แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #หลวงพ่อพระราชพรหมยาน แสดงบทความทั้งหมด

12 กรกฎาคม 2563

#ทำไมหลวงพ่อไม่เลือกเกิดในตระกูลกษัตริย์#


(ที่คัดลอกนำเรื่องนี้มาลง ก็เพื่อให้รู้ว่าลูกหลานของหลวงพ่อที่ลงมาเกิดในชาตินี้ ต่างลงมาก่อนหมดบุญจากเทวดาหรือพรหมด้วยกันทั้งนั้น (ฟังจากหลวงพ่อมานะ) เพื่อติดตามหลวงพ่อมาบำเพ็ญบารมีต่อ และช่วยงานพระพุทธศาสนา ฉะนั้น เมื่อเกิดมาแล้ว บางคนอาจจะเป็นทุกข์มีความเดือดร้อนเรื่องความเป็นอยู่ หรือเรื่องการเงินการทอง หรือมีปัญหาเรื่องคู่ครอง ก็ขอให้มีสติระลึกให้ได้ว่า เราเลือกเกิดมาเอง เราเลือกตระกูลเกิดเอง ดังตัวอย่างของหลวงพ่อท่านก็เลือกตระกูลมาเกิดเหมือนกัน โปรดติดตามอ่านกันนะ)

“ตอนนี้ฉันก็จะเล่าอะไรให้ฟังต่อไปอีกสักนิด
เมื่อก่อนที่ฉันจะมาเกิดเป็นคนในชาตินี้ ด้วยอำนาจปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฉันทราบในตอนหลังว่า ก่อนที่จะเกิดในชาตินี้ ฉันเกิดเป็นพรหม หลังจากสมัยพระนารายณ์มหาราช ที่ฉันมาเป็นทหารเอก สมัยนั้นเขาเรียกว่า ทหารเอกหรือว่าทหารคู่พระทัย เมื่อฉันรบจนช่ำแล้ว ฉันก็ตาย

ก่อนจะตายก็เป็นเวลาที่พักรบ วันนั้นฉันได้เจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานกับอาจารย์องค์หนึ่ง ที่สอนฉันไว้จนกระทั่ง ฉันได้ฌานสมาบัติถึงฌาน 4 แล้วก็มีวิปัสสนาญาณพอสมควร แต่ว่าเวลาจะตายฉันตายในระหว่างฌาน แต่ว่าเป็นฌานชั้นต้น คือปฐมฌาน ฉะนั้นการตายในระหว่างฌานนั้นจึงไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่ 3 เรียกว่า สัมพเกษีพรหม ตอนนั้นน่ะฉันมีชื่อว่า สัมพเกษีพรหม

เมื่อได้ไปเกิดเป็นพรหมแล้วก็ได้พิจารณาตัวเอง ว่าเรานี้ได้ปรารถนาพุทธภูมิกล่าวคือ ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาล ถ้าเราจะอยู่ในสมัยที่เป็นพรมนี่ก็นานเกินไป ด้วยเวลาหลาย ๆ กัป ด้วยอำนาจบารมี เห็นว่าการปฏิบัติตนเพื่อเป็นสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า คอยเวลากว่าบารมีจะเต็มนี้ก็นานนัก จึงได้หาทางลัดคือ จุติจากความเป็นพรหม ในระยะที่ยังไม่หมดอายุนั้นลงมาเกิด ในตระกูลที่สมควร

ตระกูลที่ฉันมาเกิดนี้ไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็หามิได้ เป็นตระกูลที่ มีอยู่พอกินพอใช้ ในปีหนึ่ง ๆ เท่านั้น

ทีนี้ลูกก็คงจะสงสัยสว่า เทวดาก็ดีพรหมก็ดีที่จะลงมาเกิดสามารถเลือกตระกูลที่เกิดได้ตามความประสงค์ เพราะไม่เหมือนคนตาย (คนอื่น) ก่อนที่เขาจะลงมาเกิดเขาก็ตรวจดูตระกูลก่อน ว่าตระกูลไหนเหมาะสมกับเราหรือไม่ คนตระกูลไหนเหมาะสมก็ลงมาเกิดตามอำนาจบุญบารมี

เมื่อฉันเป็นพรหมอย่างนี้ ทำไมฉันถึงไม่มาเกิดในสำนักของพระมหากษัตริย์ที่มีความอยู่เป็นสุข

อันนี้ถ้าจะคิดกันไปแล้วก็คิดว่า ถ้าการตัดสินใจของฉันที่ฉันมาเกิดตระกูลที่ยากจน อย่างนี้เรียกว่ายากจน ทำพอกินไปวันหนึ่งวันหนึ่ง หมายความว่ามันจะเหลือบ้างก็เล็กน้อย อยู่ในฐานะที่ไม่มีอาชีพหลัก ก็เป็นการไม่สมควรในฐานะที่เป็นพรหม ก็ควรจะเลือกตระกูลกษัตริย์ หรืออัครมหาเสนาบดี หรือว่าเสนาบดี หรือขุนนางผู้ใหญ่ ที่มีฐานะสูงใหญ่ จึงจะสมควร นี่คิดกันอย่างชาวโลกโลก แต่ว่าถ้าคิดถึงจิตใจของฉันในตอนนั้น นี่ฉันทวนหลังไปแล้วนะ ฉันว่าจะไม่พูดเรื่องปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แต่ว่าเรื่องราวมันบังคับ ก็ว่ากันไปใคร เขาจะว่ายังไงก็ช่างเขา แต่จิตใจของฉันในตอนนั้นตอนที่เป็นพรหม

นี่ฉันถอยหลังไปดูด้วยอำนาจอตีตังสญาณ คือคนที่รู้เรื่องราวในอดีต นี่คนที่ได้ญาณต่าง ๆ ดีมีประโยชน์อย่างนี้ ถ้าต้องการรู้เรื่องราวในอดีตอะไร ๆ ก็รู้ได้ตามความประสงค์ แต่เมื่อรู้แล้วละก็ เมื่อได้แล้วมันก็ขี้เกียจรู้ ไม่ขยันรู้เหมือนคนที่ยังไม่ได้ คนที่ยังไม่ได้ เมื่อฉันยังไม่ได้ฉันก็คิดว่าเมื่อฉันทำได้ฉันจะรู้อย่างนั้นฉันจะรู้อย่างนี้ อีตอนต้น ๆ จิตมันยังพอกพูนกิเลสมาก ๆ มันก็อยากเหมือนกันอยากจะดีอยากจะเด่น แต่ว่าอีตอนนี้จิตมันเศร้าลงมาเสียแล้ว ไอ้ความอยากดีอยากเด่นมันก็หมดไป เลยเป็นคนไม่อยากรู้ มันก็แปลกเหมือนกัน

จิตตอนนั้นคิดว่า ถ้าเราไปเกิดในตระกูลของพระมหากษัตริย์ นี่ การเป็นพรหมนี่จิตเป็นทิพย์รู้ถอยหลังลงไปว่า เราเคยเกิดเป็นกษัตริย์บ้างหรือเปล่า ภาระของกษัตริย์เป็นยังไง

ถอยหลังไปก็รู้เลยทีเดียวว่า การเกิดเป็นกษัตริย์นี่เราเกิดมาหลาย ร้อยวาระ เป็นกษัตริย์หลายร้อยครั้ง อาจจะนับเป็นพันครั้งก็ได้ และการเป็นกษัตริย์ไม่มีความสุข ต้องรับภาระคนทั้งประเทศ ต้องเอาทุกข์ของราษฎรทั้งประเทศเข้ามาแบกไว้

กษัตริย์มีหน้าที่เป็นทุกข์แทนราษฎร คนโง่เท่านั้นที่จะปรารถนาความเป็นกษัตริย์ ที่เรียกว่าโง่ก็หมายความว่า มีความทะเยอทะยานในการเป็นกษัตริย์ ในฐานะที่ตนเองไม่มีโอกาสจะเป็นกษัตริย์ด้วยบุญบารมี โดยคิดว่ากษัตริย์เป็นสุข แต่ความจริงกษัตริย์ทุกพระองค์มีทุกข์ ทุกข์มาก

ดูแต่พระราชาองค์ปัจจุบัน (รัชกาลที่ 9) ถ้าเราจะดูตามหมายกำหนดการแต่ละวัน ดูทางวิทยุหรือดูทางโทรทัศน์ ก็จะเห็นว่าพระองค์ไม่มีเวลาเป็นของตนเองเลย น้อยนักปีหนึ่งจะมีเวลาเป็นส่วนพระองค์ มีความทุกข์มีความสุขเฉพาะพระองค์มีเวลาน้อยเต็มที เรื่องใหญ่มีหน้าที่ต้องรับสุขรับทุกข์ ไปในงานโน้นไปในงานนี้ตามหมายกำหนดการ เมื่อเขากำหนดให้แล้วก็ต้องไป ไปในฐานะที่เป็นกษัตริย์

ฉันเคยอ่านเรื่องราวของพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จไปต่างประเทศ พระองค์ทรงกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนั้นว่า บางวันปวดฟันเกือบจะตาย ประสาทชาไปทั้งศีรษะ แต่ว่าหมายกำหนดการเขาเขียนไว้แล้วว่าให้ไปก็ต้องไป นี่ความทุกข์ของกษัตริย์

บางวันพระองค์ก็ทรงพระประชวร มีความปวดท้อง มีความหิว มีความกระหาย มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหมือนกัน พระองค์ทรงกล่าวว่า ฉันเป็นปุถุชนนี่ ฉันไม่สามารถที่จะระงับทุกขเวทนาได้ แต่ว่าความจำเป็นมันบังคับฉันก็ต้องไป ไปอย่างทนทุกขเวทนา

