22 ธันวาคม 2563
เรื่อง "กัมมัฏฐาน ๕ คือรากเหง้ามูลกัมมัฏฐาน" หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
11 พฤศจิกายน 2563
อานิสงส์ของพระพุทธมนต์ เสียงสาธุ เสียงสวดมนต์ สะเทือนสะท้านถึงเทพเทวดา
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต : ประวัติโดยสังเขป
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ รำลึก ๗๑ ปี วันคล้ายวันมรณกาลขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
12 กรกฎาคม 2563
เกิดเป็นมนุษย์ จึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย
"...การเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีคือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโนสมบัติบริบูรณ์
จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้
จะสร้างสมเอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้
พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง
มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง มา โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย
มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย
เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้
เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา
ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว
บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมากและขยันจริง พร้อมทั้งวาสนาบารมีแต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย..."
ที่มา
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
04 กรกฎาคม 2563
"หลวงปู่มั่น" ท่านได้อธิษฐานจิต "หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ"
"หลวงปู่มั่น" ท่านได้อธิษฐานจิต "หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ"
ริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร
“หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้ จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ ”
“ถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด”
ท่านนั่งสมาธิอยู่ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ขยับเขยื้อนและไม่ลืมตาเลย
เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นได้อย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาดูทุกอย่างที่ผ่านมา ก็แจ้งประจักษ์ขึ้นในปัจจุบันหมด
ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่
ท่านพิจารณาใคร่ครวญดู ว่า ทำไม ? จึงเกิดมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่ "จิต" ของท่าน "เลยขั้นที่จะนิมิตแล้ว"
เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัข" นั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขอยู่หลายชาติ
เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ
“การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน
โอ ! แล้วจะต้อง "เวียนตายเวียนเกิด" ไปอีก "กี่หมื่นกี่แสนชาติ" จึงจะถึง คิว ได้เป็น "พระพุทธเจ้า"สมความปรารถนา
ท่านรู้สึก "สลดใจ" ที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังจะต้องเวียนวายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีต่อไปอีกนานแสนนาน
ท่านจึงได้ "อธิษฐานจิต" หยุดการ "ปรารถนาพระโพธิญาณ" ตั้งใจแน่วแน่ที่จะ "ขอบรรลุธรรม" ในชาติปัจจุบัน
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่มา
พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
จงเร่ง ภาวนา ภัยมีอยู่รอบด้าน
หากยามใดท้อถอยเหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติ ก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมา
ต้องตระหนัก ว่าขณะนี้เรายังอยู่ในมรสุม อยู่ท่ามกลางคลื่น ภัยนั้นมีอยู่รอบด้าน
เอาไว้ให้ถึงฝั่งเสียก่อน อย่ามัวเที่ยวเก็บเที่ยวชมดอกไม้ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ...
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ที่มา
กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน
03 กรกฎาคม 2563
ความสัมพันธ์ของสมถะและวิปัสสนา
"ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสมถะวิปัสสนา"
และ ความสัมพันธ์ของ
วิขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน
[ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา]
การข่ม การทำให้ไกลซึ่งปัจนิกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น ด้วยโลกิยสมาธินั้นๆ ดุจเอาหม้อเหวี่ยงลงไปในน้ำที่มีแหน ทำให้แหนกระจายไปไกล ฉะนั้น นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า วิกฺขมฺภนปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต - การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ เพราะนิวรณ์ปรากฏ.
อันที่จริง นิวรณ์ยังไม่ครอบงำจิตเร็วนักทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในส่วนเบื้องหลังแห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้นยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้นๆ โดยเป็นปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้นๆ ดุจตามประทีปไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่าตทังคปหานะ.
เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว ด้วยวิกขัมภนปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอสุภฌาน, ด้วยสมุจเฉทปหานะ
<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า กามานเมตํ นิสฺสรณํ - เนกขัมมะเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามเป็นต้น. ชื่อว่านิสสรณะ เพราะเนกขัมมะเป็นเหตุสลัดออกจากกาม จากรูป จากสังขตะ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่านิสสรณะ เพราะออกไปจากกามเหล่านั้น. นิสสรณะ คืออสุภฌาน.
ชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากกาม. หรือ ได้แก่ อนาคามิมรรค.
จริงอยู่ อสุภฌานชื่อว่านิสสรณะ เพราะข่มกามไว้ได้.
ส่วนอุปปาทิตอนาคามิมรรค - อนาคามิมรรคยังฌานให้เกิด ทำฌานนั้นให้เป็นบาท ชื่อว่า อจฺจนฺตนิสฺสรณํ - เป็นอุบายสลัดออกโดยส่วนเดียว เพราะขาดจากกามโดยประการทั้งปวง.
ชื่อว่า รูปํ เพราะอรรถว่าสลายไป.
อธิบายว่า อรูปมิใช่รูปเป็นปฏิปักษ์ต่อรูป ดุจอมิตรเป็นปฏิปักษ์ต่อมิตร, และดุจอโลภะเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อรูปํ เพราะอรรถว่า ในฌานนี้ไม่มีรูปด้วยอำนาจแห่งผล, อรูปนั่นแล ชื่อว่า อารุปฺปํ - อรูปฌาน. อารุปปะ คืออรูปฌาน. อรูปฌานเหล่านั้นเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป. อรหัตมรรค ชื่อว่าอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปโดยประการทั้งปวง เพราะห้ามการเกิดใหม่ด้วยอรูปฌาน.
บทว่า ภูตํ คือ เกิดแล้ว.
บทว่า สงฺขตํ คือ อาศัยปัจจัยปรุงแต่ง.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ - ธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น ได้แก่ปัจจัยนั้นๆ เกิดขึ้นโดยชอบและร่วมกัน. เป็นอันท่านแสดงความไม่เที่ยง ด้วยแสดงถึงความเกิดครั้งแรก, เมื่อมีความไม่เที่ยงครั้งที่ ๒ ท่านก็แสดงถึงความเป็นไปในเบื้องหน้าด้วยการแสดงถึงอานุภาพของปัจจัย, เมื่อมีความเป็นไปในเบื้องหน้าครั้งที่ ๓ ท่านก็แสดงถึงความเป็นธรรมดาอย่างนี้ ด้วยการแสดงถึงความเป็นผู้ขวนขวายปัจจัย.
บทว่า นิโรโธ คือ นิพพาน. ท่านกล่าวว่า นิโรโธ เพราะอรรถว่าอาศัยนิพพานดับทุกข์. นิโรธนั้นชื่อว่าเป็นอุบายสลัดออกแห่งสังขตะนั้น เพราะสลัดออกจากสังขตะทั้งหมด.
ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า
ในบทนี้ว่า นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ - นิโรธ
เป็นอุบายสลัดออกแห่งสังขตะนั้น ท่านประสงค์
อรหัตผลว่า นิโรธ. จริงอยู่ เมื่อเห็นนิพพานด้วย
อรหัตผล สังขารทั้งปวงก็จะไม่มีต่อไปอีก เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าว นิโรโธ เพราะเป็นปัจจัย
แห่งนิโรธอันได้แก่พระอรหัต.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส - เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะแล้ว มีดังต่อไปนี้
เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว ด้วยวิกขัมภนปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอสุภฌาน, ด้วยสมุจเฉทปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอนาคามิมรรค. พึงประกอบรูปทั้งหลายอย่างนี้ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอรูปฌานและในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอรหัตมรรค. การตัดขาดรูปย่อมมีด้วยการละฉันทราคะในรูปทั้งหลาย,
อนึ่ง ในบทว่า รูปา นี้เป็นลิงควิปลาส. เมื่อบุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้วด้วยนิสสรณปหานะ ในเพราะพระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออก, ด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ ในเพราะอรหัตผลเป็นเครื่องสลัดออก.
พึงทราบว่า การได้เฉพาะด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์ ในเพราะความที่พระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออก
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทุกฺขสจฺจํ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริญฺญาปฏิเวธํ - การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้เป็นต้น เป็นภาวนปุงสกะ. การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ ชื่อว่า ปริญฺญาปฏิเวธํ. ทุกขสัจนั้นเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า ปชหาติ - ย่อมละ พึงถือเอาความว่า บุคคลผู้แทงตลอดได้อย่างนั้นๆ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้.
