แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรต แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2563

เปรต

#เปรต คืออะไร ทำกรรมอะไร ต้องไปเป็นเปรต
คติความเชื่อเรื่องเปรตถือกันแพร่หลาย พุทธศาสนาถือว่าผู้ไปเกิดในเปรตวิสัยภูมิ คือแดนแห่งเปรตเพราะบาปกรรมที่ทำกันไว้ เปรตบางจำพวก ข้างแรมเป็นเปรต ข้างขึ้นเป็นเทวดา บางจำพวกข้างขึ้นเป็นเปรต ข้างแรมเป็นเทวดา บางจำพวกเป็นเปรตตลอดกาล
ในบรรดาสัตว์โลกนั้น ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต พระพุทธองค์ทรงแบ่งไว้เป็น ๔ ประเภท เรียกว่า “กำเนิด ๔” ดังนี้
    ๑. ชลาพุชะ =เกิดในมดลูก (ชำแรกไส้มาเกิด)
  ๒. อัณฑชะ =เกิดในไข่
   ๓. สังเสทชะ =เกิดในเถ้าไคลที่ชุ่มชื้น (อุจาระของเน่า เช่นหนอนแมลงวันต่างๆ) เกิดในยางเหนียว ในเกสรดอกไม้
   ๔. โอปปาติกะ =เกิดในอากาศโดยเติบโตทันที (อุบัติแล้วโตเต็มวัยทันที) เปรต จัดอยู่ในประเภทนี้
ส่วนภพภูมินั้น เรียก “ภูมิ ๓๑” ประกอบด้วย
      อรูปภูมิ ๔ เป็นชั้นพรหม ชั้นสูง มีแต่จิตไม่มีตัวตน
     รูปภูมิ ๑๖ เป็นชั้นพหรมรองลงมา
    เทวภูมิ ๖ คือสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น (ชั้นที่ ๗ ไม่มีนะครับ คนเราเอามาพูดกันเอง)
    มนุษยภูมิ ๑ คือภพภูมิของมนุษย์มี ๑ เดียวเท่านั้นครับ และ
สุดท้าย อบายภูมิ ๔ ประกอบด้วย
         ๑. นรกภูมิ
         ๒. เปรตภูมิ เปรตอยู่ในภพภูมินี้ครับ
         ๓. อสุรกายภูมิ
         ๔. ดิรัจฉานภูมิ
   คติความเชื่อเรื่องเปรตถือกันแพร่หลาย พุทธศาสนาถือว่าผู้ไปเกิดในเปรตวิสัยภูมิ คือแดนแห่งเปรตเพราะบาปกรรมที่ทำกันไว้ เปรตบางจำพวก ข้างแรมเป็นเปรต ข้างขึ้นเป็นเทวดา บางจำพวกข้างขึ้นเป็นเปรต ข้างแรมเป็นเทวดา บางจำพวกเป็นเปรตตลอดกาล บางจำพวกอยู่ในปราสาท 
    บางจำพวกมีช้าง ม้า ข้าทาส มียวดยานคานหามทองที่เที่ยวไปในอากาศ บางพวกอายุยืน ๑๐๐ ปี บางจำพวก ๑,๐๐๐ ปี บางพวกมีอายุชั่วพุทธันดรกัลป์หนึ่ง ไม่ได้กินข้าวแม้สักเม็ด น้ำแม้สักหยดหนึ่งเลย 
  ดังนั้นพอจะอธิบายได้ว่า เปรตคือผู้ที่ทำกรรมมาชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องรับกรรมด้วยความทุกข์ทรมาน เช่นหิวโหยอดอยาก ร้อนหรือหนาวอย่างที่สุด เจ็บปวดอย่างที่สุด และรับความทุกข์ทรมานอย่างที่สุด โดยแบ่งตามชนิดของเปรตได้หลากหลายดังนี้
แบ่งตาม เปตวัตถุอรรถกถา แบ่งได้ ๔ ประเภท
* ปรทัตตุปชีวิกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ จากอาหารที่มีมนุษย์ให้ เช่น การเซ่นไหว้ เป็นต้น
* ขุปปีปาสิกเปรต คือ เปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็นนิจ
* นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
* กาลกัญจิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสุรกาย
แบ่งตาม คัมภีร์โลกบัญญัตติปกรณ์ และ ฉคติทีปนีปกรณ์ แบ่งได้ ๑๒ ประเภท(ตระกูล)
   ๑. วันตาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
  ๒. กุณปาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินซากศพคนหรือสัตว์ เป็นอาหาร
   ๓. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร
   ๔. อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตที่มีเปลวไฟลุกทั่วในปากตลอดเวลา
   ๕. สุจิมุขเปรต คือ เปรตที่มีปากเท่าเล็กขนาดเท่ารูเข็ม
    ๖. ตัณหัฏฏิตเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนจนเกิดทุกข์จากความหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ
  ๗. สุนิชฌามกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา
  ๘. สุตตังคเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมราวกับมีด
  ๙. ปัพพตังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าขนาดของภูเขา
   ๑๐. อชครังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายราวกับงูเหลือม
 ๑๑. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยทุกข์เฉพาะในเวลากลางวัน แต่ในเวลากลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน
 ๑๒. มหิทธิกเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์มาก
.
แล้วทำกรรมอันใดจึงต้องเป็นเปรต
#อกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้ไปจุติเป็นเปรต 
๑. ผู้มักอิจฉาริษยาผู้อื่น คิดอยากได้ทรัพย์สินของเขา ไม่ให้ทาน ตลอดจนโกงทรัพย์สินของสงฆ์มาเป็นของตน ตายไปเกิดเป็นเปรตตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม มีแต่กระดูก ตัวเหม็นสาป ผมรุ่ยร่ายลงมาคลุมปาก เสวยทุกขเวทนาทั้งกายใจ ร้องไห้คร่ำครวญนานนับพันปี 
 ๒. ผู้บวชเป็นสมณชีพราหมณ์ มักดูถูก กล่าวร้าย ติเตียนครูอาจารย์และคณะสงฆ์ ตายไปเกิดเป็นเปรตมีกายงามดังทอง มีปากเหมือนหมู ปากนั้นเหม็นหนักหนา มีหนองเต็มปาก หนอนเจาะกินปากหน้าตาและเนื้อตัวเขา 
  ๓. หมอหญิงให้ยาหญิงมีครรภ์กินเพื่อให้แท้งลูก ตายไปเกิดเป็นเปรตผู้หญิง เปลือยกาย ตัวเน่าเหม็น มีแมลงวันตอมจำนวนมาก ร่างกายมีแต่เส้นเอ็นและหนังหุ้มกระดูก กินเนื้อลูกน้อยตนตลอดเวลา 
  ๔. หญิงเห็นสามีถวายข้าว น้ำ และผ้าแก่คณะสงฆ์ กลับโกรธเคืองด่าทอสามี ตายไปเกิดเป็นเปรตผู้หญิงเปลือย อดอยาก เห็นข้าวน้ำอยู่ตรงหน้าก็จะหยิบมากิน แต่ข้าวน้ำนั้นกลายเป็นอาจม เป็นเลือด เป็นหนอง เห็นผ้าจะหยิบมานุ่งห่ม ผ้านั้นกลายเป็นแผ่นเหล็กแดงลุกไหม้ตลอดตัว 
 ๕. ผู้มักตระหนี่ไม่เคยทำบุญให้ทาน เห็นคนอื่นทำบุญให้ทานก็ห้ามปราม ตายไปเกิดเป็นเปรตร่างสูงใหญ่เท่าต้นตาล เส้นผมหยาบ ตัวเหม็นมาก อดอยากยากไร้นักหนา 
 ๖. ผู้เอาข้าวลีบปนข้าวดีแล้วไปหลอกขาย ตายไปเกิดเป็นเปรตเอามือกอบข้าวลีบลุกเป็นไฟใส่ศรีษะของตนตลอดเวลา ต้องทุกข์ทรมานมากมายหลายพันปีในนรก 
 ๗. ผู้ที่ตีศรีษะมารดาบิดาด้วยมือ ไม้ และเชือก ตายไปเกิดเป็นเปรตเอาฆ้อนเหล็กแดงตีศรีษะตนเอง 
 ๘. ผู้ที่มีคนมาขอข้าว ข้าวมีแต่หลอกว่าไม่มี ตายไปเกิดเป็นเปรต กินแต่ลามกอาจมปนหนองเน่าเหม็นนักหนา 
 ๙. ผู้เป็นข้าราชการ รับสินบนผู้ผิด ตัดสินความผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ตายไปเกิดเป็นเปรตมีวิมาน มีบริวารนางฟ้า แต่เอาเล็บมือคมดังมีดกรด ขูดเนื้อหนังตัวเองกินต่างอาหาร 
๑๐. ผู้ด่าทอ กล่าวเท็จต่อพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ผู้มีศีล ตายไปเกิดเป็นเปรตมีเปลวไฟพุ่งออกจากปาก อกและลิ้นแล้วลามไหม้ทั่วตัวเขา 
 ๑๑. ผู้มักข่มเหงรังแกคนยากไร้เข็ญใจอย่างไร้กรุณาปราณี เอาทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตน และใส่ความผู้ไม่มีความผิด ตายไปเกิดเป็นเปรตผอม อดอยากมาก เห็นน้ำใสเอามือกอบจะกิน น้ำนั้นกลายเป็นไฟไหม้เขาทั้งตัว เขากลิ้งเกลือกตายในไฟนั้น 
  ๑๒. ผู้เผาป่า สรรพสัตว์หนีไม่ทันถูกไฟป่าคลอกตาย ตายไปเกิดเป็นเปรตผอม ตัวเปื่อยเน่ามือเน่า ตีนเปื่อยหลังโก่ง เขาเอาไฟคลอกตัวเองตลอดเวลา 
 ๑๓. ข้าราชการตัดสินความโดยไม่ชอบธรรม ไม่วางตัวเป็นกลาง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ขูดรีดชาวบ้าน ตายไปเกิดเป็นเปรต ตัวใหญ่เท่าภูเขา มีขน เล็บตีนเล็บมือใหญ่ยาว คมดังมีดกรดและหอกดาบ ลุกเป็นเปลวไฟแทงตัวเขาตลอดเวลา
.
ที่มา: http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=411.0

06 มิถุนายน 2563

ภรรยาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเปรต มาขอส่วนบุญ

“..เห็นบุญให้รีบหาบ
เห็นบาปให้รีบหนี
เห็นคนทำซึ่งกรรมดี
ให้เรานี้ร่วม อนุโมทนาสาธุ..”