จะเห็นได้ว่ากษัตริย์ไม่มีเวลาเป็นของตน เรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาเสนอเข้าไปจะเป็นผิดหรือจะเป็นถูกก็ตาม ในเมื่อเขาบอกว่าพยานหลักฐานครบถ้วนบริบูรณ์ พระองค์ก็ต้องทรงตัดสินไปตามนั้น นี่เรื่องราวของพระมหากษัตริย์ ฉะนั้นกษัตริย์ อาจจะตัดสินคนที่ไม่มีความผิดให้กลายเป็นบุคคลว่ามีความผิด
คนที่ไม่จำเป็นคิดว่าต้องฆ่าให้ตายต้องเป็นคนที่ถูกฆ่าให้ตายเพราะเหตุที่พยานตุลาการพิจารณาเสนอไปให้พระองค์ทรงเซ็น อย่างนี้อาจก็เป็นได้
(แล้วหลวงพ่อก็ยกตัวอย่างสมัยพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ใบ้)

นี่แหละบรรดาผู้ฟังทั้งหลายโปรดทราบ ให้รู้ว่าความเป็นกษัตริย์ไม่ดีอย่างนี้ ฉะนั้นฉันจึงไม่เลือกในสมัยที่เป็นพรหม ก่อนที่ฉันจะมาเกิด ฉันไม่ยอมเลือกเป็นกษัตริย์ เพราะว่าเกรงอาการอย่างนี้

กษัตริย์ที่ฉันเคยเป็นมาแล้ว แต่คนที่เขาไม่เชื่อ ถ้าเขาจะทวนด้วยอาการอย่างไรฉันไม่รู้ อยากจะรู้จริง ๆ ก็ทำปุพเพนิวาสานุสสติญาณให้ปรากฏอย่างฉัน เขาจะไม่เถียงฉัน เขาจะไม่สงสัยฉัน และต่อมา ก็ขอคิดว่าทำไมฉันไม่เกิดในตระกูลเศรษฐี หรือมหาเสนาบดี มันก็มีอาการอย่างเดียวกัน ให้คนที่มีภาระมาก ตำแหน่งมากใหญ่โตมาก มันก็มีภาระอย่างนั้นเอาดีไม่ได้ อันนี้ฉันจะไม่อธิบาย

แล้วที่ฉันเกิดเอาตระกูลพ่อฉันแม่ฉันจะเลือกเขาทำไม เพราะเป็นตระกูลที่เรียกว่าพอกินพอใช้ หรือเรียกว่าพอกินบ้างไม่พอกินบ้างก็ได้

ตระกูลนี้เหมาะสมกับฉันอยู่อย่าง ในสมัยที่ฉันเป็นพุทธภูมิ ก็คือท่านพ่อเป็นคนที่มีสัจจะ ท่านเคยดื่มสุรา แต่เมื่อพอพบพระคือหลวงพ่อปานครั้งแรก ท่านก็ถวายสุราให้แก่หลวงพ่อปานตั้งแต่อายุ 20 เศษ ๆ ไม่ยอมดื่มตลอดชีวิต แม้แต่กระสายยาท่านก็ไม่ดื่ม สำหรับท่านแม่ก็เป็นนักบุญ ตระกูลนี้ เป็นตระกูลนักบุญ มีลุงหลายคนที่ได้ฌานสมาบัติ แล้วท่านแม่เองก็เป็นนักภาวนา ท่านพ่อเองก็เป็นนักภาวนา นักสวดมนต์ มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อชาวบ้าน เป็นที่เคารพนับถือของปวงชน คนที่แก่กว่าท่านก็ยอมเรียกท่านว่าพี่ ยอมเรียกท่านว่าพ่อว่าแม่ ตามที่บารมีท่านจะช่วยได้

แต่ก่อนที่ฉันจะมาเกิดก็พิจารณาว่าตระกูลนี้แหละ มีโรงงานแคบ ๆ มีงานไม่หนักนัก เพียงแค่ทำกินเลี้ยงตัว แล้วก็มีจิตใจตั้งอยู่ในสัจธรรม ฉันจึงได้ลงมาเกิด

ทีนี้ร่างกายของพรหมท่านผู้ฟังโปรดทราบ พร้อมนี่ถ้าจะเห็นร่างกายแล้วจะเห็นร่างกายเป็นสีทองคำ แปลว่าทองคำนี่เหลืองอร่ามมีแสงประกายออกจากกาย เพชรกับทองคำธรรมดาหมายความว่าทองคำธรรมดามีความสดใสเฉย ๆ แต่ว่าทองคำของพรหมเป็นร่างกายนี่ปรากฏมีแสงออกจากกาย และที่ท่านแม่เห็นว่ามีเพชรประดับเต็มตัว ก็หมายความว่าเครื่องทรงนั่นเองเป็นเพชร เรียกว่าแก้วมณีโชติ แพรวพราวทั้งตัว ฉันจุติลงมาในร่างของพรหม เพื่อให้มารดาเห็น นี่เป็นคำยืนยันที่มารดาของฉันบอก แต่ว่าท่านเห็นพระพุทธรูป ความจริงบอกว่าพรหมท่านไม่รู้จัก เลยเห็นพระพุทธรูปนั่นเอง ถ้าเป็นทองอร่ามอย่างนั้นใครจะคิดว่าเป็นคนธรรมดา หรือเป็นเทวดาก็ต้องคิดว่าเป็นพระ เพราะพรหมก็มีความประพฤติเป็นพระอยู่แล้ว

แต่การเกิดในชาตินี้ฉันต้องการเกิดมาบำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือการบวชตลอดชีวิต ฉะนั้นคู่ครองต่าง ๆ ที่เป็นคู่โดยตรงของฉันที่พบกันแล้วจะต้องมีอำนาจให้ฉันไปแต่งงานร่วม จึงไม่มีใครลงมาเกิด มีมากมาย แล้วจะทราบในการต่อไปข้างหน้า.....”


ขอบคุณที่มา

คัดลอกจากเทปเรื่องอดีตรำลึก ม้วนที่ 1
Facebook : นิตยสารธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง

ในภาพอาจจะมี 3 คน, ผู้คนกำลังยืน และสถานที่กลางแจ้ง

11 กรกฎาคม 2563

ตายจากช้างและลิงไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

🍁ตายจากช้างและลิงไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก🍁

#โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
#วัดท่าซุง #จังหวัดอุทัยธานี

"..ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๒ รูป ต่างองค์มีบริวารกันองค์ละ ๕๐๐ รูป อยู่ที่โฆสิตารามใกล้เมืองโกสัมพี ได้เกิดทะเลาะวิวาทกันแบ่งเป็น ๒ พวก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมาห้ามปรามให้ภิกษุทั้ง ๒ ฝ่ายสามัคคีกัน ทรงห้ามถึงวาระที่ ๓ พวกเขาก็ไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน พระองค์ก็ทรงระอา มีความรังเกียจ ทรงหลีกออกจากหมู่พวกนี้ไปอยู่แต่ผู้เดียว ได้เสด็จไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีโดยไม่ตรัสบอกภิกษุทั้งหลาย ทรงถือบาตรจีวรของพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไปจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่าชื่อ "รักขิตวันสัณฑะ" ซึ่งมี ช้าง มีนามว่า "ปาริไลยกะ" เป็นอุปัฏฐาก ช้างตัวนี้ละจากฝูงช้างมาจากป่า เข้ามาปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือทำทุกอย่าง น้ำใช้นํ้าฉันก็ดี ช้างก็ใช้งวงจับกระบอกตักเอานํ้ามาถวาย ปรากฏว่าในป่านั้นมีอากาศหนาวมาก นํ้าสรงของพระพุทธเจ้า เวลาช้างจะทำนํ้าร้อนก็เอางวงจับไม้สีกันให้เป็นไฟ เมื่อไฟติดแล้วก็กลิ้งหินเข้าไปในกองไฟ แล้วก็เอาไม้เข้ามาใส่ พอเห็นว่าหินร้อนดีแล้วก็เอางวงจับไม้มางัดหินนั้นไปแช่ไว้ในนํ้า ซึ่งเป็นอ่างน้ำไม่ใหญ่โตนัก หลังจากนั้นก็เอางวงจุ่มนํ้าดู เมื่อนํ้าร้อนแล้วก็เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงตรัสถามว่า "ปาริไลยกะ เจ้าต้มน้ำแล้วหรือ" ช้างก็แสดงให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปที่นั้น ในเวลานั้นพญาช้างก็ได้นำผลไม้ต่างๆ มาถวายแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาต พญาช้างก็ถือบาตรจีวรไว้บนตระพองตามเสด็จพระพุทธเจ้าไป เมื่อพระองค์เสด็จถึงแดนบ้านแล้วจึงรับสั่งว่า

"ปาริไลยกะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่อาจจะไปได้ เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา"
ช้างก็ส่งบาตรจีวรถวาย แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ส่วนพญาช้างก็ยืนคอยอยู่ตรงนั้นจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จออกมา

