แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แสดงบทความทั้งหมด

22 ธันวาคม 2563

เรื่อง "กัมมัฏฐาน ๕ คือรากเหง้ามูลกัมมัฏฐาน" หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

เรื่อง "กัมมัฏฐาน ๕ คือรากเหง้ามูลกัมมัฏฐาน"

(ปกิณกธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
(จากหนังสือ "รำลึกวันวาน")
(เขียนโดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ)

• เทศน์มูลกัมมัฏฐาน

ท่านพระอาจารย์(หลวงปู่มั่น)ได้เทศน์เรื่องนี้ว่า

ก่อนพระอุปัชฌาย์จะบวชให้กุลบุตรทั้งหลายนั้น จะต้องสอนเรื่อง มูลกัมมัฏฐาน ก่อน

เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เป็นอนุโลม

ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นี้เป็นปฏิโลม

ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาย์จะอธิบาย พอให้ได้ใจความว่า รากเหง้าของพระกัมมัฏฐานทั้งหมด อันผู้ปฏิบัติจะพิจารณานั้น ออกไปจากกัมมัฏฐาน ๕ นี้เอง จึงเรียกว่า มูล คือ เค้าเป็นมูลเหตุ อันมูลกัมมัฏฐานนี้ ท่านพระอาจารย์อธิบายได้ละเอียด เป็นอเนกปริยายอย่างมีระบบ ซึ่งผู้เล่าจะนำมาเล่าพอได้ใจความดังนี้

ท่านแปล เกสา อันว่าผมทั้งหลาย โลมา อันว่าขนทั้งหลาย นขา อันว่าเล็บทั้งหลาย ทนฺตา อันว่าฟันทั้งหลาย ตโจ อันว่าหนัง ท่านไม่ว่าทั้งหลาย ก็มันหนังผืนเดียวนี้ หุ้มห่อร่างกายอยู่ นอกนั้นมันมีมาก ก็ว่าทั้งหลาย

ผมอยู่บนศีรษะอยู่เบื้องสูง ตามองดูจะเห็นส่วนบนก่อน ต่อจากนั้นจึงเห็นโดยลำดับ รวมลงที่สุด คือ หนัง

หนังเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด ความนิยมชมชอบ ความสมมติว่า เป็นพระ เณร เถรท้าว รวมไปทั้ง บุตร ภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้หุ้มห่อ หากไม่มีหนังหุ้มห่อ มีแต่เลือด เนื้อ เอ็น ตับ ไต ไส้ พุง สุดท้ายเหลือแต่กระดูกในหม้อในโหล หรือว่าเหลือแต่โครงกระดูก ใครเล่าจะนิยมชมชอบ ว่าบุคคลนี้ เป็นพระเณรเถรท้าว นี้เป็นบุตรภรรยาสามีของเรา มีไหมล่ะ

ด้วยเหตุนี้เอง พระอุปัชฌาย์จึงได้สอนกุลบุตรผู้จะบรรพชาอุปสมบท ให้เรียนมูลกัมมัฏฐานก่อน เพราะว่า ราคะ ความกำหนัดยินดี อยากจะได้ชมเชย เชยชิด ก็เพราะไอ้เจ้าตามองไปเห็นหนังก่อน ไม่ว่าชายเห็นหญิง หญิงเห็นชาย แล้วอยากได้มาเป็นภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้เอง นอกนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ หนังเป็นต้นเหตุ หนังก่อทุกข์ หนังก่อภพก่อชาติ ไม่ว่าคนและสัตว์ หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า โค กระบือ แม้กระทั่งลา ก็หนังผืนนี้แล

ทำไมพระอุปัชฌาย์จึงสอน
ให้พิจารณามูลกัมมัฏฐาน

เพราะว่าเจ้าราคะ เจ้าโทสะ เจ้าโมหะ เจ้ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เกิดจากตาไปกระทบกับเค้ามูลนี้ จึงต้องให้รู้สภาวะที่แท้จริง ที่เกิดลักษณะอาการ กลิ่น สี ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่งาม น่าเกลียด โสโครก เพื่อบรรเทากำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ตามความตั้งใจของกุลบุตร ที่มีศรัทธาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

ท่านยกอุทาหรณ์ในเรื่องมูลกัมมัฏฐานไว้ว่า

แม้สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าก็ตรัสสอนพระราหุลพุทธชิโนรส เป็นกรณีพิเศษ พระโอวาทนี้เรียกว่า จูฬราหุโลวาทสูตร เป็นการทดสอบความสามารถของพุทธชิโนรสครั้งแรก เพราะพระราหุลทรงได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เลิศกว่าสาวกทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา

ครั้งที่ ๒ ทรงแสดงแก่พระราหุลก็มูลกัมมัฏฐาน แต่เป็นอเนกปริยายตามอัธยาศัยของพระราหุล ชื่อว่า มหาราหุโลวาทสูตร จบลงจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมกับจตุปฏิสัมภิทาญาณอย่างสมบูรณ์ ได้รับสมญาว่า พระมหาราหุล ตั้งแต่บัดนั้น

หลังจากนั้น พระอุปัชฌาย์ก็คลี่ผ้ากาสาวพัสตร์ เอาอังสะจากผ้าไตรจีวร ห่มเฉวียงบ่าข้างซ้าย อธิบายวิธีครองผ้าเสร็จ มอบผ้ากาสายะให้นำไปครอง

ครองผ้าเสร็จ เข้ามาในท่ามกลางสงฆ์ กราบสามหน ถวายดอกไม้ กล่าวคำขอสรณะและศีล พระอุปัชฌาย์ก็ให้สรณะและศีล โดยบทบาลีว่า พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ ๑ สามหน ทุติยัมปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ ๒ สามหน เป็น ๖ ตติยมฺปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ ๓ สามหน เป็น ๙ แล้วอาจารย์จะบอกว่า การบรรพชาเป็นสามเณรสำเร็จลงด้วยไตรสรณคมน์เพียงเท่านี้