#ภรรยาตายจากความเป็นคนไปเกิดเป็นเปรต 
มาขอส่วนบุญขณะสามีเจริญพระกรรมฐาน
"..เวลาทำบุญให้คนตาย เคยพบเห็นบ่อยเวลาพระจะสวดมนต์ ลูกหลานหรือเจ้าภาพก็จะไปเคาะโลงบอก 
"ฟังสวดมนต์นะ"
เวลาพระจะให้ศีลก็ไปเคาะโลงบอก
"รับศีลนะ"
พอเอาอาหารไปวางก็เคาะโลงบอก
"กินข้าวนะ"

ความจริงคนตายแล้วไม่มีสิทธิ์ที่จะกินของที่เอาไปวางให้กิน ผีมีสิทธิ์โมทนาในผลบุญที่มีผู้ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลไปให้เท่านั้น เราจะทำอย่างไรผู้ตายจึงได้รับ ในชาดกมีเรื่องหนึ่งเป็นตัวอย่างคือ
มีอุบาสกคนหนึ่งนั่งเจริญพระกรรมฐานในที่สงัด ปรากฎว่าภรรยาที่ตายไปแล้วมาแสดงตัว มีแต่ซี่โครงขึ้นเป็นแถวผ้าผ่อนท่อนสไบไม่มีนุ่ง 

ท่านผู้นี้จึงถามว่า
"เธอเป็นใคร"
ตอบว่า
"ฉันเป็นภรรยาของท่านเมื่อตายไปแล้ว อาศัยที่จิตเป็นอกุศล ขณะมีชีวิตอยู่เป็นคนไม่ทำบุญทำทานและก็เป็นคนใจร้าย จึงเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเปรต เวลานี้มีความหิวโหยมาก หนาวก็หนาว ร้อนก็ร้อน มีทั้งหนาวและร้อนเพราะไม่มีผ้าปิดกาย และหิวอาหารมาก เพราะไม่มีอะไรจะกิน"

ท่านสามีก็บอกว่า
"ไปบ้านสิมีของกินมากมาย เลือกกินเอาตามชอบใจเหมือนกับสมัยที่เธอยังมีชีวิตอยู่"
ผีเปรตจึงบอกว่า
"สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าท่านจะเอามาวางไว้ในมือของเรา มันก็ไม่เกิดประโยชน์เพราะว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะกินที่จะใช้ในวัตถุ"

ท่านสามีจึงถามว่า
"ถ้าฉันต้องการจะสงเคราะห์เธอ ทำอย่างไรเธอจึงจะได้ล่ะ"
เธอก็บอกว่า
"ขอให้ท่านนำเอาของไปถวายแก่สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านใดท่านหนึ่ง คือต้องการให้มีผ้าก็ขอให้นำผ้าไปถวาย ต้องการให้มีร่างกายสมบูรณ์ ร่างกายเป็นทิพย์ก็นำอาหารไปถวาย และก็อุทิศส่วนกุศลไปให้ฉัน ฉันจึงจะได้"
ท่านสามีจึงนำของไปถวายแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา และก็อุทิศส่วนกุศลไปให้เธอ

พอรุ่งขึ้นอีกคืนหนึ่งเธอก็มาแสดงตนใหม่ตอนที่ท่านสามีนั่งเจริญพระกรรทฐาน มาคราวนี้เป็นนางฟ้าสวยแจ๋ว ใสสว่าง มีวิมานทองคำมาปรากฎชัด
ท่านสามีจำไม่ได้จึงถามว่า
"เธอเป็นนางฟ้าเพราะบำเพ็ญบารมีอะไร ร่างกายจึงประดับประดาไปด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์ สวยสดงดงามมีแสงสว่างไปทั่วทิศ และก็มีวิมานทองคำ"
นางฟ้าองค์นั้นก็ตอบว่า
"ท่านจำไม่ได้หรือ เมื่อคืนที่แล้วที่ผ่านมาน่ะ"
ก็เป็นอันว่าผลที่ผู้ตายจะพึงได้รับ ต้องได้รับจากการโมทนาในบุญกุศลที่อุทิศไปให้ ไม่ใช่ได้รับจากการไปเคาะโลงหรือได้จากการเอาของไปให้เฉยๆ.."
 

ที่มา
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
_______
จากหนังสือ "ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน" หน้า ๓๒๖ - ๓๒๗

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...