ในเวลาที่พระองค์เสด็จมา ช้างก็ทำการต้อนรับถือบาตรจีวรนำไปวางไว้ ณ ที่ประทับก่อน แล้วถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ เป็นอันว่าช้างแสดงอาจริยวัตร ปฏิบัติอยู่ตลอดในเวลากลางวัน สำหรับในเวลากลางคืนช้างก็นำท่อนไม้มาท่อนหนึ่งเป็นท่อนใหญ่ใช้งวงจับไว้ เที่ยวเดินไปรอบๆ ในราวป่าจนกว่าอรุณจะขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะพึงมีแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นอันว่าช้างตัวนี้ตั้งใจไว้ว่า เราจะรักษาพระพุทธเจ้าอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต แสดงถึงน้ำใจของช้างซึ่งมีความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้า จริยาอย่างนี้ถือว่าเหมือนกับ เราสมาทานพระกรรมฐานด้วยการใช้คำว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ช้างปาริไลยกะเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ ในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้า ๑๐ องค์ หลังจาก พระศรีอาริยเมตไตรย เป็นองค์ที่ ๕ จัดว่าเป็นชุดที่ ๑
ชุดที่ ๒ คือ
๑. พระราม
๒. พระเจ้าปเสนทิโกศล
๓. ช้างปาริไลยกะ เป็นต้น

ในกาลต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้วมีภิกษุมาจากในทิศทั้งหลายรวมกัน ๕๐๐ รูป ได้เข้าไปหาพระอานนท์ อ้อนวอนบอกว่า "จงช่วยอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าพาข้าพเจ้าทั้งหลายไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าเถิด"

พระอานนท์จึงได้พาพระภิกษุทั้งหลายไป ณ ที่นั้นแล้ว จึงสั่งให้พระ ๕๐๐ รูป พักอยู่ข้างนอกก่อน ท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ผู้เดียวก่อน เวลานั้นช้างปาริไลยกะเห็นพระอานนท์เถระเข้ามา จึงเอางวงถือท่อนไม้แล้วก็วิ่งไปจะทำร้ายพระอานนท์คิดว่าเป็นศัตรู

สมเด็จพระบรมครูทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงได้ตรัสว่า
"ปาริไลยกะ หลีกไปเสีย อย่าห้ามเธอเลย ภิกษุองค์นั้นเป็นผู้ปฏิบัติเราคืออุปัฏฐากของเรา"
พญาช้างปาริไลยกะก็ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเอง แสดงความเอื้อเฟื้อจะเข้าไปรับบาตร และจีวร พระเถระก็มิได้ให้ พญาช้างก็คิดว่า ถ้าภิกษุรูปนี้จะมีวัตรอันตนได้เรียนแล้ว ท่านคงจะไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นหินที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระอานนท์เมื่อเข้าไปก็ไม่ยอมวางบาตรบนที่นั้นเพราะท่านมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "อานนท์ เวลานี้เธอมาคนเดียวหรือ"
พระอานนท์ก็ได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้ามากับพระ ๕๐๐ รูปด้วยกันพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าเธอได้มาจากทิศต่างๆ ปรารถนาจะนมัสการสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงขอร้องให้ข้าพระพุทธเจ้าพามานมัสการ"
พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า "พระพวกนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน"
พระอานนท์จึงได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่า เวลานี้พระองค์ต้องการจะให้เธอทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามานมัสการหรือไม่ จึงให้พักอยู่ภายนอก"

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เธอจงเรียกพระทั้งหลายนี้เข้ามาเถิด ตถาคตอนุญาต"ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเข้ามาถวายบังคมองค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงทำปฏิสันถารกับเธอทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เสด็จประทับพระองค์เดียวตลอดไตรมาส ผู้ปฏิบัติถวายนํ้าสรงพระพักตร์ก็คงจะไม่มี พระองค์คงจะลำบากมาก พระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพญาช้างมีนามว่า ปาริไลยกะ ทำแล้ว อันบุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนี้อยู่ด้วยกัน เป็นการสมควร เมื่อไม่ได้สหายเห็นปานนี้ ความเป็นอยู่ผู้เดียวประเสริฐกว่า"

ความจริงขึ้นชื่อว่าพระโพธิสัตว์เมื่อถึงโอกาสพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตั้งใจไปโปรดช้างปาริไลยกะซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์มากกว่า เพราะว่าเมื่อท่านเห็นว่าพระเมืองโกสัมพีปฏิบัติไม่ดี พระองค์จะเสด็จไปกรุงราชคฤห์หรือกรุงสาวัตถีก็ไปได้ วิหารก็มีอยู่ พระก็มีมาก
เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสนี้มีประโยชน์มาก ท่านทั้งหลายควรจะยึดถือถ้อยคำของพระองค์ไว้ว่า
"ถ้าเราได้เพื่อนที่ดีเราควรอยู่กับเพื่อน ถ้าเพื่อนเลวเราก็ไม่ควรอยู่ เพราะจะพาเราเลวไปด้วย เราอยู่สำหรับตนคนเดียวดีกว่า"

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสคาถานี้จบ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปก็ได้สำเร็จอรหัตผล
หลังจากนั้นพระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "เวลานี้มีพระอริยสาวกอีกประมาณ ๕ โกฏซึ่งมีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและพระนางวิสาขาเป็นหัวหน้า หวังในการเสด็จไปโปรดขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า"
พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธดำรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอจงรับบาตรจีวร"
พระอานนท์รับบาตรจีวรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จออกไป พญาช้างได้ไปยืนขวางทางไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า" จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างหวังจะถวายอาหารแก่เธอทั้งหลาย และช้างเชือกนี้แหละที่ให้อุปการะแก่เราตลอดราตรีนาน ๓ เดือน การทำให้ช้างนี้ขัดเคือง ไม่เป็นการสมควร ฉะนั้นขอพวกเธอทั้งหลายจงพากันกลับเถิด เพื่อเป็นการสนองความดีที่ช้างตั้งใจไว้แล้ว"
พระพุทธเจ้าก็ทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับ ฝ่ายช้างเข้าสู่ป่าแล้วรวบรวมผลไม้ มีผลขนุนและกล้วย เป็นต้น นำมาไว้เป็นกองๆ แล้ว ในวันรุ่งขึ้นได้ถวายแก่พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปฉันไม่หมดเพราะช้างนำมามาก เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไป พญาช้างก็เดินตามไปคือ พระพุทธเจ้าเดินหน้า บรรดาพระเดินตามหลัง ช้างเดินคั่นกลางระหว่างพระพุทธเจ้ากับบรรดาพระ

ต่อมาช้างก็มายืนขวางหน้าพระพุทธเจ้าไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นจึงกราบทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้จะส่งพวกเธอไป แล้วก็ชวนให้เรากลับ"
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงตรัสกับช้างว่า "ปาริไลยกะ การไปคราวนี้ของเรา เราไปไม่กลับเพราะว่าถ้าเราจะอยู่ ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้ เจ้าจงหยุดเถิด"
พญาช้างได้ฟังคำสั่งดังนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าปาก ร้องไห้เดินไปข้างหลัง พญาช้างคิดว่าถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกลับมา เราจะปฏิบัติเช่นนี้แด่องค์พระพุทธเจ้าตลอดชีวิต ฝ่ายพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแดนบ้านแล้วตรัสว่า

"ปาริไลยกะ แต่นี้ไปมิใช่ที่ของเจ้า มันเป็นที่อยู่ของบรรดาหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อันตรายที่จะเบียดเบียนเจ้ามีอยู่รอบข้าง เจ้าจงหยุดอยู่เถิด"
ช้างเมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้วก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นไม่กล้าตามไป ครั้นเมื่อสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเสด็จไปกับหมู่พระสงฆ์มองจนกระทั่งลับตาไปแล้ว
ช้างก็มีหัวใจแตกตายและไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสูง ๓๐ โยชน์และมีนางเทพอัปสรหนึ่งพัน เพราะมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช้างตัวนั้นมีนามว่า "ปาลิไลยกเทพบุตร"

ในขณะที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่า เวลานั้นก็ยังมี วานรอีกตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้เห็นช้างนั้นทำการปฏิบัติในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คิดว่าช้างทำได้ เราก็จักทำอย่างนั้นได้ เมื่อช้างถวายผลไม้พระพุทธเจ้าได้ ช้างทำวัตรปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ ช้างไม่มีมือมีแต่งวง เรามีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า มือของเราจะใช้เป็นมือก็ได้ จะใช้เป็นเท้าก็ได้ เป็นอันว่าเราได้เปรียบช้างแต่ตัวเราเล็กกว่าช้าง แม้เราจะเล็กเราก็มีความสามารถ

ฉะนั้น เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ลิงมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงเที่ยวไป วันหนึ่งไปเห็น รวงผึ้งที่กิ่งไม้ หาตัวผึ้งไม่มีแล้ว จึงได้หักกิ่งไม้นั้นมาแล้วก็นำรวงผึ้งนั้นมาพร้อมทั้งกิ่งไม้เข้าไปถวายพระพุทธเจ้า ได้เด็ดใบตองรองถวาย พระพุทธเจ้าทรงรับ

ลิงมองดูเห็นพระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยอยู่ไม่เสวย จึงคิดว่าพระพุทธเจ้าเห็นว่าเราเป็นลิงเล็กมีค่าไม่เท่าช้าง ความจริงน้ำผึ้งก็หวานดี จึงย่องเข้าไปดูใกล้ๆ เอามือจับปลายกิ่งไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงถือ แล้วก็พิจารณาดู ก็เห็นผึ้งตัวอ่อนๆ มีอยู่ ๒-๓ ตัว จึงค่อยๆ นำเอาผึ้งตัวอ่อนนั้นออก แล้วจึงเข้าไปถวายใหม่ ตอนนี้พระพุทธเจ้าทรงรับแล้วก็เสวย