อธิบายว่า ย่อมละกิเลสเหล่านั้นด้วยละฉันทราคะแม้ในโลกิยะและโลกุตระ. ปาฐะว่า ปชหติ บ้าง.
มรรคญาณย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง, ย่อมตรัสรู้ทุกข์ ด้วยปริญญาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้, ย่อมตรัสรู้สมุทัย ด้วยปหานาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการละ, ย่อมตรัสรู้มรรค ด้วยภาวนาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้เกิด, ย่อมตรัสรู้นิโรธ ด้วยสัจฉิกิริยาสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง.
เหมือนเรือย่อมทำกิจ ๔ อย่างในขณะเดียวกัน, ย่อมละฝั่งใน, ตัดกระแส, นำสินค้าไป, ย่อมถึงฝั่งโน้น ฉะนั้น.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร?
พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงปหานะ แม้ในขณะเดียวกันก็ดุจแยกกัน เพราะท่านกล่าวว่า พระโยคาวจรทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุ ย่อมเห็น ย่อมแทงตลอดอริยสัจ ๔.
พึงทราบวินิจฉัยในปหานะ ๕ ดังต่อไปนี้
การข่ม การทำให้ไกลซึ่งปัจนิกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น ด้วยโลกิยสมาธินั้นๆ ดุจเอาหม้อเหวี่ยงลงไปในน้ำที่มีแหน ทำให้แหนกระจายไปไกล ฉะนั้น นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า วิกฺขมฺภนปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต - การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ เพราะนิวรณ์ปรากฏ.
อันที่จริง นิวรณ์ยังไม่ครอบงำจิตเร็วนักทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในส่วนเบื้องหลังแห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้นยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้นๆ โดยเป็นปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้นๆ ดุจตามประทีปไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่าตทังคปหานะ.
บทว่า ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต - การละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่ผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละทิฏฐิโดยเป็นของหยาบ. เพราะทิฏฐิเป็นของหยาบ, นิจสัญญาเป็นต้นละเอียด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิคตานํ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิคตะ ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ๙- - คูถ มูตร.
ทิฏฐิคตะนี้เที่ยวไปด้วยทิฏฐิ เพราะความเป็นของที่ควรไปบ้าง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ. ไปในทิฏฐิ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒ บ้าง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ. ทิฏฐิคตะเหล่านั้น ท่านกล่าวเป็นพหุวจนะ.
____________________________
๙- องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕.
บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ - สมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ได้แก่ สมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. การละโดยอาการที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแห่งธรรมอันเป็นสังโยชน์ ด้วยอริยมรรคญาณ ดุจต้นไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาด นี้ชื่อว่าสมุจเฉทปหานะ.
บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ - นิโรธ คือนิพพาน ได้แก่นิพพานกล่าวคือนิโรธ.
[๖๖] เพื่อแสดงธรรมที่ควรละด้วย ปหานะ อย่างนี้แล้วแสดงธรรมที่ควรละอีกโดยสรุป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพุทธพจน์มีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ.
ในธรรมเหล่านั้น ควรละธรรมมีจักษุเป็นต้น ด้วยการละฉันทราคะ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อเห็นรูปย่อมละ ได้แก่ เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้.
เมื่อพิจารณาเห็น สำรวจ เพ่งปรารถนา อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในสองไปยาลว่า จกฺขํ ฯเปฯ ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ, อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ในโลกุตรธรรมเหล่านั้นมีอาทิว่า ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมละได้ ย่อมละกิเลสที่ควรละ ในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะเหตุนั้นควรประกอบโดยอนุรูปแก่ธรรมนั้นๆ.
จบอรรถกถาปหาตัพพนิทเทส
จบอรรถกถาตติยภาณวาร
-----------------------------------------------------
23 มิถุนายน 2563
ท่านไม่ให้เหยียดหยามกัน
หลังจากมรณภาพแล้วก็ยังมาสอนศิษย์ทางนิมิต
เหตุไม่ฉันเนื้อสัตว์ " -: พระธรรมเทศนาพระจารย์มั่น ภูริทัตโต :- เกี่ยวกับการฉันเจ..!