ท่านพระอาจารย์(หลวงปู่มั่น)ได้อธิบายต่อไปว่า

สรณะในศาสนามีแค่ ๓ แม้ว่าจะถึงวาระที่ ๓ เก้าหน ก็ไตรสรณะอันเก่า ไม่มีคำว่า ภูเขาต้นไม้ รุกฺขเจติยา สรณํ คจฺฉามิ ภูติผีปีศาจ เสือสางคางแดง สรณํ คจฺฉามิ ถ้าเพิ่มเข้ามาอย่างนี้ผิด สรณะไม่เป็นสรณะ ไม่เป็นบรรพชิต จะเพิ่มเข้ามาภายหลัง สรณะก็เศร้าหมอง ท่านว่า

ต่อจากนั้น จะบอกให้สามเณรสมาทานสิกขาบท อันจะพึงศึกษา ๑๐ ประการ ส่วนการอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น ไม่ต้องสมาทานศีล ๒๒๗ เป็นเรื่องของสงฆ์จะยกฐานะให้เป็นพระภิกษุ เมื่อคณะสงฆ์ยินยอมแล้ว ก็เป็นพระสงฆ์โดยสมบูรณ์

จากนั้นเป็นหน้าที่พระอุปัชฌาย์จะสอนอนุศาสน์ ข้อห้าม และข้ออนุญาต

การแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น มิได้สอนพระที่ทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ใหม่เท่านั้น แต่ท่านสอนศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อให้ศิษย์สำนึกเสมอว่า การปฏิบัติตามโอวาทพระอุปัชฌาย์นั้น สามารถบรรลุธรรมวิเศษชั้นใดชั้นหนึ่ง มีพระโสดาบัน เป็นต้น ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ๑๒ ปี และ ๑๖ ปี เป็นอย่างช้า

ท่านสอนสลับกันไป ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย อย่างมีระบบ ละเอียด อุปมาอุปไมย เป็นอเนกปริยาย ชนิดผู้ฟังใจจดใจจ่อ อยากฟังตลอดเวลา ท่านเปรียบ พระอุปัชฌาย์เหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดลูก จะสอนลูกทุกอย่าง ให้ทุกอย่างที่เป็นมนุษย์สมบัติ พอกินพอใช้จนวันตาย ไม่มีผู้ใดเทียบได้ จึงได้ชื่อว่า เป็นมิตรในเรือน เป็นพรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ในกระท่อมจนถึงมหาปราสาท ฉันใดก็ฉันนั้น ท่านว่า

11 พฤศจิกายน 2563

อานิสงส์ของพระพุทธมนต์ เสียงสาธุ เสียงสวดมนต์ สะเทือนสะท้านถึงเทพเทวดา

-เสียงสาธุ เสียงสวดมนต์ สะเทือนสะท้านถึงเทพเทวดา -
สมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต พอให้พรเสร็จ ท่านได้สอนให้ชาวบ้านกล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบนเหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่างั้น

วันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทำเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตรกูฏ มาถามท่านว่า

"เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตามๆ กัน" 

ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ้านตอนถวายทานนั่นเอง 
พอรับทราบแล้วพวกเทพก็กล่าวว่า "เขาก็สาธุการด้วย" แล้วทำประทักษิณเวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทำอย่างนั้น

ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได้ความว่า

พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน

สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล

สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล

สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล

สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล

แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง ดีกว่า หาความสุขไม่ได้เลยตลอดกาล

นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้
..................................................................

ที่มา เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๑ 
จากหนังสือ "รำลึกวันวาน" โดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต : ประวัติโดยสังเขป