เมื่อพระองค์เสวยน้ำผึ้ง ลิงก็ดีใจ คิดว่าช้างตัวใหญ่ทำการปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ เราเป็นลิงตัวเล็ก เราก็ทำได้ เราไม่แพ้ช้าง ก็ดีใจกระโดดโลดเต้นไปตามเพลงของลิง เวลานั้น กิ่งไม้ที่ลิงโดดไปจับและกิ่งไม้ที่ลิงไปเหยียบมันหักขึ้นมาพร้อมกัน ลิงตัวนั้นก็เลยตกลงมา โดนที่ปลายตอๆ หนึ่ง ตัวลิงถูกปลายตอแทงเข้าไป

เพราะอาศัยที่จิตเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตายจากความเป็นลิง ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำสูง ๓๐ โยชน์ มีนางเทพอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

รวมความว่า ช้างปาริไลยกะ มีความรักในพระพุทธเจ้า ลิงมีความรักในพระพุทธเจ้า ตายแล้วก็เป็นเทวดา การที่มีบางคนพูดว่า สัตว์ทำบุญไม่ได้ สัตว์ไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศล นั้นไม่จริง อย่างในเรื่องนี้ช้างและลิงก็ปฏิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าได้ และที่ว่าเทวดาทำบุญไม่ได้ต้องทำบุญในขณะที่เป็นมนุษย์เท่านั้นก็ไม่จริง อย่างท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก่อนจะเป็นเทวดาก็อาศัยก่อนตายมีจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้าจบเดียวเป็น พระโสดาบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เราเลี้ยงก็เหมือนกัน เราก็เลี้ยงตามที่เราจะพึงทำได้ สัตว์ก็มีความรักในเรา จิตก็เป็นกุศล สัตว์ทุกตัวที่เราเลี้ยงเมื่อตายแล้วเป็นเทวดาหมด.."เรื่องที่ ๑๓๘ ตายจากช้างและลิงไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

#โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
#วัดท่าซุง #จังหวัดอุทัยธานี

"..ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ๒ รูป ต่างองค์มีบริวารกันองค์ละ ๕๐๐ รูป อยู่ที่โฆสิตารามใกล้เมืองโกสัมพี ได้เกิดทะเลาะวิวาทกันแบ่งเป็น ๒ พวก องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมาห้ามปรามให้ภิกษุทั้ง ๒ ฝ่ายสามัคคีกัน ทรงห้ามถึงวาระที่ ๓ พวกเขาก็ไม่ยอมเลิกทะเลาะกัน พระองค์ก็ทรงระอา มีความรังเกียจ ทรงหลีกออกจากหมู่พวกนี้ไปอยู่แต่ผู้เดียว ได้เสด็จไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพีโดยไม่ตรัสบอกภิกษุทั้งหลาย ทรงถือบาตรจีวรของพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียว ไปจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่าชื่อ "รักขิตวันสัณฑะ" ซึ่งมี ช้าง มีนามว่า "ปาริไลยกะ" เป็นอุปัฏฐาก ช้างตัวนี้ละจากฝูงช้างมาจากป่า เข้ามาปฏิบัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือทำทุกอย่าง น้ำใช้นํ้าฉันก็ดี ช้างก็ใช้งวงจับกระบอกตักเอานํ้ามาถวาย ปรากฏว่าในป่านั้นมีอากาศหนาวมาก นํ้าสรงของพระพุทธเจ้า เวลาช้างจะทำนํ้าร้อนก็เอางวงจับไม้สีกันให้เป็นไฟ เมื่อไฟติดแล้วก็กลิ้งหินเข้าไปในกองไฟ แล้วก็เอาไม้เข้ามาใส่ พอเห็นว่าหินร้อนดีแล้วก็เอางวงจับไม้มางัดหินนั้นไปแช่ไว้ในนํ้า ซึ่งเป็นอ่างน้ำไม่ใหญ่โตนัก หลังจากนั้นก็เอางวงจุ่มนํ้าดู เมื่อนํ้าร้อนแล้วก็เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระองค์จึงตรัสถามว่า "ปาริไลยกะ เจ้าต้มน้ำแล้วหรือ" ช้างก็แสดงให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าก็เสด็จไปที่นั้น ในเวลานั้นพญาช้างก็ได้นำผลไม้ต่างๆ มาถวายแด่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาต พญาช้างก็ถือบาตรจีวรไว้บนตระพองตามเสด็จพระพุทธเจ้าไป เมื่อพระองค์เสด็จถึงแดนบ้านแล้วจึงรับสั่งว่า

"ปาริไลยกะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปเจ้าไม่อาจจะไปได้ เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา"
ช้างก็ส่งบาตรจีวรถวาย แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าไปบิณฑบาต ส่วนพญาช้างก็ยืนคอยอยู่ตรงนั้นจนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จออกมา

ในเวลาที่พระองค์เสด็จมา ช้างก็ทำการต้อนรับถือบาตรจีวรนำไปวางไว้ ณ ที่ประทับก่อน แล้วถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ เป็นอันว่าช้างแสดงอาจริยวัตร ปฏิบัติอยู่ตลอดในเวลากลางวัน สำหรับในเวลากลางคืนช้างก็นำท่อนไม้มาท่อนหนึ่งเป็นท่อนใหญ่ใช้งวงจับไว้ เที่ยวเดินไปรอบๆ ในราวป่าจนกว่าอรุณจะขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะพึงมีแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นอันว่าช้างตัวนี้ตั้งใจไว้ว่า เราจะรักษาพระพุทธเจ้าอย่างนี้ตลอดไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต แสดงถึงน้ำใจของช้างซึ่งมีความจงรักภักดีในพระพุทธเจ้า จริยาอย่างนี้ถือว่าเหมือนกับ เราสมาทานพระกรรมฐานด้วยการใช้คำว่า ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

ช้างปาริไลยกะเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ ในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้า ๑๐ องค์ หลังจาก พระศรีอาริยเมตไตรย เป็นองค์ที่ ๕ จัดว่าเป็นชุดที่ ๑
ชุดที่ ๒ คือ
๑. พระราม
๒. พระเจ้าปเสนทิโกศล
๓. ช้างปาริไลยกะ เป็นต้น

ในกาลต่อมาเมื่อออกพรรษาแล้วมีภิกษุมาจากในทิศทั้งหลายรวมกัน ๕๐๐ รูป ได้เข้าไปหาพระอานนท์ อ้อนวอนบอกว่า "จงช่วยอาราธนาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าพาข้าพเจ้าทั้งหลายไปเฝ้าเพื่อฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าเถิด"

พระอานนท์จึงได้พาพระภิกษุทั้งหลายไป ณ ที่นั้นแล้ว จึงสั่งให้พระ ๕๐๐ รูป พักอยู่ข้างนอกก่อน ท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแต่ผู้เดียวก่อน เวลานั้นช้างปาริไลยกะเห็นพระอานนท์เถระเข้ามา จึงเอางวงถือท่อนไม้แล้วก็วิ่งไปจะทำร้ายพระอานนท์คิดว่าเป็นศัตรู

สมเด็จพระบรมครูทอดพระเนตรเห็นแล้วจึงได้ตรัสว่า
"ปาริไลยกะ หลีกไปเสีย อย่าห้ามเธอเลย ภิกษุองค์นั้นเป็นผู้ปฏิบัติเราคืออุปัฏฐากของเรา"
พญาช้างปาริไลยกะก็ทิ้งท่อนไม้เสียในที่นั้นเอง แสดงความเอื้อเฟื้อจะเข้าไปรับบาตร และจีวร พระเถระก็มิได้ให้ พญาช้างก็คิดว่า ถ้าภิกษุรูปนี้จะมีวัตรอันตนได้เรียนแล้ว ท่านคงจะไม่วางบริขารของตนไว้บนแผ่นหินที่ประทับของพระพุทธเจ้า พระอานนท์เมื่อเข้าไปก็ไม่ยอมวางบาตรบนที่นั้นเพราะท่านมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "อานนท์ เวลานี้เธอมาคนเดียวหรือ"
พระอานนท์ก็ได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้ามากับพระ ๕๐๐ รูปด้วยกันพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าเธอได้มาจากทิศต่างๆ ปรารถนาจะนมัสการสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงขอร้องให้ข้าพระพุทธเจ้าพามานมัสการ"
พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า "พระพวกนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน"
พระอานนท์จึงได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่า เวลานี้พระองค์ต้องการจะให้เธอทั้งหลายเหล่านั้นเข้ามานมัสการหรือไม่ จึงให้พักอยู่ภายนอก"

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เธอจงเรียกพระทั้งหลายนี้เข้ามาเถิด ตถาคตอนุญาต"ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเข้ามาถวายบังคมองค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงทำปฏิสันถารกับเธอทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เสด็จประทับพระองค์เดียวตลอดไตรมาส ผู้ปฏิบัติถวายนํ้าสรงพระพักตร์ก็คงจะไม่มี พระองค์คงจะลำบากมาก พระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพญาช้างมีนามว่า ปาริไลยกะ ทำแล้ว อันบุคคลผู้ได้สหายเห็นปานนี้อยู่ด้วยกัน เป็นการสมควร เมื่อไม่ได้สหายเห็นปานนี้ ความเป็นอยู่ผู้เดียวประเสริฐกว่า"

ความจริงขึ้นชื่อว่าพระโพธิสัตว์เมื่อถึงโอกาสพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตั้งใจไปโปรดช้างปาริไลยกะซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์มากกว่า เพราะว่าเมื่อท่านเห็นว่าพระเมืองโกสัมพีปฏิบัติไม่ดี พระองค์จะเสด็จไปกรุงราชคฤห์หรือกรุงสาวัตถีก็ไปได้ วิหารก็มีอยู่ พระก็มีมาก
เป็นอันว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสนี้มีประโยชน์มาก ท่านทั้งหลายควรจะยึดถือถ้อยคำของพระองค์ไว้ว่า
"ถ้าเราได้เพื่อนที่ดีเราควรอยู่กับเพื่อน ถ้าเพื่อนเลวเราก็ไม่ควรอยู่ เพราะจะพาเราเลวไปด้วย เราอยู่สำหรับตนคนเดียวดีกว่า"