21 มิถุนายน 2563
ถ่ายหลวงปู่มั่น ทุกภาพ คือภาพที่ท่านตั้งใจให้ถ่าย ถ้าท่านไม่อนุญาต จะไม่มีวันถ่ายติด
20 ตุลาคม 2561
ที่พึ่งอันอุดมและมั่นคง โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษม
อันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็น
เช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย
แล้วไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง ที่เคารพนับถือ
ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอโดยวิธี
บนบานศาลกล่าวจากเถื่อนถ้ำและภูเขา ต้นไม้ใหญ่
ศาลพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางต่างๆ
ที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นที่สถิตย์อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตนรอดพ้น
จากอันตรายความตาย และความทุกข์ได้ จึงหลง
พากันเซ่นสรวงด้วยเครื่องสังเวยต่างๆ ตามที่ตนเอง
เข้าใจว่าเจ้าของสถานที่ เหล่านั้นจะพอใจหรือชอบใจ
นอกจากนั้นยังมี การทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์
สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีต่างๆ
เหล่านี้"
"ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการให้ภาวนา น้อมรำลึกนึก
เอาพระคุณอันวิเศษ ของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม
และพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
จึงจะเป็นการถูกต้องสมกับที่พวก เราเป็นผู้รับ นับถือ
เอาพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งประจำกายใจของตน
และอีกอย่างให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักของอุบาสก
อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนา"
" ต่อไปนี้ให้ญาติโยมทุกคนทั้งหญิง ทั้งชาย เฒ่าแก่
เด็กเล็กเด็กน้อยก็ตาม พากันสวดมนต์ทำวัตรทั้งเช้า
ทั้งเย็น ก่อนนอนตื่นนอนทุกวัน ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว
พ่อแม่เป็นผู้พาทำ ทำที่บ้านใครบ้านมัน ทุกครัวเรือน
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลแก่พวกเรา
ความเดือดร้อนต่างๆ เหล่านั้นมันก็จะหายไปเอง "
ที่พึ่งอันอุดมและมั่นคง โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษม
อันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็น
เช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย
แล้วไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง ที่เคารพนับถือ
ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอโดยวิธี
บนบานศาลกล่าวจากเถื่อนถ้ำและภูเขา ต้นไม้ใหญ่
ศาลพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางต่างๆ
ที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นที่สถิตย์อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตนรอดพ้น
จากอันตรายความตาย และความทุกข์ได้ จึงหลง
พากันเซ่นสรวงด้วยเครื่องสังเวยต่างๆ ตามที่ตนเอง
เข้าใจว่าเจ้าของสถานที่ เหล่านั้นจะพอใจหรือชอบใจ
นอกจากนั้นยังมี การทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์
สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีต่างๆ
เหล่านี้"
"ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการให้ภาวนา น้อมรำลึกนึก
เอาพระคุณอันวิเศษ ของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม
และพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
จึงจะเป็นการถูกต้องสมกับที่พวก เราเป็นผู้รับ นับถือ
เอาพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งประจำกายใจของตน
และอีกอย่างให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักของอุบาสก
อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนา"
" ต่อไปนี้ให้ญาติโยมทุกคนทั้งหญิง ทั้งชาย เฒ่าแก่
เด็กเล็กเด็กน้อยก็ตาม พากันสวดมนต์ทำวัตรทั้งเช้า
ทั้งเย็น ก่อนนอนตื่นนอนทุกวัน ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว
พ่อแม่เป็นผู้พาทำ ทำที่บ้านใครบ้านมัน ทุกครัวเรือน
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลแก่พวกเรา
ความเดือดร้อนต่างๆ เหล่านั้นมันก็จะหายไปเอง "
มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน
"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...
-
พระหลวงพ่อทวด ชุดนี้จัดสร้างโดยมีพระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ดำเนินการร่วมกับพระครูสมุห์อำพล วัดประสาทบุญญาวาสใ พิธีปลุกเสกเมื่อวัน...
-
https://youtu.be/V5b6fr4VMjU หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ระยอง - พลังจตุธาตุหนักแน่นเช่นเดิม มาเต็มๆ 100 ทุกพลังธาตุ ตามมาตรฐานหลวงปู่ทิม...
-
"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...



