แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

27 มีนาคม 2563

อย่าอ้างธรรมะใครถูกใครผิด

ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ทำการแตกร้าวกัน” ดังนี้เป็นต้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่งและการวิวาทนั่น ทำความฉิบหายให้,

     ....................................................................

พระวินัยธรกับพระธรรมกถึกเถียงกันเรื่องวินัย   
            
               ความพิสดารว่า ภิกษุสองรูป คือพระวินัยธรรูป ๑ พระธรรมกถึกรูป ๑ มีบริวารรูปละ ๕๐๐ ได้อยู่ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี. วันหนึ่ง ในภิกษุ ๒ รูปนั้น พระธรรมกถึก ไปถาน(ส้วมของพระ) แล้ว เว้นน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะ ที่ซุ้มน้ำแล้วก็ออกมา. ภายหลัง พระวินัยธรเข้าไปที่ซุ้มน้ำนั้น เห็นน้ำนั้น ออกมาถามพระธรรมกถึกนอกนี้ว่า “ผู้มีอายุ ท่านเหลือน้ำไว้หรือ?” 
               ธ. ขอรับ ผู้มีอายุ. 
               ว. ท่านก็ไม่รู้ว่าอาบัติ ในเพราะการเหลือน้ำไว้นี้หรือ? 
               ธ. ขอรับ ผมไม่ทราบ. 
               ว. ไม่รู้ก็ช่างเถิด ผู้มีอายุ เป็นอาบัติในข้อนี้. 
               ธ. ถ้าอย่างนั้น ผมจักทำคืนอาบัตินั้นเสีย. 
               ว. ผู้มีอายุ ก็ถ้าว่าข้อนั้นท่านไม่แกล้งทำ เพราะความไม่มีสติ, อาบัติไม่มี. 
               พระธรรมกถึกนั้นได้เป็นผู้มีความเห็นอาบัตินั้นว่ามิใช่อาบัติ. 
               ฝ่ายพระวินัยธรได้บอกแก่พวกนิสิตของตนว่า “พระธรรมกถึกรูปนี้ แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้” พวกนิสิตพระวินัยธรนั้น เห็นพวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ” พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปแจ้งแก่พระอุปัชฌาย์ของตนแล้ว. 
               พระธรรมกถึกนั้นพูดอย่างนี้ว่า “พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อนพูดว่า ‘ไม่เป็นอาบัติ’ เดี๋ยวนี้พูดว่า ‘เป็นอาบัติ,’ พระวินัยธรนั้น พูดมุสา;” พวกนิสิตของพระธรรมกถึกนั้นไปกล่าวว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดมุสา.” พวกนิสิตของพระวินัยธรและพระธรรมกถึกนั้น ทำความทะเลาะกันและกันให้เจริญแล้ว ด้วยประการอย่างนี้. 
               ภายหลัง พระวินัยธรได้โอกาสแล้ว จึงได้ทำอุกเขปนียกรรม๑- แก่พระธรรมกถึก เพราะโทษที่ไม่เห็นอาบัติ. จำเดิมแต่กาลนั้น แม้พวกอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ ๒ รูปนั้น ก็ได้เป็น ๒ ฝ่าย. พวกภิกษุณีผู้รับโอวาทก็ดี พวกอารักขเทวดาก็ดี๒- ของภิกษุ ๒ รูปนั้น พวกอากาสัฏฐเทวดา๓- ผู้เพื่อนเห็น เพื่อนคบของพวกอารักขเทวดาเหล่านั้นก็ดี พวกปุถุชนทั้งปวงก็ดี ได้เป็น ๒ ฝ่ายตลอดจนพรหมโลกก็โกลาหลกึกก้องเป็นเสียงเดียว. ได้ขึ้นไปจนถึงอกนิฏฐภพ. 
____________________________ 
๑- กรรมที่สงฆ์จะพึงทำแก่ภิกษุที่สงฆ์สมควรจะยกเสีย 
๒- เทวดาผู้คุ้มครองรักษา 
๓- เทวดาผู้สถิตอยู่ในอากาศ