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสคาถานี้จบ ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปก็ได้สำเร็จอรหัตผล
หลังจากนั้นพระอานนท์ก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "เวลานี้มีพระอริยสาวกอีกประมาณ ๕ โกฏซึ่งมีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและพระนางวิสาขาเป็นหัวหน้า หวังในการเสด็จไปโปรดขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า"
พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธดำรัสว่า "ถ้าอย่างนั้นเธอจงรับบาตรจีวร"
พระอานนท์รับบาตรจีวรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จออกไป พญาช้างได้ไปยืนขวางทางไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า" จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างหวังจะถวายอาหารแก่เธอทั้งหลาย และช้างเชือกนี้แหละที่ให้อุปการะแก่เราตลอดราตรีนาน ๓ เดือน การทำให้ช้างนี้ขัดเคือง ไม่เป็นการสมควร ฉะนั้นขอพวกเธอทั้งหลายจงพากันกลับเถิด เพื่อเป็นการสนองความดีที่ช้างตั้งใจไว้แล้ว"
พระพุทธเจ้าก็ทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับ ฝ่ายช้างเข้าสู่ป่าแล้วรวบรวมผลไม้ มีผลขนุนและกล้วย เป็นต้น นำมาไว้เป็นกองๆ แล้ว ในวันรุ่งขึ้นได้ถวายแก่พระภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ภิกษุ ๕๐๐ รูปฉันไม่หมดเพราะช้างนำมามาก เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไป พญาช้างก็เดินตามไปคือ พระพุทธเจ้าเดินหน้า บรรดาพระเดินตามหลัง ช้างเดินคั่นกลางระหว่างพระพุทธเจ้ากับบรรดาพระ

ต่อมาช้างก็มายืนขวางหน้าพระพุทธเจ้าไว้ บรรดาภิกษุทั้งหลายเห็นจึงกราบทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทำอะไรพระเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้จะส่งพวกเธอไป แล้วก็ชวนให้เรากลับ"
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงตรัสกับช้างว่า "ปาริไลยกะ การไปคราวนี้ของเรา เราไปไม่กลับเพราะว่าถ้าเราจะอยู่ ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้ เจ้าจงหยุดเถิด"
พญาช้างได้ฟังคำสั่งดังนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าปาก ร้องไห้เดินไปข้างหลัง พญาช้างคิดว่าถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกลับมา เราจะปฏิบัติเช่นนี้แด่องค์พระพุทธเจ้าตลอดชีวิต ฝ่ายพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงแดนบ้านแล้วตรัสว่า

"ปาริไลยกะ แต่นี้ไปมิใช่ที่ของเจ้า มันเป็นที่อยู่ของบรรดาหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อันตรายที่จะเบียดเบียนเจ้ามีอยู่รอบข้าง เจ้าจงหยุดอยู่เถิด"
ช้างเมื่อได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้วก็ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้นไม่กล้าตามไป ครั้นเมื่อสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเสด็จไปกับหมู่พระสงฆ์มองจนกระทั่งลับตาไปแล้ว
ช้างก็มีหัวใจแตกตายและไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสูง ๓๐ โยชน์และมีนางเทพอัปสรหนึ่งพัน เพราะมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ช้างตัวนั้นมีนามว่า "ปาลิไลยกเทพบุตร"

ในขณะที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ที่โคนต้นไม้สาละใหญ่ในป่า เวลานั้นก็ยังมี วานรอีกตัวหนึ่ง ลิงตัวนี้เห็นช้างนั้นทำการปฏิบัติในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คิดว่าช้างทำได้ เราก็จักทำอย่างนั้นได้ เมื่อช้างถวายผลไม้พระพุทธเจ้าได้ ช้างทำวัตรปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ ช้างไม่มีมือมีแต่งวง เรามีมือสองมือ มีเท้าสองเท้า มือของเราจะใช้เป็นมือก็ได้ จะใช้เป็นเท้าก็ได้ เป็นอันว่าเราได้เปรียบช้างแต่ตัวเราเล็กกว่าช้าง แม้เราจะเล็กเราก็มีความสามารถ

ฉะนั้น เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ลิงมีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถจึงเที่ยวไป วันหนึ่งไปเห็น รวงผึ้งที่กิ่งไม้ หาตัวผึ้งไม่มีแล้ว จึงได้หักกิ่งไม้นั้นมาแล้วก็นำรวงผึ้งนั้นมาพร้อมทั้งกิ่งไม้เข้าไปถวายพระพุทธเจ้า ได้เด็ดใบตองรองถวาย พระพุทธเจ้าทรงรับ

ลิงมองดูเห็นพระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยอยู่ไม่เสวย จึงคิดว่าพระพุทธเจ้าเห็นว่าเราเป็นลิงเล็กมีค่าไม่เท่าช้าง ความจริงน้ำผึ้งก็หวานดี จึงย่องเข้าไปดูใกล้ๆ เอามือจับปลายกิ่งไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงถือ แล้วก็พิจารณาดู ก็เห็นผึ้งตัวอ่อนๆ มีอยู่ ๒-๓ ตัว จึงค่อยๆ นำเอาผึ้งตัวอ่อนนั้นออก แล้วจึงเข้าไปถวายใหม่ ตอนนี้พระพุทธเจ้าทรงรับแล้วก็เสวย

เมื่อพระองค์เสวยน้ำผึ้ง ลิงก็ดีใจ คิดว่าช้างตัวใหญ่ทำการปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ เราเป็นลิงตัวเล็ก เราก็ทำได้ เราไม่แพ้ช้าง ก็ดีใจกระโดดโลดเต้นไปตามเพลงของลิง เวลานั้น กิ่งไม้ที่ลิงโดดไปจับและกิ่งไม้ที่ลิงไปเหยียบมันหักขึ้นมาพร้อมกัน ลิงตัวนั้นก็เลยตกลงมา โดนที่ปลายตอๆ หนึ่ง ตัวลิงถูกปลายตอแทงเข้าไป

เพราะอาศัยที่จิตเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตายจากความเป็นลิง ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานทองคำสูง ๓๐ โยชน์ มีนางเทพอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

รวมความว่า ช้างปาริไลยกะ มีความรักในพระพุทธเจ้า ลิงมีความรักในพระพุทธเจ้า ตายแล้วก็เป็นเทวดา การที่มีบางคนพูดว่า สัตว์ทำบุญไม่ได้ สัตว์ไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญกุศล นั้นไม่จริง อย่างในเรื่องนี้ช้างและลิงก็ปฏิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าได้ และที่ว่าเทวดาทำบุญไม่ได้ต้องทำบุญในขณะที่เป็นมนุษย์เท่านั้นก็ไม่จริง อย่างท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรก่อนจะเป็นเทวดาก็อาศัยก่อนตายมีจิตนึกถึงพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเทวดาแล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้าจบเดียวเป็น พระโสดาบัน บรรดาสัตว์ทั้งหลายที่เราเลี้ยงก็เหมือนกัน เราก็เลี้ยงตามที่เราจะพึงทำได้ สัตว์ก็มีความรักในเรา จิตก็เป็นกุศล สัตว์ทุกตัวที่เราเลี้ยงเมื่อตายแล้วเป็นเทวดาหมด.."

ในภาพอาจจะมี 6 คน

03 กรกฎาคม 2563

#ปัจจัยได้ทิพจักขุญาณ

#ปัจจัยได้ทิพจักขุญาณ

การถวายเทียนเข้าพรรษานี้เป็นปัจจัยให้ได้ทิพจักขุญาณ อย่างพระอนุรุทธพระอนุรุทธในสมัยก่อนท่านเคยถวายแสงสว่างในพระพุทธศาสนา เวลานั้นตะเกียงไม่มี เขาใช้คบเพลิง ท่านก็นำคบเพลิงไปถวายเป็นเครื่องส่องแสงให้แก่บรรดาพระสงฃฆ์ทั้งหลาย องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า พระอนุรุทธทำบุญแบบนั้น ตายแล้วท่องเที่ยวเกิดบนเสวรรค์บ้าง มนุษยโลกบ้าง พรหมโลกบ้าง หลายชาติ พอมาชาติสุดท้ายนี้ปรากฏพระอนุรุทธมีทิพจักขุญาณพิเศษ เป็นผู้เลิศ แม้พระอรหันต์ปฏิสัมภิหาญาณยังมีทิพจักขุญาณสู้ไม่ได้ ความจริงพระอนุรุทธเป็นพระวิชชาสาม ตัวอย่างที่เราเห็นได้ว่า เวลาที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน เวลานั้นมีพระอรหันต์ตั้งสองแสนองค์เศษ ไม่มีใครสามารถจะตามญาณของพระพุทธเจ้าได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน หรือพระจะตายก็ตามที ถ้าจะตายจะเข้าสมาบัติ ท่านจะนอนเงียบๆ แล้วจิตก็เข้าฌาน ถ้าจิตเข้าฌาน ดูเหมือนว่าท่านไม่หายใจ ฌาน ๔ จะไม่ปรากฏท้องกระเพื่อมว่ามีการหายใจ พระอานนท์ก็ย่องไปถามพระอนุรุทธว่า เวลานี้พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วหรือยัง พระอนุรุทธบอกว่ายัง เวลานี้อยู่ปฐมฌาน เวลานี้อยู่ ทุติยฌาน ฌานที่ ๒ เวลานี้อยู่ฌานที่ ๓ เวลานี้อยู่ที่ฌานที่ ๔ เรื่อยไปถึงฌานที่ ๘ แล้วก็มาถอยหลังยับยั้งอยู่ที่ฌานที่ ๔ หลังจากนั้นองค์เสมเด็จพระมหามุนีก็นิพพาน นี่เป็นอันว่าการ ถวายเทียน ในพระพุทธศาสนา นี่มีอานิสงส์มาก เป็นปัจจัยทำให้เราเกิดปัญญาด้วย เป็นปัจจัยให้ได้ทิพจักชุญาณด้วย มีอานิสงส์ทั้งสองประการด้วยกัน จึงขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่ทำบุญในวันนี้ ก็จงภูมิใจในความดีของท่าน คือ

