ครั้ง

~สัตว์เลื้อยคลาน

ตะกวด (เหี้ย) พระยาเหี้ย ๓ ครั้ง

พญานาค ๓ ครั้ง

~สัตว์น้ำ

ปลา พระยาปลา ๓ ครั้ง

ส่วนในอรรถชาดก (ชาตกัฏฐกถา) กล่าวถึงการเสวยพระชาติของพระองค์ไว้เป็นจำนวนมากเช่นกัน

โดยเฉพาะที่พูดถึงการเสวยพระชาติเป็นสัตว์ถึง ๑๒๓ ครั้ง ในสัตว์ ๓๕ ประเภท ในขณะที่พระไตรปิฎกซึ่งเป็นชั้นบาลี พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นสัตว์ต่าง ๆ ๑๑๕ ครั้งในสัตว์ ๓๖ ประเภท

จะเห็นว่าการเสวยพระชาติในกำเนิดสัตว์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกาบางพระชาติไม่เท่ากัน แต่ในการบำเพ็ญบารมีจริงๆ มากมายกว่านั้น เพราะต้องผ่านพระพุทธเจ้ามามากหลายล้าน หลายแสนพระพุทธองค์จนกว่าบารมีจะเต็มและสำเร็จ...

อ้างอิง : อรรถชาดก ชาตกัฏฐกถา และการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ในนิบาตชาดก

30 มกราคม 2561

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เคยปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระพุทธเจ้า