ท่านกำเนิดในสกุลแก่นแก้ว เกิดวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่ออายุ ๑๕ ปี ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านคำบง 
เมื่ออายุ ๒๒ ปี ได้เข้าศึกษาในสำนักท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ วัดเลียบ เมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดสีทอง(วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ นามมคธที่อุปัชฌาย์ตั้งให้ชื่อ ภูริทัตโต
.
เมื่อท่านอุปสมบทแล้วก็ได้บำเพ็ญสมณธรรมกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ เป็นเวลาหลายปี พระอาจารย์เสาร์ฯ ได้พาท่านไปเที่ยวศึกษาธรรมปฏิบัติในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งทางฝั่งซ้ายเมืองหลวงพระบางและที่อื่น ๆ ซึ่งท่านเล่าว่าเคยพากันป่วยแทบกลับมาไม่รอด เพราะป่วยทั้งตัวท่านเอง และพระอาจารย์เสาร์ฯ ด้วย ท่านเลยมาระลึกถึงธรรมปฏิบัติโดยไปในที่สงัดแห่งหนึ่งพิจารณาความตายจิตเลยลงสู่ภวังค์ขจัดโรคอาพาธไปได้ในขณะนั้น
.
ภายหลังท่านได้ออกไปโดยเฉพาะแสวงหาความวิเวกตามสถานที่ต่าง ๆ อาศัยพุทธพจน์เป็นหลักเร่งกระทำความเพียรบำเพ็ญสมณธรรมโดยมิได้คิดเห็นแก่อันตรายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต
.
การบำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่างๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฎ ที่แจ้ง หุบเขาซอกห้วย ธารเขา เงื้อมเขา ท้องถ้ำ เรือนว่าง ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงบ้าง ฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง แล้วลงไปศึกษากับนักปราชญ์ในกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม หมั่นไปสดับธรรมเทศนากับเจ้าพระคุณพระอุบาลี (สิริจันทเถระ จันทร์) ๓ พรรษา แล้วออกแสวงหาวิเวกในถิ่นภาคกลาง คือ ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ นครนายก ถ้ำไผ่ขวาง เขาพระงาม แล ถ้ำสิงโตห์ ลพบุรี จนได้รับความรู้แจ่มแจ้งในพระธรรมวินัย สิ้นความสงสัยในสัตถุศาสนา
.
ท่านได้อยู่บำเพ็ญสมณธรรมไปจนได้ความรู้ความฉลาดในทางดำเนิน แล้วท่านก็มาระลึกถึงหมู่คณะที่เป็นสหธรรมิกทางภาคอีสาน ที่พอจะช่วยแนะการปฏิบัติให้ได้ ท่านจึงได้เดินจากภาคกลางไปทางอุบลราชธานี เที่ยวจารีกไปในสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นสถานที่พอจะพาคณะเจริญสมณธรรมได้ ภายหลังครั้งเมื่อพระภิกษุสามเณรได้ยินว่าท่านมาทางนี้ก็ได้เข้ามาศึกษาธรรมปฏิบัติ แต่ครั้งแรกมีน้อย ที่เป็นพระภิกษุสามเณรถือนิกายอื่นแต่ได้เข้ามาปฏิบัติก็มีอยู่บ้าง โดยที่ท่านมิได้เรียกร้องหรือชักชวนแต่ประการใด ต่างก็น้อมตัวเข้ามาศึกษาปฏิบัติ เมื่อได้รับโอวาทและอบรมก็เกิดความรู้ความฉลาดเลื่อมใสเกิดขึ้นในจิตในใจ บางท่านก็ยอมเปลี่ยนนิกายเดิมกลับเข้ามาเป็นนิกายเดียวกับท่าน บางท่านก็มิได้เปลี่ยนนิกายท่านเองมิได้บังคับแต่ประการใด และเป็นจำนวนมากที่ยอมเปลี่ยนจากนิกายเดิม แม้ว่าท่านพระเถระทั้งหลายนี้แหละ เมื่ออบรมได้รับความเลื่อมใสในธรรมแล้ว ก็นำไปเล่าสู่กันฟังโดยลำดับ อาศัยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ต้องการพ้นจากกองทุกข์ ซึ่งอุปนิสัยวาสนาได้อบรมเป็นทุนดังที่ว่ามาแล้วแต่หนหลังก็ได้พยายามออกติดตามขอปฏิบัติด้วยเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ
ด้วยความที่ท่านหวังเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เหตุนั้นท่านจึงไม่อยู่เป็นที่เป็นทางหลักแหล่งเฉพาะแห่งเดียว เที่ยวไปเพื่อประโยชน์แก่ชนในสถานที่นั้น ๆ ดังนี้
.
ณ กาลสมัยนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นฯ อยู่วัดเลียบนั้นมานาน จึงได้เข้าไปจำพรรษาที่กรุงเทพฯ และทางเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี จนถึงพ.ศ.๒๔๕๗ 
ท่านมาหาสหธรรมทางอุบลราชธานี จำพรรษาที่วัดบูรพาในจังหวัดนั้น เมื่อปีพ.ศ.๒๔๕๘ ท่านมีพรรษาได้ ๒๕ พรรษา
.
พ.ศ.๒๔๕๙ จำพรรษาที่ภูผากูด บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
พ.ศ. ๒๔๖๐ จำพรรษาที่ บ้านคงปอ ห้วยหลวง อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี
พ.ศ. ๒๔๖๑ จำพรรษาที่ ถ้ำผาบึ้ง จังหวัดเลย 
พ.ศ. ๒๔๖๒ จำพรรษาที่ บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 
พ.ศ. ๒๔๖๓ จำพรรษาที่ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 
พ.ศ. ๒๔๖๔ จำพรรษาที่ บ้านห้วยทราย อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม 
พ.ศ. ๒๔๖๕ จำพรรษาที่ ตำบลหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 
พ.ศ. ๒๔๖๖ จำพรรษาที่ วัดมหาชัย อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู
พ.ศ. ๒๔๖๗ จำพรรษาที่ บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี 
พ.ศ. ๒๔๖๘ จำพรรษาที่ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย 
พ.ศ. ๒๔๖๙ จำพรรษาที่ บ้านสามผง อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม 
พ.ศ. ๒๔๗๐ จำพรรษาที่ บ้านหนองขอน อำเภอบุง (ปัจจุบันอำเภอหัวตะพาน) จังหวัดอำนาจเจริญ 
พ.ศ. ๒๔๗๑ จำพรรษาที่ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ 
พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๘๒ จำพรรษาที่ จังหวัดเชียงใหม่ 
พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔ จำพรรษาที่ วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี
พ.ศ. ๒๔๘๕ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร
พ.ศ. ๒๔๘๖ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร 
พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร 
พ.ศ. ๒๔๘๘-๒๔๙๒ จำพรรษาที่ บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 
.
ท่านปฎิบัติจนถึงที่สุดแห่งธรรมในพระพุทธศาสนา ที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนั่งสมาธิภาวนาบนพลาญหินกว้างใต้ร่มไม้ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวมีใบดกหนาร่มเย็นบริเวณชายภูเขาแห่งหนึ่ง ขณะที่จิตพลิกคว่ำวัฏจักรออกจากใจโดยสิ้นเชิงแล้ว ยังมีบทบาลีขึ้นมา ๓ รอบ คือ “โลโป” , “วิมุตติ” และ “อนาลโย”
ธุดงควัตรที่ท่านถือปฏิบัติเป็นอาจิณ ๔ ประการ
.
๑. ปังสุกุลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสกุล นับตั้งแต่วันอุปสมบทมาตราบจนกระทั่งถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนให้คหบดีจีวรบ้าง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำมาถวาย
.
๒. บิณฑบาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารยวัตร เที่ยวบิณฑบาตมาฉันเป็นนิตย์ แม้อาพาธ ไปในละแวกบ้านไม่ได้ ก็บิณฑบาตในเขตวัด บนโรงฉัน จนกระทั่งอาพาธ ลุกไม่ได้ในปัจฉิมสมัย จึงงดบิณฑบาต
.
๓. เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาต ใช้ภาชนะใบเดียวเป็นนิตย์ จนกระทั่งถึงสมัยอาพาธในปัจฉิมสมัย จึงงด
.
๔. เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นนิตย์ ตลอดเวลา แม้อาพาธหนักในปัจฉิมสมัย ก็มิได้เลิกละ ส่วนธุดงควัตรนอกนี้ ได้ถือปฏิบัติเป็นครั้งคราว ที่นับว่าปฏิบัติได้มาก ก็คือ อรัญญิกกังคธุดงค์ ถืออยู่เสนาสนะป่าห่างบ้านประมาณ ๒๕ เส้น หลีกเร้นอยู่ในที่สงัดตามสมณวิสัย เมื่อถึงวัยชรา จึงอยู่ในเสนาสนะ ป่าห่างจากบ้านพอสมควร ซึ่งพอเหมาะกับกำลัง ที่จะภิกขาจารบิณฑบาต เป็นที่ที่ปราศจากเสียงอื้ออึง ประชาชนเคารพยำเกรง ไม่รบกวน นัยว่า ในสมัยที่ท่านยังแข็งแรง ได้ออกจาริกโดดเดี่ยว แสวงวิเวกไปในป่าดงพงลึก จนสุดวิสัยที่ศิษยานุศิษย์จะติดตามไปถึงได้ก็มี เช่น ในคราวไปอยู่ภาเหนือ เป็นต้น ท่านไปวิเวกบนเขาสูง อันเป็นที่อยู่ของพวกมูเซอร์ ยังชาวมูเซอร์ที่พูดไม่รู้เรื่องกัน ให้บังเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้
.
ธรรมโอวาท - คำที่เป็นคติอันท่านอาจารย์กล่าวอยู่บ่อยๆ ที่เป็นหลักวินิจฉัยความดีที่ทำด้วยกาย วาจา ใจ แก่ศิษยานุศิษย์ดังนี้ 
.
ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นนับว่าเลิศ
ได้สมบัติทั้งปวง ไม่ประเสริฐเท่าได้ตน เพราะตัวตนเป็นที่เกิดแห่งสมบัติทั้งปวง
.
เมื่อท่านอธิบายตจปัญจกกรรมฐานจบลง มักจะกล่าวเตือนขึ้นเป็นคำกลอนว่า “แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตก คาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้ แขวนคอต่องแต่ง แก้บ่พ้น คาก้นย่างยาย คาย่างยาย เวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภาพทั้งสามเป็นเฮือน เจ้าอยู่” ดังนี้
.
ปัจฉิมบท - ในวัยชรา นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา ท่านหลวงปู่มั่นมาอยู่ที่จังหวัดสกลนครเปลี่ยนอิริยาบถไปตามสถานที่วิเวก ผาสุกวิหารหลายแห่ง คือ ณ เสนาสนะป่า บ้านนามน ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง (ปัจจุบัน เป็นอำเภอโคกศรีสุพรรณ) บ้าง ที่ใกล้ๆ แถวนั้นบ้าง ครั้น พ.ศ. ๒๔๘๗ จึงย้ายไปอยู่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จนถึงปีสุดท้ายของชีวิต
.
หลังวันมาฆบูชาปี ๒๔๙๒ ท่านเริ่มป่วย ครั้นเมื่อออกพรรษาท่านป่วยหนัก จึงปรารภให้พาท่านไปสกลนคร ลูกศิษย์จึงนำท่านออกมาจากหนองผือและได้พักระหว่างทางที่วัดกลางโนนภู่ ๑๑ คืน จนวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ตอนเช้าราว ๗ น.กว่า ๆ รถแขวงการทางสกลนครรับท่านจากวัดบ้านภู่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ถึงวัดป่าสุทธาวาส เวลา ๑๒.๐๐ น. ลมหายใจท่านปรากฏว่าค่อยอ่อนลงทุกทีและละเอียดไปตาม ๆ กัน ลมค่อยอ่อนและช้าลงทุกทีจนแทบไม่ปรากฏ วินาทีต่อไปลมก็ค่อย ๆ หายเงียบไปอย่างละเอียดสุขุม ครั้นถึงเวลา ๐๒.๒๓ น. ของวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ศกเดียวกัน จึงได้ถือเวลานั้นเป็นเวลามรณภาพของท่าน 
.
สิริชนมายุของท่านอาจารย์ได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน รวม ๕๖ พรรษา
.