🌱๑ ผ้าจำนำพรรษา ก็ดี ผ้าไตรก็ดี เราถวายแล้ว สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะบันดาลให้
บรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี จะมีเครื่องประดับอันเป็นทิพย์
🌱ประการที่ ๒ อาหาร ที่ถวายแล้ว อาหารจะเป็นปัจจัยให้ได้ร่างกายเป็นทิพย์
🌱และก็ประการที่ ๓ ถ้ายังไม่ถวายก็เตรียมใจถวายไว้ก่อน น้ำ จะเป็นเหตุให้ได้สระโบกขวเณี
ก็รวมความว่าเป็นอานิสงส์หลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถวายเทียนเข้าพรรษานี่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากมีอารมณ์ใจเป็นทิพย์ และก็มีปัญญามาก...
.
.ที่มา
.
จากหนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง ๓๗ หน้า ๑๐๒-๑๐๓

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

16 มิถุนายน 2563

ท่านแม่ศรี (ท่านพรรณวดีศรีโสภาค) สั่งมาถึงลูกทุกคนว่า...


"อย่าเมากายจนเกินไป อย่าเมาชีวิต จงอย่าคิดว่าร่างกายของใครดี ดูร่างกายของเรานี้มันสกปรกโสมม และมีความเสื่อมโทรมไปเป็นธรรมดา ในไม่ช้ามันก็พัง อยู่คนเดียวมีความสุข สุขอย่างมีคนคนเดียวแต่ก็ทุกข์อย่างมีขันธ์ ๕ ฉะนั้นขอลูกทุกคนจงตั้งหน้าตั้งตาปลงจิตคิดว่า อนิจจา วัฎฎสังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ อุปปาทวยธัมมิโน เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แก่ไปทีละน้อยคือทรุดโทรมไป อุปัตชิตวานิรุตฌันติ เมื่อเกิดขึ้นแล้วในที่สุดก็ตาย ให้เอาใจนึกถึงภาพคนตายว่าเวลานี้คนที่เขาตายมานอนอยู่ข้างหน้าเรา สภาพมันเป็นยังไง เตสังวูปสโม สุโข ร่างกายที่เปื่อยเน่าอย่างนี้ ถ้าเรางดไม่มีเสียได้แล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ตรัสว่า จะมีกายแก้วคือพระนิพพาน"

ขอขมวดท้ายว่า ขอลูกทุกคนนึกถึงสภาพนี้ไว้เป็นปกติ อย่ารื่นเริงจนเกินไป และจงอย่าทำจิตใจหดหู่เมื่อกฎของกรรมมาถึง เราจะต้องสู้เพื่อหักล้างในการเกิด เราจะไม่เกิดต่อไป ขอให้ทุกคนจงรักษากำลังใจ อย่างองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เราจะทรงไว้ซึ่งความดี ไม่มีความเลว ตามกำลังของจิต” ตอนนี้ทุกคนมีจิตเป็นทิพย์ ให้รักษาความเป็นทิพย์ไว้อย่างดียิ่ง ต่อสู้กับอุปสรรคทุกอย่าง เราต้องเป็นลูกที่มีความกตัญญูรู้คุณ เป็นบุคคลที่มีความกตัญญูรู้คุณในบุคคลของชาติ ทั้งคนในชาติเดียวกัน และคนในชาติอื่นถ้าเขามีคุณกับเรา เราจะสนองคุณท่านด้วยความดี อารมณ์ใดที่ไม่ดีจงตัดอารมณ์นั้นทิ้งไป รักษากำลังใจไว้เพื่อพระนิพพานโดยเฉพาะ จิตหวนคิดดูว่าไฟร้ายที่จะไหม้ใจของเรา คือ
๑. ราคะ ความรักในระหว่างเพศ
๒. โลภะ ความโลภกอบโกยในทรัพย์สินมากเกินไป
๓.โทสะ อันตรายใหญ่เกิดความเร่าร้อนของใจด้วยอำนาจของความโกรธ
๔. จิตที่มองไม่เห็นที่เรียกว่าโมหะ คือความหลง ทั้งหมดนี้จงอย่ามีในจิตของลูก

ท่านลงท้ายว่า..แม่ขอลาก่อน ขอความปรารถนาดีของแม่ จงมีแก่ลูกทุกคน สวัสดี


ที่มา

++++++++++++++++++++++
จากเรื่อง : สอนลูกใต้ร่มไทรงาม
หนังสือ : เรื่องจริงอิงนิทาน (พิเศษ)

08 มิถุนายน 2563

มัชฌิมาปฏิปทา การเดินสายกลาง

เดินให้ถูกทาง

ต้องเดินตามสาย มัชฌิมาปฏิปทา คือเดินสายกลางๆ เอาแค่พอสบาย พอชักเริ่มไม่สบาย จะต้องทนหนักก็เลิกเสีย ถ้าขืนต้องทนเกินไปก็ไร้ผล ถ้าหากว่าทำเข้าถึงอันดับทน ก็แสดงว่าสมาธิจิตหรืออารมณ์ของเราใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นอารมณ์ฌานจริงๆ เข้าถึงสุขจริงๆ จะนั่งสักกี่ชั่วโมงก็ได้ มันไม่ต้องทน มันสบาย แต่ทว่าการสบายนั้นต้องระวัง ถ้าเป็นการฝืนร่างกายเกินไป ทรมานเกินไปก็ต้องเลิก เอาแค่พอดี ต้องห่วงร่างกายให้มากเหมือนกัน ถ้าหากว่าร่างกายของเราทุพพลภาพไป จิตใจไม่สบาย การก้าวหน้าทางการเจริญพระกรรมฐานไม่มีผล นี่พูดกันถึงผลให้ฟัง

วันนี้ก็จะพูดถึง จริต 6 การเจริญพระกรรมฐานถ้าจะให้ดี นี่ฌานโลกีย์ปกติหรือฌานโลกุตตระก็ตาม หมายความว่าเราจะฝึกตนแค่ฌานโลกีย์หรือว่าเป็นพระอริยเจ้าก็เถอะ จะต้องรู้อารมณ์ของจิตที่เรียกกันว่า จริต อันนี้มีความสำคัญมาก ถ้าไม่รู้อารมณ์ของจิต ก็ใช้อารมณ์ไม่ถูกอารมณ์ของจิต การปฏิบัติมันก็ไม่มีผล ตอบได้เลยว่าไม่มีผล ทั้งนี้เพราะอะไร สมมติว่าไฟมันไหม้ขึ้นมาที่ผ้าของเรา แทนที่เราจะเอาน้ำมาดับ เราเอาน้ำมันมาราด มันก็ลุกใหญ่ หากว่าเอาน้ำมาดับมันก็ดับ

นี่ข้อนี้อุปมาฉันใด อารมณ์จิตของเราก็เหมือนกัน ถ้ามันข้องอยู่ในจริตอะไรถ้าเราใช้กรรมฐานไม่ถูกแบบฉบับเข้าไปหักล้าง ผลไม่มีเลย ในจริตของเรามี 6 อย่างคือ

1.ราคะจริต รักสวยรักงาม

2.โทสะจริต ชอบโมโหโทโส

3.วิตกจริต ชอบนึกคิดไม่หยุดหย่อน

4.โมหะจริต เจ้านี่ตัดสินใจไม่ได้ โง่

5.สัทธาจริต เชื่อง่าย

6.พุทธจริต เป็นคนฉลาด

🚩🚩 ราคะจริต

นี่จริตของคนเรามีอยู่ 6 อย่าง จริต 6 อย่างนี้มันฝังอยู่ใน จิตของแต่ละบุคคลทั้งหมด ไม่ใช่ว่าใครมีจริตเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรมันหนักเท่านั้น มันหนักไปในสายไหน ทีนี้เราก็ต้องเตรียมการ เรารู้แล้วว่า อารมณ์ของจริตหรือจริต มันเข้ามาสิงอารมณ์ใจทั้ง 6 อย่างแล้ว ว่าแต่ละอย่างมันจะแสดงออกแต่ละคราว คือไม่ออกพร้อมๆกัน อย่าง ราคะจริต ความรักสวยรักงามเกิดขึ้น อันนี้พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญ อสุภกรรมฐาน แล้ว กายคตานุสสติกรรมฐาน อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เราชอบ เข้าเป็นเครื่องหักล้าง อันนี้อารมณ์นี่มันเกิดขึ้นเวลาไหนบ้าง เราคิดว่าเราเป็นคนรักสวยรักงาม เราจะเจริญแต่เฉพาะอสุภกรรมฐาน 10 ละกายคตานุสสติ 1 รวมเป็น 11 ด้วยกัน อย่างใดอย่างหนึ่งมันก็หักล้างกันตลอดกาลตลอดสมัยได้เหมือนกัน