               พระศาสดาตรัสสอนให้สามัคคีกัน       
        
               ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า กราบทูลการที่พวกภิกษุผู้ยกวัตรถือ๑- ว่า “พระธรรมกถึกรูปนี้ สงฆ์ยกเสียแล้วด้วยกรรมที่ประกอบด้วยธรรมแท้.” และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึกผู้ที่สงฆ์ยกเสียแล้วถือว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกเรา สงฆ์ยกเสียแล้ว ด้วยกรรมซึ่งมิได้ประกอบด้วยธรรม.” และการที่พวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรมกถึก ผู้ที่สงฆ์ยกวัตรเหล่านั้น แม้อันพวกภิกษุผู้ยกวัตรห้ามอยู่ ก็ยังขืนเที่ยวตามห้อมล้อมพระธรรมกถึกนั้น. 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งโอวาทไปว่า “นัยว่า ภิกษุทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกัน” ถึง ๒ ครั้ง ทรงสดับว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน.” ครั้นหนที่ ๓ ทรงสดับว่า “ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว” ดังนี้ จึงเสด็จไปสู่สำนักของเธอทั้งหลายแล้ว ตรัสโทษในการยกวัตรของพวกภิกษุผู้ยกวัตร และโทษในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอกนี้แล้ว ทรงอนุญาตสังฆกรรมทั้งหลายมีอุโบสถเป็นต้น ในสีมาเดียวกันที่โฆสิตารามนั่นเอง แก่เธอทั้งหลายอีกแล้ว ทรงบัญญัติวัตรในโรงฉันว่า “ภิกษุทั้งหลายพึงนั่งในแถวมีอาสนะหนึ่งๆ ในระหว่างๆ๒- ดังนี้เป็นต้น แก่เธอทั้งหลาย ผู้เกิดการแตกร้าวในสถานที่ทั้งหลาย มีโรงฉันเป็นต้น แล้วทรงสดับว่า “ถึงเดี๋ยวนี้ ภิกษุทั้งหลายก็ยังเกิดการแตกร้าวกันอยู่” จึงเสด็จไปที่โฆสิตารามนั้นแล้ว ตรัสห้ามว่า “อย่าเลย ภิกษุทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้ทำการแตกร้าวกัน” ดังนี้เป็นต้นแล้ว ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการแตกร้าว การทะเลาะ การแก่งแย่งและการวิวาทนั่น ทำความฉิบหายให้, 
               แท้จริง แม้นางนกลฏุกิกา๓-. อาศัยการทะเลาะกัน ยังอาจทำพระยาช้างให้ถึงความสิ้นชีวิต” ดังนี้แล้ว ตรัสลฏุกิกชาดก๔- แล้วตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายขอพวกท่านจงพร้อมเพรียงกันเถิด อย่าวิวาทกันเลย, เพราะว่า แม้นกกระจาบตั้งหลายพัน อาศัยความวิวาทกัน ได้ถึงความสิ้นชีวิต”