ธรรมะก่อนนอน
หลวงพ่อฤาษี เคยเกิดเป็นนายพราน
ต่อมาได้เป็นกษัตริย์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธทีปังกร
มีเรื่องที่น่าสนใจมากจากพระดำรัสของสมเด็จพระพุทธทีปังกร เรื่อง เวรและกรรม การฆ่ากันด้วยการจองเวรไม่เป็นเหตุให้ลงนรก แต่ก็ต้องชดใช้เวรที่ทำด้วยการถูกฆ่า หมุนเวียนกันไปมาถึง ๕๐๐ ชาติ
วันนี้นอนๆ ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ (พักอยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ เดือนมีนาคม ๒๕๒๙) ถ้าอยู่คนเดียวไม่ได้ละ ภาวนาไม่ขาด พอจิตสบายก็ขึ้นไปหาสมเด็จองค์ปัจจุบัน ที่พระจุฬามณี ท่านคุยประเดี๋ยว ก็บอกไปนิพพานเถอะ พอไปถึงนิพพาน ท่านก็คุย
ท่านถามว่า “นึกออกไหม เธอเคยเกิดสมัยสมเด็จพระพุทธทีปังกรนะ”
ก็บอกว่า “นึกไม่ออก ไม่เคยคิด พระพุทธเจ้าข้า”
ท่านบอกว่า “ดินแดนนี้ สมัยนั้นเธอเคยเกิดเป็นนายพรานอยู่”
สมเด็จพระพุทธทีปังกรองค์นี้ ท่านบอกว่า ถอยหลังจากสมเด็จพระปุทุมมุตตระไป ๓ สมัย หลายอสงไขยกัป ไม่ใช่เล่นๆ นะ
ท่านบอกว่า สถานที่นี้มีภูเขาไฟเยอะ ท่านเปรียบเหมือนตะเกียง แต่ขอบเขตของแผ่นดินมันไม่ได้อยู่แค่นี้มันยาวไปอีกหน่อย อีตอนนั้นก็เป็นป่าบ้าง ไม่ใช่ป่าบ้าง ถามท่านเรื่องพาหนะ ท่านบอกว่า สมัยนั้นมีธนูยนต์ ธนูยนต์ คือเครื่องบินหรือจรวด
ตอนนั้นพรานก็ไม่ใช่แต่งตัวนุ่งผ้าเตียว แต่งตัวสวยมีบริวารเป็นแสนเป็นหัวหน้าคน มีคนเคารพนับถือมาก แต่ไม่ใช่เป็นพรานอย่างเดียวนะ ก็ทำการเกษตร มีการทำนาด้วย แต่ว่าการฆ่าสัตว์ ก็เลือกเฉพาะสัตว์แก่ คือ หมายความว่าสัตว์ยังหนุ่มสาวไม่ฆ่า ถ้าสัตว์แก่แล้วมันใช้งานไม่ได้ ไม่เป็นประโยชน์จึงฆ่า
ต่อมาเขาประกาศว่า เวลานี้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันท่านเป็นดาบส เป็นนักบวช ก็พบกับท่านอยู่เสมอ อยู่แดนเดียวกัน และท่านก็สอน แต่ว่าเรื่องการฆ่าสัตว์ท่านไม่สอน เพราะอะไรรู้ไหม ขัดคอกัน
ท่านก็บอกว่า “นายพรานใหญ่ วันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จแล้ว”
ถามว่า “พระพุทธเจ้าเป็นใคร..?”
ท่านก็คุยบอกว่า
“พระพุทธเจ้ามีความวิเศษมาก เหาะเหินเดินอากาศได้ นึกยังไง เป็นยังงั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ พูดจาไพเราะ”
ก็ตกลงไปกับท่าน เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอกราบท่าน ๓ ครั้ง พอเงยหน้าขึ้นมา ท่านถามว่า “สัตว์แก่ไม่มีประโยชน์รึ ?”
ตกใจเลย ก็กราบทูลว่า
“ที่ฆ่าสัตว์แก่เพราะสงสารมัน เห็นว่ากินไม่ทันเขา สัตว์แก่ใช้งานไม่ได้แล้ว อยู่ก็ลำบาก ถูกสัตว์หนุ่มสัตว์สาวรังแก แย่งที่ทำมาหากิน”
ท่านก็ถามว่า
“สัตว์แก่นี่พอใจในชีวิตไหม และสัตว์แก่ตัวไหนต้องการตายบ้าง หันไปถามคนข้างๆ ซิ ถามญาติผู้ใหญ่ของเธอว่าอยากตายหรือยัง”
ก็หันไปถามลุง เห็นหน้าชัดๆ ท่านแก่มาก เวลานั้นอายุตั้งแสนปีนะ เป็นเด็กเท่าไร ๒ หมื่น ๕ พันปี ถามผู้ใหญ่ท่านก็บอกว่า ท่านไม่อยากตาย เมื่อแก่แล้ว ท่านก็มีชีวิตอยู่กับลูกหลาน
พระพุทธเจ้าหันมาบอก
“ไม่มีใครเขาอยากตายหรอก การที่เธอทำแบบนี้ ถึงว่าเธอทำตามความจำเป็นก็แล้วแต่ แต่ว่าเขายังไม่พอใจในการตาย”
พูดตามภาษา เราก็ทำไม่ถูก แต่ท่านไม่หักโหม พระพุทธเจ้าไม่หักโหม ยังพูดแนะนำต่างๆ ว่าการประกอบอาชีพ ไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ ผักหญ้าเราหากินเองได้
แล้วท่านก็ถามว่า
“เธอนึกออกไหม เธอเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนนะ”
มาแล้ว หมัดหนักเข้ามาแล้ว ทีนี้ต่อยหนัก ท่านบอกว่า
“ยังอยู่แค่อสงไขยเศษ บารมีเธอก็จะเต็มพุทธภูมิ เขาไม่ฆ่าสัตว์กันนะ”
ก็กราบทูลท่านว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ”