🚩🚩โทสะจริต

เพราะวันนี้เราอาจจะรักสวยรักงาม หรือว่าวันพรุ่งนี้อาจจะโกรธใครขึ้นมาเสียก็ได้ ไอ้ตัวรักมีอยู่ ไอ้ตัวโกรธมันก็มี เมื่อตอนเข้าเรารัก ตอนบ่ายเราอาจจะโกรธก็ได้ นี่ต้องใช้กรรมฐานให้ถูกกับอารมณ์เฉพาะกาลจริงๆ อันนี้ต้องศึกษาให้เข้าใจ ถ้าอารมณ์รักสวยรักงามเกิดขึ้น เราก็เจริญอสุภกรรมฐานหรือกายคตานุสสติกรรมฐาน เพื่อหักล้างความสวยสดงดงาม หาความจริงให้ปรากฏ

อันนี้โทสะจริตเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าให้ใช้ พรหมวิหาร 4 มี เมตตา เป็นต้น หรือว่านำกสิณ4 หรือกสิณสีเขียว สีขาว สีแดง สีเหลือง อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าหักล้าง นี่ต้องศึกษาให้เข้าใจ ไม่เข้าใจไปดู คู่มือพระกรรมฐาน ดูให้ชัด ดูให้จำได้ ดูให้เข้าใจ อารมณ์อย่างไหนเกิดขึ้นใช้กรรมฐานอย่างนั้นเข้าหักล้างทันที ให้มันทันท่วงทีกัน ไม่ใช่ว่าโกรธเวลาเช้า แล้วก็มาเจริญเมตตาเวลาเย็น ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าโกรธขึ้นมาแล้ว รู้สึกตัวขึ้นมาว่า เอ๊ะ! มันไม่ดีนี่ ไอ้ความโกรธเป็นเหตุของอบายภูมิ ไม่ได้ประโยชน์ ต้องหักล้างมันด้วยกรรมฐานที่พระพุทธเจ้ากล่าวสอนไว้

🚩🚩วิตกจริตกับโมหะจริต

ทีนี้มา วิตกจริต กับ โมหะจริต 2 ตัว วิตกน่ะ ตัวนึก ตัดสินใจไม่ตกลง แล้วโมหะจริตก็หลง โมหะนี่เขาแปลว่าหลง คิดว่าไอ้นั่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู อะไรๆก็ของกูไปหมด จะเศษกระดาษเศษเล็กเศษน้อยก็ของกู อะไรก็ช่างเถิด บ้านช่องเรือนโรงร่างกาย เราคิดอยู่เสมอว่าเราจะไม่ตายจากมัน แล้วมันก็จะไม่ไปจากเรา อันนี้ท่านกล่าวว่าเป็นโมหะจริตและวิตกจริต ถ้าอารมณ์จริตเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว ท่านให้ใช้ อานาปานุสสติกรรมฐาน อย่างเดียวเป็นเครื่องหักล้าง โดยกำหนดลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องคิด ไม่ต้องภาวนา ไม่ต้องพิจารณา ถ้าไปภาวนาหรือพิจารณาเข้า ไอ้ตัวยุ่งๆในใจมันมีอยู่แล้ว วิตกนี่มันยุ่ง โมหะนี่มันก็ยุ่ง มันคิดไม่หยุดไม่หย่อน ถ้าเราไปภาวนาเข้า หรือพิจารณาเข้าก็เลยช่วยคิดกันเข้าไปใหญ่ ส่งเสริมกำลังใจกันเข้าไป ทีนี้ท่านเลยให้ตัดเสียด้วยการพิจารณาลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว โดยไม่ต้องภาวนาใดๆทั้งหมด

🚩🚩สัทธาจริต

นี่มาถึงอีกจริตหนึ่ง คือจริตที่ 5 สัทธาจริต สัทธาจริตนี่บางครั้งเราก็เป็นคนเชื่อยาก บางทีเราก็กลายเป็นคนเชื่อง่าย นี่มันเป็นอย่างนี้ บางขณะมันไม่เหมือนกัน อารมณ์ของเราบางคราว ใครพูดอะไรเข้ามาทั้งๆที่มันไม่เป็นความจริง แต่เหตุผลพอสมควร ลืมใช้ปัญญาใคร่ครวญพิจารณาเชื่อเสียแล้ว ถ้าอารมณ์เชื่อมันเกิดบ่อยๆละก็ พระพุทธเจ้าท่านให้ใช้แบบนี้ ให้เจริญ อนุสสติ 6 คือ พุทธานุสสติ นึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ อย่างที่เราภาวนาวา พุทโธ หรือ อรหัง ธัมมานุสสติ นึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์ สังฆานุสสติ นึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์ จาคานุสสติ นึกถึงทาน การบริจาคเป็นอารมณ์ แล้วก็เทวตานุสสติ นึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์

นี่ระวังให้ดีนะ พระอย่าคิดว่าตัวเองดีกว่าเทวดา พระที่บวชเข้ามานี่ ไม่แน่หรอก บางทีก็มีความดีเสมอสัตว์นรกก็มี ถ้าเราทำตัวไม่ดี มันก็มีความดีเสมอสัตว์นรก อย่าไปเทียบกับเทวดาเขา เคยมีคนบอกว่า พระเคยพูดว่าเรานี่ดี บวชเป็นพระแล้วเทวดาก็ไหว้ เข้าใจว่าดี แต่เนื้อแท้จริงของคนที่โกนหัวห่มผ้าเหลืองอาจจะเลวกว่าสัตว์นรกก็ได้ แต่นี่เทวดาเข้ารู้อารมณ์ของใจ ถ้าหากว่าจิตใจของเราเลว เทวดาเขาไม่ไหว้ พรหมเขาไหว้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้มีการนึกถึงความดีของเทวดา เพื่อจะทำจิตของตนให้เกาะเข้าไปถึงเทวดา นี่คนที่มีสัทธาจริต ความเชื่อคิดว่าที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนี่จริง เราเชื่อจริงตามพระธรรมคำสั่งสอน ท่านให้ใช้อนุสสติทั้ง 6 ประการ ตามที่กล่าวมา เจริญตามใจชอบ ชอบใจอย่างไหนใช้ได้ทั้งนั้นใน 6 อย่าง

🚩🚩พุทธจริต

ทีนี้มาพุทธจริต คนนี้ฉลาด คนนี้นักเลง พุทธจริตนี่มีความฉลาดมาก ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม มีความเข้าใจง่าย คนฉลาดประเภทนี้พระพุทธเจ้าให้เจริญ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน 4 อาหารเรปฏิกูลสัญญาก็พิจารณาอาหารว่าเป็นของสกปรก พิจารณาร่างกายมาจากธาตุ 4 แล้วก็อีก 2 อย่าง นึกไม่ออกมันไปเป็นไข้เสียวันนี้ เป็นอันว่า จริตทั้ง 6 ประการ นักเจริญกรรมฐานทุกคนต้องสร้างความเข้าใจ ดูจำให้ได้ แล้วก็ศึกษากรรมฐานกองนั้นๆ ที่พึงจะใช้กับอารมณ์ของจริตให้เข้าใจ ดูให้คล่อง ฝึกให้คล่อง ใช้อารมณ์ให้คล่อง

ถ้าบังเอิญอารมณ์จิตของเรา เกิดขึ้นในทัศนะของจริตแบบไหน จับกรรมฐานหมวดนั้นเข้ามาใช้ทันทีไม่ต้องรอเวลา มันเกิดรักสวยรักงามขึ้นมา เวลารักมันก็เผลอไปพักหนึ่ง นี่พอรู้ตัวว่า นี่จิตเราเลวเสียแล้วไปรักสวยรักงาม ไอ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่คงทนถาวร ความสวยความงามมันไม่คงที่ เดี๋ยวมันก็สลายตัวใช้ไม่ได้ ทำไมเราจึงจะหักล้างมันได้ ต้องใช้ อสุภกรรมฐาน เข้ามาพิจารณากายหักล้างทันที นี่ต้องใช้ให้ทันท่วงทีกับเวลา แล้วเวลาว่างก็คิดว่าอารมณ์อย่างนี้มันจะเกิดอีก ใช้อารมณ์แบบนี้หักล้างให้สิ้นไป

ทีนี้ถ้าโทสะมันเกิดก็ใช้ เมตตาบารมี พรหมวิหาร 4 หรือ กสิณ 10 ตามที่กล่าวมา ถ้ามันเกิดบ่อยๆ ก็ใช้พรหมวิหาร 4 หรือ กสิณ 10 หักล้างให้ตัดได้เด็ดขาดไปเลย นี่ความคิดไม่ตกลง หลงโน่นหลงนี่ ปรากฏว่ามันเกิดบ่อยๆ ไอ้นั่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู มันหลงในทรัพย์สิน หลงในทรัพย์สิน ในร่างกายและชีวิต ก็ใช้ อานาปานุสสติ ให้เข้าถึงฌาน 4 คุมฌาน 4 หรือ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ตลอดเวลาไม่พลาดตลอดวัน ไม่ช้าอารมณ์นี้มันก็สลายไป