26 มีนาคม 2563

การใช้หลักธรรม ในวิกฤตของโรคโควิด19

“อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ” เธอจงยังกิจของตนให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
.
คำถาม : #ครองใจอย่างไร สู้ภัย COVID-19
ตอบโดย : พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ
.
พระสูตรอ้างอิง : โภควิภาค 4, พระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๓๕ , ที่มา : http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=163
.
บางครั้งชีวิตก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาดที่อยู่เหนือการควบคุมซึ่งการอยู่เหนือการควบคุมนี่แหละที่ทำให้เรามีความวิตกกังวลมากเป็นพิเศษ จนบางคนถึงขั้นใช้ชีวิตไม่เป็นสุขไปเลยก็มี
.
สำหรับใครที่กำลังกังวลในเรื่องนี้ วันนี้พระอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำไว้แบบนี้ค่ะ
.
@@@@@@
.
"ในเบื้องต้น อาตมาขอชวนพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เพราะว่า จริง ๆต้องยอมรับก่อนว่าทุกชีวิตเมื่อเกิดมาแล้วต้องตาย และวันนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นว่าจริงๆ แล้วความตายมันใกล้แค่นี้เอง 
.
ใกล้ขนาดที่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังตัวเอง หรือคนบางคนไม่ระมัดระวังตัวเองแล้วเป็นพาหะเชื้อ COVID-19 อยู่และไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกระจายเชื้อให้คนอื่นซึ่งถ้าเราเป็นหนึ่งในนั้น โอกาสที่เราจะติดเชื้อก็มี
.
จากนั้นถ้าเกิดใครมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เบาหวาน ความดันโลหิต  ปอดไม่แข็งแรงหรือเป็นผู้สูงอายุ ก็อาจเสียชีวิตเพราะเชื้อนี้ได้ง่าย ๆ  ทั้งหมดนี้ยิ่งทำให้เราเห็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเตือนก่อนปรินิพพานว่า “อัปปมาเทนะ  สัมปาเทถะ” เธอจงยังกิจของตนให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด
.
อาตมาจะชวนให้เรียนรู้ว่า ชีวิตมันไม่แน่  ความตายนี้แหละแน่นอน ถ้าเรานึกถึงอันนี้ได้ แล้วพยายามจัดการชีวิตอย่างไม่ประมาทก็จะเป็นสิ่งที่ดี
.
@@@@@@
.
ลองมองภาพรวมจากสถานการณ์ตอนนี้จะเห็นว่า
.
1. ชีวิตเรา ไม่ใช่ชีวิตเราชีวิตเดียว เมื่อเราประมาท ทำอะไรโดยไม่ระมัดระวัง มันจะกระทบคนอื่น เช่น ในองค์กรองค์กรหนึ่ง ถ้าคนหนึ่งประมาทแล้วติดเชื้อ ก็อาจจะเสี่ยงทำให้คนทั้งองค์กรติดเชื้อได้ โดยไม่ยาก
.
2. ชีวิตคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่มีเพียงเรื่องของสุขภาพอย่างเดียว แต่ยังมีภาวะพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ในส่วนประเทศไทยเราเอง ณ ตอนนี้ก็จะเห็นว่าการที่เราพึ่งพาเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริการจำนวนมาก หลายธุรกิจต้องปิดกิจการ สายการบินถูกยกเลิกเที่ยวบิน ลักษณะเหล่านี้มีผลกระทบทั้งหมด
.
สองเรื่องที่กล่าวมาสะท้อนว่า บางทีการที่มีภาวะเศรษฐกิจแบบพึ่งพามากเกินไปก็อาจจะทำให้ประเทศชาติลำบากได้ เมื่อเกิดวิกฤตอย่างที่เราเผชิญอยู่ขณะนี้ ขนาดประเทศชาติยังลำบาก แล้วตัวเราเล่า เรามีกำลังทรัพย์พอที่จะเก็บไว้ใช้สอย ในยามจำเป็นหรือเปล่า 
.
อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ในการใช้ทรัพย์นั้น
     1. ส่วนต้องใช้ดูแลตัวเอง
     2. ดูแลครอบครัว,
     3. ส่วนต้องใช้เพื่อลงทุนทำงานต่อไป
     4. อีกส่วนหนึ่งก็เก็บไว้ในยามคับขัน
เรียกว่า “โภควิภาค 4” เราทำแบบนั้นหรือเปล่า
.
@@@@@@
.
นอกจากไม่ประมาทในการบริหารจัดการทรัพย์ แล้วเราไม่ประมาทเรื่องการใช้ชีวิตด้วยหรือยัง เราทำความดีพอหรือยัง ถ้าวันนี้เราจะต้องติดเชื้อ แล้วต้องตาย ถ้าเรารู้สึกว่ายังไม่พร้อม ก็ถือโอกาสนี้ทำตนไม่ประมาท 

ทำอะไรที่ดีๆได้ กับคนที่เรารัก กับพ่อแม่เรา กับลูกเราก็ทำ แทนที่จะกังวลว่าติดเชื้อหรือยัง ให้ถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยวันนี้ เรายังไม่ติด และใช้ชีวิตวันนี้อย่างไม่ประมาททั้งกาย วาจา ใจ
.
ปิดท้ายขอเพิ่มเติมเล็กน้อย ถ้าใครรู้สึกว่ายังมีกำลัง ก็อยากชวนว่า อะไรที่เราจะเอื้อเฟื้อเกื้อกูลสังคมให้มันดีขึ้นร่วมกันได้ ก็ทำ
.
ถ้าติดเชื้อ COVID-19 อาจจะทำให้ปอดอักเสบ แต่ถ้าเราไม่มีความใส่ใจ มีแต่ความเห็นแก่ตัวเท่ากับว่า วิธีคิดของเราอักเสบ สิ่งนี้แหละน่ากลัวที่สุด มากกว่า COVID-19 เสียอีก"
.
อย่าลืมว่า ถ้าคุณรู้สึกหนัก มีทุกข์ในใจแบ่งเรื่องราวของคุณให้พวกเราได้ค่ะ ที่สำคัญลองเติมธรรมกันวันละนิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ ส่งความหนัก ความทุกข์ สิ่งสงสัยมาให้พวกเราได้ที่ www.bia.or.th/dhamlife อ้อมจะไปหาคำตอบ จากพระอาจารย์มาให้ค่ะ อะไรที่อ้อมช่วยได้ อ้อมยินดีค่ะ

...................
ขอบคุณที่มา :-
https://today.line.me/th/pc/article/ธรรมlife+EP+51+ครองใจอย่างไร+สู้ภัย+COVID+19-nrDyYg 
ธรรมlife โดย อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ ,เผยแพร่ 25 มีนาคม 2563 ,เวลา 4.00 น.

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...