แล้วท่านก็ตรัสว่า
“ถ้าไม่ทราบก็จงทราบเสีย เวลานี้พระพุทธเจ้าบอกเธอนะ เธอเคยเป็นลูกตถาคตมาก่อน เธอเป็นลูกตั้งแต่สมัยเป็นช้าง แล้วตอนเป็นคนก็หลายสมัย ลูกพระพุทธเจ้าเขาไม่ฆ่าสัตว์กันนะ”
โดนอย่างหนักเชียวนะ ท่านว่าตามตำรับนะ ลูกพระพุทธเจ้าไม่ฆ่าสัตว์ แล้วท่านก็ตรัสต่อว่า
“พระโพธิสัตว์ย่อมไม่ทำบาป ถ้าหากว่าจะทำบาปก็เพื่อความอยู่เป็นสุขของคนส่วนมาก คนส่วนน้อยรังแกอย่างนี้อาจจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ ทีนี้พระโพธิสัตว์ฆ่าสัตว์แก่ที่ไม่อยากตาย สัตว์แก่ตายไป ๑ ตัว สัตว์หนุ่มสัตว์สาวที่เป็นลูกหลานมันก็จะเสียใจมาก กำลังใจจะเสีย”
แล้วท่านก็ตรัสต่อว่า
“วาสนาบารมีเธอมีมาก ที่ฆ่ามาแล้วเป็นสัตว์ที่เนื่องถึงกัน สัตว์ที่เธอเคยฆ่าเขา เขาเคยฆ่าเธอ แลกกันไปแลกกันมา เวลานี้ สัตว์ประเภทนั้นมันหมดแล้ว ถ้าทำต่อไปมันไม่ใช่เวร แต่เป็นกรรม เวรนั้นไม่ลงนรก เกิดมาเพื่อฆ่ากัน ชาตินี้เราฆ่าเขา ชาติหน้าเขาฆ่าเรา เปลี่ยนกันแบบนั้น ต่อไปนี้มันเป็นกฏของกรรมไม่ใช่เวร มันต้องลงนรก”
ท่านอธิบายเรื่องนรกเสียละเอียดละออเลย ขณะท่านพูดไป ท่านพูดช้าๆ เสียงเพราะมาก ท่านยิ้มตลอด สมเด็จพระสมณโคดม ท่านบอกว่า ท่านยิ้มกับเธอเท่านั้นนะ กับฉันไม่ค่อยยิ้มหรอก (สมัยเป็นดาบส) ท่านบอกว่า
“ที่ท่านยิ้มมากๆ ก็เพื่อจะเอาชนะพรานแก่ เพราะนิสัยของเธอชอบคนยิ้ม”
ท่านรู้นิสัย พอท่านพูดจบก็กราบ สั่งลูกน้องเอาธนู หอก ดาบ แร้ว เอามาถวายพระพุทธเจ้าหมด แล้วท่านก็รับประเคน ท่านรับประเคนแล้วถามว่า
“เครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือฆ่าสัตว์ใช่ไหม” ก็บอกว่าใช่
“เธอถวายตถาคตหรือ” ก็บอกว่าใช่
ท่านบอก “ตถาคตเป็นพระพุทธเจ้านะ แต่ตถาคตจะรับ” แล้วท่านก็สั่งเผาเดี่ยวนั้น
ท่านตรัสต่อไปว่า
“วาสนาบารมีของเธอก็ดี เวลานี้ในเขตนี้ไม่มีกษัตริย์ แต่ว่าเธอก็สามารถคุมคนได้เป็นแสน ควรจะประกาศตนเป็นกษัตริย์เสีย”
ทุกคนที่นั่งป๋ออยู่นี่ พูดเก่งยกมือถามพระพุทธเจ้าว่า
“กษัตริย์ต้องเป็นยังไง พระพุทธเจ้าข้า”
เวลาพูดท่านยิ้มตลอดเวลา ท่านก็อธิบายถึงเรื่องการเป็นกษัตริย์ว่า ต้องปกครองคนโดยธรรม แนะนำลีลาของการเป็นกษัตริย์ และแนะนำว่ากษัตริย์ต้องทรงศีล ๕ มีทศพิธราชธรรม มีทาน มีศีล เป็นองค์ประกอบ ไม่มีการโกรธละทีนี้
ที่ท่านพูดแบบนั้นนะ ที่แรกก็ไม่เข้าใจ องค์ปัจจุบันท่านอธิบายเมื่อตอนบ่าย ค่อยเข้าใจ ท่านบอกว่าให้ช่วยประกาศพระศาสนา ลูกน้องของเราทั้งหมดก็อยู่ในเขต ต้องช่วยกัน
ถามว่าเครื่องแต่งกษัตริย์มีอะไรบ้าง ท่านบอกไม่มีความสำคัญ เวลานี้ไม่จำเป็น ไม่มีก็ไม่เป็นไร และท่านก็บอกว่าลีลาของการเป็นกษัตริย์ ต้องมีอะไรบ้าง กษัตริย์ถือว่าเป็นหัวหน้าคน และการเป็นหัวหน้าคนต้องป้องกันมิให้คนเบียดเบียนกัน ให้ตั้งอุดมการณ์ให้ดี
ต่อมาก็ยอมรับเป็นกษัตริย์ ท่านตั้งชื่อให้ยาวเลย ปัญจสีลาบรมราชา ก็ว่าเรื่อย ทศพิธราชธรรม และลงท้ายว่า ธรรมราชา แปลว่า พระราชา ผู้ทรงธรรมอย่างยิ่ง เสร็จเลย ท่านมุ่งห้ามฆ่าสัตว์กัน ต่อจากนั้นก็ให้พระอรหันต์ ๕ องค์ แต่มีหัวหน้า ๑ องค์อยู่แนะนำกษัตริย์ในการปกครอง มีอะไรก็ถามพระอรหันต์องค์นั้น เป็นอัครสาวก
เมื่อเป็นกษัตริย์ขึ้นมาแล้ว ก็ต้องสร้างบ้านสร้างเมือง ก็ถามท่านว่าการสร้างบ้านสร้างเมืองทำอย่างไร ที่ไหนจึงจะดี
ท่านก็บอกหิมวันตประเทศ น่ะดีที่สุด ให้ตั้งพระราชฐานที่นั่น หิมวันตประเทศอย่านึกว่าเป็นป่าซะหมด มันเป็นป่าเขียวชะอุ่มมีต้นไม้มากเป็นป่าที่มีหมอก มีที่ทำมาหากิน หิมวันตประเทศตอนนั้น อยู่ห่างจากที่นี่ให้ล่องใต้ไป ๓๐ กม.