ที่มา
คัดจากหนังสือ "ญาณสัมปันนธัมมานุสรณ์"

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ รำลึก ๗๑ ปี วันคล้ายวันมรณกาลขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ รำลึก ๗๑ ปี วันคล้ายวันมรณกาลขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบูรพาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกัมมัฏฐาน
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานแห่งอิสาน ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง ของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ท่านได้มรณภาพไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๔๙๒ แต่หลังจากการถวายเพลิงศพ ซึ่งมีขึ้นในปลายเดือนมกราคม ๒๔๙๓ ไม่นานนักก็ปรากฏว่า อัฐิของท่านได้กลายเป็นพระธาตุ มีลักษณะดังที่ผู้รู้บรรยายไว้ว่า เป็นลักษณะพระธาตุของพระอรหันตสาวก ทำให้พุทธศาสนิกชนในไทยเรามีความปีติชื่นชมโสมนัส ที่ได้ชื่อได้ว่า พระอรหันต์นั้นมิได้ว่างเว้นจากแผ่นดินไทย ความที่คิดกันว่าพระอรหันต์ยุคนี้สมัยนี้ไม่มีอีกแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง จริงแท้ดังที่สมเด็จพระบรมศาสดาเคยมีพุทธดำรัสไว้ว่า หากปฏิบัติจริง ทำจริง การสำเร็จอรหันตผล ย่อมเป็นไปได้ ศิษย์ของท่าน หลายต่อหลายท่านที่บำเพ็ญเพียรภาวนา รับการอบรมจากท่าน มีความเคารพ รัก เลื่อมใส สืบต่อระเบียบปฏิบัติ และปฏิปทาของท่านอย่างเคร่งครัด เมื่อมีชีวิตอยู่ก็เป็นที่เคารพสักการะ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป และเมื่อมรณภาพแล้ว อัฐิของท่านเหล่านั้นก็ได้แปรสภาพไปเป็นพระธาตุ เฉกเช่นอัฐิธาตุขององค์บูรพาจารย์ของท่าน เช่นเดียวกัน 