ถ้าเชื่อในคุณพระรัตนตรัย หรือมีอารมณ์เชื่อง่ายเกิดขึ้น เจริญอนุสสติทั้ง 6 ประการ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น เป็นปกติ ความดีจะเข้าถึงอย่างรวดเร็ว พวกสัทธาจริตนี่เป็นอรหันต์ง่าย ถ้าเดินถูกทางง่ายจริงๆ เพราะท่านเชื่ออยู่แล้ว ไม่ยาก นี่ถ้าหากว่าพุทธจริตมีความฉลาดเกิดขึ้นก็ไปดู อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน 4 แล้วอะไรอีก 2 อย่าง จำไม่ได้นึกไม่ออก ความจริงมันจำได้ เพราะว่าไข้มันขึ้น ใช้แบบนั้นเข้าหักล้างทันทีให้มันสิ้นไป

ถ้าเรารู้จักจริตของเรา พิจารณาจริตของเรา รู้จักกรรมฐานที่พึงจะใช้ให้ถูกต้อง แล้วใช้ได้ทันท่วงที เมื่ออารมณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วก็คลายตัว พอรู้สึกตัวขึ้นมา ใช้กรรมฐานประเภทนั้นหักล้างเรื่อยไป จนกว่าอารมณ์นั้นจะสิ้นไป แต่ถ้าอารมณ์อื่นพลอยเกิดขึ้นมาอีก ก็ใช้กรรมฐานที่ถูกต้องตามพระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน หักล้างให้มันสิ้นไปอีกเหมือนกัน อย่างนี้ไม่ช้าไม่นานหรอก อย่างเลวที่สุด 7 ปี เราก็พบพระนิพพาน นี่หากว่าทำอย่างนี้ถูกต้องปานกลางก็ไม่เกิน 3 ปี ถ้าหากปฏิบัติอย่างเข้มข้น ระมัดระวังอยู่เสมอ ไม่เกิน 7 วันพบพระนิพพาน นี่การทำถูกน่ะ มันเป็นของไม่ยาก

แล้วก็พวกเรานักปฏิบัตินี่เอาทุกคน จริตทั้ง 6 ประการนี่เราเคยนึกกันบ้างหรือเปล่า แล้วก็กรรมฐานจะฟอกจริตทั้ง 6 ประการ มีอะไรบ้าง มันคล่องแคล่วแล้วหรือยัง ดูจำได้ไหม ฝึกเตรียมพร้อมอยู่เสมอๆ ว่าเขาพิจารณาเขาทำกันอย่างไร เราฝึกซ้อมไว้บ้างหรือเปล่า ถ้าเราฝึกซ้อมไว้เสมอๆ ทุกกองที่จำเป็นจะต้องใช้ ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาจึงทำ ยามว่างซ้อมไว้ ตั้งอารมณ์ให้อยู่เป็นสุข ทรงอารมณ์ไว้ให้ได้เสมอ เราจะใช้งานเมื่อไหร่ ใช้ได้ทันทีทันใด คือว่ากรรมฐานทุกกองคือ 40 กองด้วยกัน เฉพาะจริต 6 เราต้องคล่อง คล่องชนิดเดียวกับเรานึกว่าพูดอะไรภาษาไทย เราพูดได้ทันที ถ้ามีอารมณ์คล่องจะจำได้อย่างนี้ มีอารมณ์คล่องอย่างนี้ อย่างพูดภาษาไทยที่เราเคยพูด อย่างนี้อย่างเลว 7 ปี พบพระนิพาน อย่างกลางๆ 7 เดือน พบพระนิพพาน อย่างเร็วที่สุดไม่เกิน 7 วันพบพระนิพพาน

นี่การเจริญพระกรรมฐาน ไม่ใช่เจริญส่งเดช เราเจริญเพื่อหวังผล แล้วการเจริญพระกรรมฐานต้องมีหลักวิชา มีการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติให้ถูกต้องมันจึงจะมีผล ถ้ามานั่งกันไปหลับตาฟังกันไปกันมา แต่ละวันเรียกว่าถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง หรือว่าดีก็ชามไม่ดีก็ชาม แบบนี้มันก็ได้เหมือนกัน แต่มันได้อย่างดีที่สุดแค่ กามาวจรสวรรค์ จะเกิดประโยชน์อะไร อันนี้ เราทำเพื่อหักล้างความทุกข์เพื่อหวังความสุขที่ไม่มีความทุกข์ต่อไป คือพระนิพพาน ฉะนั้น ขอทุกท่านจงพากันศึกษาจริต 6 ให้เข้าใจ ให้ชัด ฝึกให้คล่องทุกกอง ไม่ใช่แต่เฉพาะกองใดกองหนึ่ง แล้วเวลาอารมณ์อย่างไหนมันเกิดขึ้นมา กรรมฐานอย่างนั้นหักล้างทันที อย่างนี้จึงจะมีผลตามที่พระพุทธเจ้าต้องการ


ที่มา

🖊️📖คัดลอกจากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ 47 โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร)
หน้า 72-81

🖊️นภา​ อิน🙏🙏

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยืน

07 มิถุนายน 2563

.#สักกายะทิฏฐิ

🔘#ไม่ประมาทในชีวิต


จงปรารภตัวเองว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา

เราไม่สามารถจะห้ามหรือยับยั้งมันได้
ในเมื่อความตายเข้ามาถึง ถ้าบังเอิญความตายจะเข้ามาถึงจริงๆ ถ้าเรายังหวังความทุกข์อยู่ ก็จงอยากเกิดต่อไป

ถ้าไม่หวังความทุกข์ก็จงอย่าคิดเกิด
คิดตัดมนุษยโลก เทวโลกและพรหมโลก
หวังนิพพานเป็นที่ไปเพียงที่เดียว

การหวังนิพพานเพื่อความแน่นอน #ขอทุกคนจงตัดสังโยชน์๓ประการเบื้องต้นคือ
๑.#สักกายะทิฏฐิ ตัวนี้ถ้าเป็นสมถะ
ภาวนา ท่านเรียกว่า #มรณานุสสติกรรมฐาน คือนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ คิดว่าเราอาจจะต้องตาย

ถ้าเป็นวิปัสสนาญาณ ก็มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตายเหมือนกันในเบื้องต้น
พระโสดาบัน สกิทาคามี นึกถึงมรณานุสสติคล้ายคลึงกัน มีความรู้สึกคือ คิดว่า
ชีวิตหรือร่างกายนี้ต้องตาย

ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " #พระโสดาบันก็ดี_พระสกิทาคามีก็ดี #มีปัญญาเล็กน้อยและมีสมาธิเล็กน้อยแต่มีศีลบริสุทธิ์"

สมาธิของพระโสดาบันกับสกิทาคามี แค่ปฐมฌาน ทางด้านสักกายทิฏฐิ จะมีความรู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องตาย เห็นว่าชีวิตจะตายจริงๆก็ยึดพระพุทธเจ้า พระธรรม
พระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง

ถ้าคิดว่ายึดพระพุทธเจ้าก็ดี พระธรรมก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี ในเมื่อจิตเป็นกุศลเรา
ตายแล้วไม่ไปนรกแน่พระท่านช่วย

หลังจากนั้นก็ทรงศีล ๕ให้บริสุทธิ์ จิต
หวังตั้งถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์

ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทสามารถ
ควบคุมอารมณ์ มันก็เผลอบ้างเป็นของ
ธรรมดา ว่าไม่ประมาทในชีวิต คิดว่าชีวิตนี้จะต้องตาย

ยึดพระไตรสรณคมน์ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามทรงศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ มันจะเผลอบ้างเป็นของธรรมดา แต่จิตหวังพระนิพพาน

ถ้าเป็นอย่างนี้นะ ถ้าทุกคนหวังนิพพาน
ก็ได้แน่ เผอิญถ้าตายจากความเป็นคนยังไปนิพพานไม่ได้ ต้องเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม หลังจากเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม แล้วถ้าพระศรีอาริย์ตรัส ฟังเทศน์จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์สมัยนั้นไปนิพพานได้

ℹ️..ฉะนั้นขอบรรดาท่านทั้งหลายวันนี้
เป็นวันสุดท้ายของงวดนี้ และวันนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัท ใช้ปัญญาเล็กน้อยพอสมควรคิดตามความเป็นจริงว่า
▪️๑.ชีวิตนี้ต้องตาย
▪️๒.ความตายมี ๒ ประการ คือสุคติ กับ ทุคติ เราจะไม่ยอมไปสู่ทุคติแน่นอน หวังสุคติเป็นที่ไป

การวางสุคติก็มีการยอมรับนับถือ
พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์

▪️๓.หลังจากนั้นพยายามรักษาศีลให้ทรงตัว ใหม่ๆมันเผลอบ้างอะไรบ้างก็เป็น
ของธรรมดาพยายามควบคุมกำลังใจเข้า
ไว้

#ตั้งใจเฉพาะพระนิพพานจุดเดียว
นี่ขอย้อนต้นนิดสำหรับญาติโยมพุทธบริษัทที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน

วันนี้นะให้ใช้คำภาวนาว่า #พุทโธ
เวลาหายใจเข้านึกว่า #พุท
หายใจออกนึกว่า #โธ

ญาติโยมทั้งหลายถ้าเคยปฏิบัติมาจากสำนักอื่นใช้คำภาวนาก็ดี พิจารณาก็ดียัง
ไหนคล่องได้โปรดอย่าเปลี่ยนใช้อย่างนั้นเป็นปกติ ถ้าขืนเปลี่ยน จะเป็นการขึ้นต้นใหม่จิตจะวุ่นวาย

ต่อไปนี้ขอญาติโยมพุทบริษัททั้งหลายตั้งใจสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน.


ที่มา

#หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
(#พระมหาวีระ_ถาวโร ป.ธ.๔)
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี
📖 : ธรรมปฏิบัติ ๒๙ หน้า ๖๒-๖๔
📝:Moddam Thammawong

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...