ทีนี้มาว่ากันถึงคน ผิวพรรณของคนเป็นคนขาวเหลืองหมด และทรวดทรงดี จากนั้นก็ครองราชสมบัติอยู่ ๕ หมื่นปี สมเด็จองค์ปัจจุบันท่านบอกจริงๆ ตั้ง ๕ หมื่น ๕ พันปี
การปกครองก็มีความเป็นสุข เพราะกษัตริย์ไม่ใช่นายคน มี อปจายนกรรม คือการอ่อนน้อม เมื่อเจอคนที่มีอายุแก่กว่า ต้องยกมือไหว้ ท่านบอกว่าการแก่กว่าต้องยกมือไหว้ ท่านบอกว่าการเป็นกษัตริย์ต้องทำแบบนั้น จึงจะชนะคนทุกชั้น ทุกประเภท เราชนะด้วยความดี
พูดถึงอาชีพเวลานั้น ก็ต้องเลิกการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่ท่านก็สั่งไว้ว่า ถ้าต้องการกินเนื้อสัตว์ ก็ให้ไปซื้อจากเขา เราจะไม่บาป เพราะเราไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า ไม่ได้ผลัดกันสั่ง
และท่านก็บอกว่า การเป็นกษัตริย์สมัยนั้น ดินแดนกว้างขวางมาก มีคนเคารพนบนอบมาก การรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันไม่มี รวมความว่ากษัตริย์ในสมัยนั้นไม่รู้จักคำว่า “รบ” รู้จักอย่างเดียวว่า ที่ไหนมีความทุกข์ ทำอย่างไรจะมีความสุข ต่างคนต่างช่วยกัน
ถามท่านว่าคนจนมีไหม ท่านตอบว่าคนจนไม่มี นอกจากจะมีความเป็นอยู่เป็นสุข ไอ้สิ่งที่เราต้องการ แก้วและทองมีก็มาก ท่านบอกว่า แก้วก็คือเพชรและพลอย เราก็นำไปแลกเป็นสิ่งของ กับชาติอื่น จากเมืองอื่น เมืองอื่นเขามีความสมบูรณ์ แต่ว่าขาดบางอย่าง เขาขาดของที่เรามี ก็เอาไปแลกกับเขา ของที่เราขาดเขามี ก็เอามาแลกกันไปแลกกันมา
ฉะนั้น คนจนไม่มี มีแต่คนสวย คนสวยนี่ไม่สวยแต่รูปร่าง เห็นหน้ากันมีแต่คนยิ้ม เห็นหน้าก็ยิ้มกันแต่ไกล ยังไม่ทันเห็นยิ้มแล้ว ยังไม่ทันเห็นหน้ายิ้มไว้ก่อน หน้าบึ้งไม่มี
(แล้วหลวงพ่อก็สรุปว่า)
จำได้ไหมว่าถอยหลังจากนี้ไป ๑ อสงไขยกับแสนกัปเศษๆ พวกเราเคยเกิด ณ ที่นี้ (เมืองโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์) สมัยสมเด็จพระพุทธทีปังกร ท่านบอกว่าต้องการให้ทราบเรื่องนี้ ต้องการให้ทุกคนทราบว่า
เกิดมาแล้วกี่เที่ยว เกิดมาแล้วเท่าไร จงอย่าลืมว่าเกิดมาแล้วมีตาย ทรัพย์สมบัติที่เราสร้างไว้นี่ เมื่อตายแล้วเราก็หมดสิทธิ์ เกิดมาใหม่ทรัพย์สมบัติมันก็ยังอยู่ แต่เราไม่มีสิทธิ์จะเข้าไป มีหลายแห่งโผล่ไม่ได้ โผล่ถูกผลักใช่ไหม
ลงท้าย ท่านก็สรุป อริยสัจจ์ แบบง่ายๆ
การเกิดจะมีฐานะเป็นยังไงก็ตาม ก็ต้องมีทุกข์ หิวข้าวก็ทุกข์ การประกอบอาชีพก็ทุกข์ ถึงแม้จะมีเครื่องบินขี่ก็ทุกข์ จะมีรถนั่งก็เป็นทุกข์ มันอยู่ที่ไหน ทุกข์อยู่ในร่างกายของเราเอง คือ ความหิว ความต้องการของจิตใจ ถ้าไม่ได้สมความปรารถนาก็เป็นทุกข์
และเวลาที่ทุกคนจะตาย เมื่อตายแล้วทุกคนก็กลับไปสวรรค์และพรหมกันหมด ไม่ไปนรก ท่านบอกว่าที่ไม่ไปนรกเพราะการฆ่าสัตว์ มีเหตุ ๒ ประการ
๑.สัตว์ประเภทนั้นเป็นศัตรูกันมาก่อน และก็จองล้างจองผลาญกันมาก่อน เธอฆ่าฉันได้ ชาติต่อไปถ้ามี ฉันจะฆ่าเธอบ้าง อย่างนี้ต้องแลกกัน ๕๐๐ ชาติ จึงจะหมดเวรนะ
และคราวนั้นไม่ถึง ๕๐๐ ชาติ แค่เพียง ๓๐ ชาติเศษๆ เพราะเดิมที่พบพระอรหันต์ก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ก็ระงับได้ ถ้าไม่พบพระอรหันต์หรือไม่พบพระพุทธเจ้าระงับ ก็ไม่มีทางระงับได้
อย่างเวร ต้องระงับด้วยการไม่จองเวร แต่ท่านบอกสัตว์ที่จะพึงฆ่าประเภทนั้น มันหมดไปแล้ว และก็หมดตัวจริงๆ ต่อไปถ้าเราไม่ทำเวรไม่ทำกรรม กรรมที่เป็นอกุศลต่างคนต่างระงับ
๒.ช่วงหลังทำบุญอย่างเดียว อันนี้เป็นฌาน ในเมื่อเป็นฌาน เวลาตาย ก็นึกถึงบุญอย่างเดียว ก็ไปสวรรค์บ้าง ไปพรหมบ้าง
สวัสดี แล้วหลวงพ่อกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “แล้วชาตินี้พวกเราจะไปไหนกันละ….?”
จากหนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม ๒๒