สำหรับเรื่องอัฐิของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กลายเป็นพระธาตุ ปรากฏเป็นที่ทราบแพร่หลายครั้งแรกนั้น ข้าพเจ้าใคร่ขออัญเชิญข้อความจากหนังสือ “ ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ” ซึ่งท่านพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านได้เขียนไว้ จะนำมาเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับพระธาตุ มาลงไว้ให้อ่าน ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ดังนี้ 

... จนกาลล่วงไปแล้ว ๔ ปี คุณวัน คมนามูล เจ้าของร้านศิริผลพานิชและโรงแรมสุทธิผล จังหวัดนครราชศรีมา ไปถวายผ้าป่าที่จังหวัดสกลนคร ได้รับแจกอัฐิส่วนบนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ชิ้นหนึ่ง จากเจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดที่ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ กลับมาถึงบ้าน ได้อัญเชิญอัฐิชิ้นนั้น รวมลงอยู่ในผอบอันเดียวกันกับที่บรรจุอัฐิท่านพระอาจารย์อยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยได้รับแจกมาจากงานศพของท่าน พอเปิดผอบออกมาเท่านั้น สิ่งที่ไม่เคยคาดฝันก็ปรากฏขึ้นในผอบนั้น คืออัฐิชุดแรกที่ได้รับแจกไปจากงานศพของท่านนั้น ได้กลายเป็นพระธาตุเสียหมด เจ้าของเกิดความอัศจรรย์จนตัวแทบลอย เมื่อเห็นเหตุการณ์เข่นนั้น จึงให้คนไปดูอัฐิส่วนที่เก็บไว้ที่โรงแรมสุทธิผลอีก ที่นั้นก็กลายเป็นพระธาตุเช่นกันอีก รวมทั้งสองแห่ง จึงเป็นพระธาตุ ๓๔๔ องค์ ยังเหลือติดผอบอยู่บ้างเป็นผงๆ เล็กน้อย ต่อมาไม่นานนักจำนวนผงเหล่านั้น ก็ได้กลายเป็นพระธาตุเสียจนหมดอีก และนี้จึงเป็นรายแรกที่ปรากฏความอัศจรรย์ จากอัฐิกลายเป็นพระธาตุ 

... จากนั้นเรื่องก็เล่าลือไปทุกหนทุกแห่ง ผู้คนทราบถึงไหน ก็มาขอพระธาตุกับคุณวัน คมนามูล ไปสักการะบูชากันถึงนั่น คุณวันเองก็มีนิสัยใจบุญอยู่แล้ว จึงเห็นใจท่านที่มาขอ และแจกไปคนละเล็กละน้อย คือ คนละ ๑ องค์บ้าง และ ๒ – ๓ องค์บ้าง 

... พระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ยังเป็นที่น่าแปลกและอัศจรรย์อยู่หลายอย่างคือ พระธาตุ ๒ องค์ เจ้าของอธิฐานขอให้เป็น ๓ องค์ เพื่อให้ครบรัตนะ คือ พุทธ ธรรม สงฆ์ ก็กลายเป็น ๓ องค์ได้จริงๆ ผู้มีอยู่ ๒ องค์ อธิฐานขอให้กลายเป็น ๓ องค์ เช่นที่คนอื่นเขาเป็น แต่กลับรวมเป็นองค์เดียวก็มี เจ้าของเสียใจมาก มาเล่าให้ผู้เขียนฟังและขอคำชี้แจง ผู้เขียนได้อธิบายให้ทราบบ้างว่า พระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น กลายเป็น ๓ องค์ก็ดี กลายเป็นองค์เดียวก็ดี หรือยังมิได้กลายเป็นพระธาตุเลยก็ดี ทั้งนี้ก็คืออัฐิธาตุที่ออกจากองค์ท่านอันเดียวกัน จึงไม่ควรเสียใจ การที่พระธาตุ ๒ องค์กลับกลายเป็นองค์เดียว ก็เป็นอภินิหารของท่านอยู่แล้ว เราจะหาความอัศจรรย์จากอะไรอีก แม้ผมที่ท่านปลงออก มีผู้เก็บไว้บูชาในที่ต่างๆ ก็กลายเป็นพระธาตุได้เช่นเดียวกับอัฐิซึ่งมีอยู่หลายแห่ง ที่เป็นดังที่เข้าใจว่า อัฐิ หรือ ผม ท่านที่เก็บไว้นานไป อาจจะกลายเป็นพระธาตุไปตามๆกัน ดังอัฐิท่านที่ค่อยๆกลายเป็นพระธาตุมาเป็นลำดับนี้แล ... 

นอกจากท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน จะได้กรุณาเล่าเรื่องอัฐิของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กลายเป็นพระธาตุดังกล่าวข้างต้นแล้ว ท่านยังได้อธิบายเหตุผลด้วย ถึงข้อที่มีคนสงสัยกันมากว่า “ อัฐิของพระอรหันต์ก็ดี ของสามัญชนก็ดี ต่างก็เป็นธาตุดินชนิดเดียวกัน ส่วนอัฐิของสามัญชน ทำไมจึงกลายเป็นพระธาตุไม่ได้ เฉพาะอัฐิของพระอรหันต์ ทำไมจึงกลายเป็นพระธาตุได้ ทั้งสองนี้ มีความแปลกแตกต่างกัน ... อย่างไรบ้าง ” 