06 พฤศจิกายน 2560

คาถากันเจ็บ ของพระพุทธเจ้า

คาถากันเจ็บของพระพุทธเจ้าใช้ควบคู่กับรักษาทางกายของแพทย์ “สมเด็จพระญาณสังวร” ทรงแนะนำว่าช่วยให้การรักษาหายไวนัก

สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏ (มียอดเหมือนหัวแร้ง) ใกล้กรุงราชคฤห์ นครหลวงแห่งมคธรัฐ วันหนึ่งเสด็จไปบิณฑบาต ขณะเสด็จพระพุทธดำเนินอยู่ตอนล่าง พระเทวทัตขึ้นไปผลักหินก้อนใหญ่ให้กลิ้งลงมา เพื่อจะให้ทับพระองค์ให้แหลกลาญ 
หินก้อนใหญ่นั้นกลิ้งลงมากระทบแง่หิน ๒ ก้อน ติดอยู่ไม่ถึงพระองค์ แต่สะเก็ดหินที่แตกเพราะแรงกระทบ กระเด็นไปต้องพระบาทเพียงให้เกิดอาการห้อพระโลหิต เกิดเวทนากล้า พวกภิกษุได้นำเสด็จไปยังสวนมะม่วงของชีวกโกมารภัจ แพทย์หลวงผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้น