ในประเด็นนี้ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ... นั้นว่า 

“ ก็ได้อธิบายให้ฟัง เท่าที่สามารถแต่เพียงโดยย่อว่า เรื่องอัฐินั้นปัญหาส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับใจเป็นสำคัญ คำว่าจิต แม้เป็นจิตเช่นเดียวกัน แต่มีอำนาจและคุณสมบัติต่างกันอยู่มาก คือ จิตของพระอรหันต์ท่านเป็น “ อริยจิต ” เป็นจิตที่บริสุทธิ์ ส่วนจิตของสามัญชนเป็นเพียง “ สามัญจิต” เป็นจิตที่มีกิเลสโสมมต่างๆ เมื่อจิตผู้เป็นเจ้าของเข้าครองอยู่ในร่างใด และจิตเป็นจิตประเภทใด ร่างนั้นอาจกลายไปตามสภาพของจิตผู้เป็นใหญ่พาให้เป็นไป เช่น จิตพระอรหันต์เป็นจิตที่บริสุทธิ์ อาจมีอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ให้เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตน อัฐิท่านจึงกลายเป็นพระธาตุได้ แต่อัฐิของสามัญชนทั่วๆไป แม้จะเป็นธาตุดินเช่นเดียวกัน แต่จิตผู้เป็นเจ้าของเต็มไปด้วยกิเลส และไม่มีอำนาจซักฟอกธาตุขันธ์ ให้เป็นธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ได้ อัฐิจึงกลายเป็นธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ไม่ได้ จำต้องเป็นสามัญธาตุไปตามจิตของคนที่มีกิเลสอยู่โดยดี หรือจะเรียกไปตามภูมิของจิต ภูมิของธาตุว่า อริยจิตหรืออริยธาตุ และสามัญจิตหรือสามัญธาตุ ก็คงจะไม่ผิด เพราะคุณสมบัติของจิตของธาตุ ระหว่างพระอรหันต์กับสามัญชนนั้นต่างกัน อัฐิก็จำต้องต่างกันโดยดี ” 

“ ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมานั้น ทุกท่านเวลานิพพาน และอัฐิต้องกลายเป็นพระธาตุด้วยกันทั้งสิ้น ... ดังนี้ ? ข้อนี้ผู้เขียนยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้อย่างนั้นทุกๆองค์ เฉพาะจิตท่านที่สำเร็จอรหันตตภูมิ เป็นจิตที่บริสุทธิ์เต็มภูมินับแต่ขณะที่สำเร็จ ส่วนร่างกายที่เกี่ยวโยงไปถึงอัฐิเวลาถูกเผา แล้วจะกลายเป็นพระธาตุได้เช่นเดียวกันทุกองค์หรือไม่ ยังเป็นปัญหาอยู่บ้างระหว่างกาลเวลาที่บรรลุจนถึงวันที่ท่านนิพพานนั้น มีเวลาสั้นยาวต่างกัน องค์ที่บรรลุแล้วมีเวลาทรงขันธ์อยู่นาน เวลานิพพานแล้ว อัฐิย่อมมีทางกลายเป็นพระธาตุได้โดยไม่มีปัญหา เพราะเวลาที่ทรงขันธ์อยู่ จิตที่บริสุทธิ์ก็ย่อมทรงขันธ์เช่นเดียวกับความสืบต่อแห่งชีวิต ด้วยการทำงานของระบบต่างๆภายในร่างกาย มีลมหายใจเป็นต้น และมีการเข้าสมาบัติประจำอริยบถ ซึ่งเป็นการซักฟอกธาตุขันธ์ให้บริสุทธิ์ไปตามส่วนของตนโดยลำดับด้วย ในขณะเดียวกันเวลานิพพานแล้วอัฐิจึงกลายเป็นพระธาตุดังที่เห็นๆกันอยู่ 

ส่วนองค์ที่บรรลุแล้วมิได้ทรงขันธ์อยู่นานเท่าที่ควร แล้วนิพพานไปเสียก่อนนั้น อัฐิธาตุของท่านจะกลายเป็นพระธาตุได้เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลายที่มีโอกาสอยู่นานหรือไม่ เป็นความไม่สนิทใจ เพราะจิตไม่มีเวลาอยู่กับธาตุขันธ์นาน และมิได้ซักฟอกด้วยสมาธิสมาบัติดังกล่าวมา ท่านที่เป็นทันทาภิญญา คือรู้ได้ช้า ค่อยเป็นค่อยไป เช่น บำเพ็ญไปถึงขั้นอนาคามีผล แล้วติดอยู่นานจนกว่าจะก้าวขึ้นสู่ขั้นอรหันตตภูมิได้ คือต้องพิจารณาท่องเที่ยวไปมาอยู่ในระหว่างอรหันตตมรรคกับอรหันตตผล จนกว่าจิตจะชำนิชำนาญและมีกำลังเต็มที่จึงจะผ่านไปได้ ในขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ในขั้นอรหันตตมรรคเพื่ออรหันตตผล ก็เป็นอุบายวิธีซักฟอกธาตุขันธ์ไปในตัวด้วย เวลานิพพานแล้วอัฐิอาจจะกลายเป็นพระธาตุได้ ส่วนท่านที่เป็น ขิปปาภิญญา คือรู้ได้เร็ว และนิพพานไปเร็วหลังจากบรรลุแล้ว ท่านเหล่านี้ไม่แน่ใจว่า อัฐิจะกลายเป็นพระธาตุได้หรือไม่ประการใด เพราะจิตที่บริสุทธิ์ไม่มีเวลาทรงและซักฟอกธาตุขันธ์อยู่นานเท่าที่ควร ส่วนสามัญจิตของสามัญชนทั่วๆไปนั้น ไม่อยู่ในข่ายที่อัฐิจะควรแปรเป็นพระธาตุได้ด้วยกรณีใดๆ ” 

สำหรับความอัศจรรย์ที่พระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น แสดงให้ปรากฏแก่ศิษยานุศิษย์ผู้เคารพรัก เลื่อมใส บูชา ในคุณธรรมของท่านนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ยกมากล่าวเป็นตัวอย่างในหนังสือประวัติของท่านแต่เพียงบางราย ซึ่งจะขออัญเชิญมาในที่นี่ ดังนี้ 

“ ... เฉพาะองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต นอกจากอัฐิกลายเป็นพระธาตุให้เห็นอย่างประจักษ์แล้ว พระธาตุยังแสดงความอัศจรรย์ให้เห็นหลายอย่าง ดังที่เขียนผ่านมาแล้วว่า ผู้มีพระธาตุ ๒ องค์ อธิฐานขอให้เป็น ๓ องค์ ก็เป็น ๓ องค์มาแล้วได้ ผู้มี ๒ องค์ อธิฐานขอให้เป็น ๓ องค์ แต่กลับกลายเป็น ๑ องค์ก็ได้นั้น ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย แต่ก็ได้เป็นไปเสียแล้ว ผู้ที่ได้มา ๒ องค์ จากผู้ที่มีจิตเมตตามอบให้ พอตกเย็นมาเปิดดูกลับเป็น ๓ องค์ก็ได้ รายนี้เป็นความแปลก เพราะชั่วระยะเวลาเช้าไปถึงเย็นเท่านั้นก็มาเพิ่มได้ ท่านผู้นี้เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ มีความศรัทธาในองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อย่างมาก และเป็นผู้ให้ความสะดวก ตลอดการช่วยเหลือเรื่องต่างๆ แทบทุกกรณีที่เกี่ยวกับงานท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต นับแต่วันแรกที่ท่านไปถึงวัดสุทธาวาส จนตลอดงาน พระผู้ใหญ่เห็นใจและสงสารมาก เมื่อคุณวัน คมนามูล ถวายพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาให้ พระผู้ใหญ่ท่านจึงมอบให้ข้าราชการผู้นี้ ตอนเช้าพอได้รับพระธาตุจากท่านแล้ว ขณะนั้นไม่มีกล่องหรือผอบที่จะใส่ มีแต่ขวดยานัตถุ์เปล่าๆติดกระเป่าเสื้ออยู่ จึงได้เอามาใส่พระธาตุไปพลาง ขณะเชิญพระธาตุเข้ากระเป่าเสื้อ ก็ปิดกระดุมเสื้อด้วยดี ขวดก็ปิดฝาดีด้วย เพราะกลัวว่าพระธาตุจะสูญหายไป 

นับแต่ขณะที่ได้รับพระธาตุจากมือพระผู้ใหญ่มาแล้ว ปรากฏว่า ใจมีความปีติยินดีล้นพ้น หลังจากลุกออกจากที่นั้นก็ไม่ทำงานเลยทีเดียว และเกิดความอิ่มเอิบตื้นตันใจตลอดทั้งวัน ประหนึ่งจิตมิได้คิดเหินห่างจากพระธาตุที่ได้รับมานั้นทั้งวันเลย พอเลิกจากงานไปถึงบ้าน ก็โฆษณาใหญ่ว่า ตนได้ของประเสริฐมา ในชีวิตไม่เคยมี คนในบ้านต่างก็รุมมาดู จากนั้นก็เอาผอบมาใส่พระธาตุทันที พอเปิดฝาขวดออก อันเชิญพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ออกมา โดยไม่คาดฝันว่าจะพบความอัศจรรย์ที่แสดงออกมาจากพระธาตุท่าน คือว่า พออัญเชิญพระธาตุท่านออกมาจากขวด ก็ได้เห็นกลายเป็น ๓ องค์ในขณะนั้น ยิ่งเพิ่มความอัศจรรย์ในองค์ท่าน และเกิดความปีติในพระธาตุยิ่งขึ้น แทบจะเหาะลอยไปทั้งตัว พร้อมกับประกาศความอัศจรรย์ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ว่าเป็นองค์พระอรหันต์ ให้ภรรยาและลูกๆฟังในขณะนั้น อย่างไม่คิดว่าใครจะหาว่าเป็นบ้าเป็นบออะไรเลย ภรรยาและลูกๆยังไม่แน่ใจ เกรงว่าที่ได้รับพระธาตุมา จะจำจำนวนผิดไป ฝ่ายสามีก็เถียงใหญ่ แบบไม่ยอมฟังเสียงใครเลย ว่าพระธาตุ ๒ องค์ ที่เจ้าคุณท่านให้มาเมื่อเช้านี้จำไม่ผิดแน่ เพราะขณะรับจากท่านก็รับด้วยความสนใจ และเลื่อมใสอย่างบอกไม่ถูก แม้อยู่ที่ทำงานก็มิได้ลืมพระธาตุตลอดทั้งวัน ว่าได้พระธาตุมา ๒ องค์ จนกลายเป็นคำเหมือนคนภาวนา แล้วจะให้หลงลืมได้อย่างไร ถ้าใครๆยังไม่ลงใจว่าเป็นความจริง พรุ่งนี้เช้าเราจะไปกราบเรียนถามท่านเจ้าคุณ ท่านใหม่ เห็นจริงกันพรุ่งนี้เอง ฝ่ายคนในบ้านไม่ยอม อยากรู้วันนี้ เดี๋ยวนี้ ขอให้ไปกราบเรียนถามท่านเดี๋ยวนี้ 

ตกลงต้องไปเดี๋ยวนั้น และเรียนถามท่านว่า ที่ท่านเมตตาให้พระธาตุกระผมเมื่อเช้านี้กี่องค์ ท่านตอบว่า ให้ ๒ องค์ ทำไมถามอย่างนั้น...พระธาตุหายหรือ ข้าราชการผู้นั้นตอบด้วยความตื้นตันใจว่า พระธาตุมิได้หายแต่กลับเพิ่มขึ้นได้อีก ๑ องค์ รวมเป็น ๓ องค์ ด้วยกัน ที่กระผมกราบเรียนถามก็เพราะ ไปถึงบ้านแล้วเปิดฝาขวดออกดู เพื่อที่จะอัญเชิญพระธาตุเข้าในผอบ แทนที่จะมี ๒ องค์ ตามที่เข้าใจ แต่กลับมี ๓ องค์ เลยทำให้กระผมเกิดความดีใจจนตัวสั่น รีบบอกกับลูกและเมีย แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่าเป็นความจริงเลย เกรงว่าผมอาจจะจำผิดก็ได้ เลยเคี่ยวเข็ญให้กระผมมาถามท่านอีกครั้งหนึ่ง ผมจึงได้มาตามคำเขา แล้วก็เป็นความจริง ยิ่งทำให้กระผมดีใจเสียใหญ่ ว่าอย่างไร...เชื่อหรือยังทีนี้ นี่เป็นคำพูดกับภรรยาที่มาด้วย ส่วนภรรยายิ้ม...แล้วพูดว่า ก็เกรงจะจำผิดและหาเรื่องไปโกหกกันเล่น ก็ต้องพูดอย่างนั้น เป็นความจริงดังที่ว่าก็ต้องเชื่อ ใครจะฝืนความจริงเพื่อประโยชน์อะไร 