นายแพทย์ชีวกได้ถวายยาพอกอย่างแรงตรงที่ห้อพระโลหิต ได้กราบทูลลากลับเข้าไปเยี่ยมไข้ในเมือง เสร็จธุระแล้วได้รีบมาที่ประตูเพื่อออกจากเมือง แต่ไม่ทันเวลาเพราะประตูเมืองปิดเสียก่อน 
จึงคิดเสียใจว่า ได้พอกยาอย่างแรงที่พระบาทของพระพุทธเจ้า ทิ้งไว้เหมือนพระองค์เป็นบุคคลสามัญ เวลานี้ก็เป็นเวลาที่จะแกะยาพอกออกได้แล้ว เมื่อไม่แกะออกก็จักเกิดความเร่าร้อนในพระวรกายตลอดคืน
ในขณะนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งให้พระอานนท์แกะยาพอกออก ตรงกับเวลาที่หมอชีวกคิดอยู่นั้น แผลช้ำเลือดที่พระบาท ได้หายเรียบร้อยดังปลิดทิ้ง 
รุ่งเช้า พอประตูเมืองเปิดก่อนอรุณ นายแพทย์ชีวกรีบออกมาเฝ้า กราบทูลถามว่า ได้ทรงมีอาการเร่าร้อนในพระวรกายอย่างไร 
พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า "ความเร่าร้อนทั้งหมดของตถาคตสงบสิ้นแล้วที่ต้นโพธิในวันตรัสรู้" และได้ตรัสแปลคาถาแปลความว่า "ความเร่าร้อนไม่มีแก่ผู้ที่เดินทางสิ้นสุด หายโศก หลุดพ้นทุกสถาน เครื่องร้อยรัดหมดทุกอย่าง"

ตามพระพุทธประวัติ เมื่อพระพุทธเจ้าประชวร บางคราวทรงรักษาเองด้วยอำนาจขันติหรือจิตตานุภาพ บางคราวทรงให้หมอรักษาเหมือนบุคคลทั่วๆ ไป เพราะพระกายก็ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนอย่างร่างกายของทุกๆ คน เมื่อเจ็บก็ต้องมีเวทนาเหมือนกัน 
แต่คนเจ็บทั่วไปมีใจไปผูกพันอยู่กับเจ็บ กลัวเจ็บ กลัวตาย ใจจึงพลอยเจ็บ เร่าร้อนทุรนทุราย ส่วนพระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกพันพระจิตอยู่กับความเจ็บ ไม่ทรงกลัวเจ็บกลัวตาย ปล่อยวางความเจ็บไว้ที่กาย เป็นเรื่องของกาย เป็นเรื่องของหมอจะรักษาไปอย่างไร  จึงทรงเป็นผู้หลุดพ้นไม่มีความเร่าร้อน เพระทรงดับเสียได้เด็ดขาดแล้วตั้งแต่เวลาที่ตรัสรู้ ณ โพธิพฤกษ์ นี้แล คือ ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์
เมื่อเจ็บป่วยน่าจะใช้คาถากันเจ็บของพระพุทธเจ้า บทที่แปลไว้ข้างบนนี้ดูบ้าง แต่ต้องใช้ปฏิบัติให้ได้ดั่งคาถาเป็นเครื่องรักษาทางใจ ช่วยกับหมอที่รักษาทางกาย
พระนิพนธ์ในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร
คัดลอกจากหนังสือเรื่อง วิธีการของพระพุทธเจ้า (หัวข้อ แม้เจ็บกายแต่ใจเย็น)

พิมพ์น้อมถวายเป็นวิทยาทานโดยมหามงกุฏราชวิทยาลัย ปีพุทธศักราช ๒๕๓๒ หน้า ๕๗-๕๘
ที่มา FB:เพจวัดป่า@watpha
 

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...