ท่านเจ้าคุณก็ยิ้ม และเล่าความจริงให้ภรรยาของข้าราชการผู้นั้นฟังว่า “ อาตมาได้ให้คุณ ๒ องค์จริงเมื่อเช้านี้ เพราะเห็นว่าเป็นผู้มีคุณต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาก ตลอดพระสงฆ์เรื่อยมา จนถึงวันที่ท่านมรณภาพและเสร็จงานไป อาตมายังไม่ลืม และเมื่อได้พระธาตุมาจากคุณวัน คมนามูล ก็เลยสงวนไว้ เพื่อที่จะมอบให้เป็นที่ระลึก ซึ่งเป็นของหายากในปัจจุบัน เพิ่งจะพบอัฐิกลายเป็นพระธาตุเฉพาะของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพียงท่านเดียว ส่วนนอกนั้นก็ได้ยินแต่ตามตำราที่บอกไว้ ยังไม่เห็นตัวจริงประจักษ์ตา บัดนี้ได้เห็นเป็นพยานหลักฐานอย่างแท้จริงเสียแล้ว กรุณารักษาไว้ในที่อันสมควร เดี๋ยวท่านไปก็จะยิ่งลำบากมากกว่าเป็นสุขใจในเวลาที่ท่านมาเพิ่มให้เป็นไหนๆ แล้วจะว่าอาตมาไม่บอก เพราะพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นของอัศจรรย์มาก ยิ่งท่านมาได้ง่ายๆอย่างนี้ บทเวลาท่านไปเพราะความเคารพของเราไม่พอ...ยิ่งไปง่ายกว่า กรุณาอัญเชิญท่านไว้ในที่สูง เคารพบูชาท่านทุกเช้าทุกเย็น ท่านอาจจะบันดาลความเป็นศิริมงคลเกินคาด ให้เวลาใดก็ได้ อาตมาเชื่อท่าน ๑๐๐ เปอร์เซ็นว่า ท่านเป็นพระผู้บริสุทธิ์มานานแล้ว แต่ไม่กล้าบอกใครได้ง่ายๆ กลัวเขาจะหาว่าเป็นบ้า เพราะคนเรามีนิสัยที่จะเชื่อในสิ่งดีได้ยาก...หาคนชั่วได้ง่าย แม้นในตัวเราเองถ้าสังเกตดูก็พอทราบได้ว่า ใจชอบคิดในทางชั่วมากกว่าทางดีเป็นประจำนิสัย พอท่านแนะจบลง ท่านข้าราชการกับภรรยาก็กราบนมัสการลาท่านกลับ ด้วยความชื่นบานหรรษาอย่างบอกไม่ถูกทั้ง ๒ คน … ”

ในเรื่องมูลเหตุแห่งความแปลก และอัศจรรย์ของพระธาตุ ที่จะทำให้เกิดปาฏิหาริย์เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงจำนวนนั้น ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เขียนเอาไว้ว่า 

“ ...นี่แลพระธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นความแปลกและความอัศจรรย์ดังที่นำมาลง เพื่อท่านผู้อ่านจะได้พิจารณา หามูลเหตุแห่งความอัศจรรย์ของพระธาตุดังกล่าวนี้ต่อไป ส่วนการค้นหาหลักฐาน และเหตุผลมาพิสูจน์ดังที่โลกใช้กันนั้น รู้สึกจะพิสูจน์ได้ยาก อาจมองไม่เห็นร่องรอยเลยก็ได้ สำหรับเรื่องทำนองนี้ เพราะสุดวิสัยสำหรับพวกเรา ที่มีกิเลสจะตามรู้ได้ เพียงแต่ธาตุดินที่อยู่ในส่วนร่างกายของท่านผู้บริสุทธิ์กับอยู่ในตัวพวกเรา ก็แสดงให้เห็นเป็นของแปลกแตกต่างกัน อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ว่าอัฐิธาตุท่านกลายเป็นพระธาตุได้อย่างประจักษ์ตา ส่วนร่างกายพวกเราที่มีกิเลส แม้จะมีจำนวนเป็นล้านๆคน ก็ไม่มีรายใดเลย ที่สามารถจะเป็นไปได้อย่างท่าน จึงควรเรียกได้ว่า ท่านเป็นบุคคลที่แปลกแตกต่างจากมนุษย์ทั้งหลายอยู่มาก จนเทียบกันไม่ได้ ยิ่งใจที่บริสุทธิ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความประเสริฐและความอัศจรรย์ จนไม่มีนิมิตเครื่องหมายใดๆมาเทียบได้เลย เป็นจิตที่โลกทั้งหลายควรเคารพบูชาจริงๆ จึงต้องยอมบูชากัน ... ” 

เอกสารอ้างอิง:หนังสือ “ ปิยารำลึก “ (ท่านคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต)

ภาพพระอัฐิธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากหนังสือ " ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกัมมัฏฐาน "

_/\_ _/\_ _/\_

12 กรกฎาคม 2563

เกิดเป็นมนุษย์ จึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย

"...การเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นชาติสูงสุด เป็นผู้เลิศตั้งอยู่ในฐานะอันเลิศด้วยดีคือมีกายสมบัติ วจีสมบัติ แลมโนสมบัติบริบูรณ์

จะสร้างสมเอาสมบัติภายนอก คือ ทรัพย์สินเงินทองอย่างไรก็ได้

จะสร้างสมเอาสมบัติภายในคือมรรคผลนิพพานธรรมวิเศษก็ได้

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติแก่มนุษย์เรานี้เอง

มิได้ทรงบัญญัติแก่ ช้าง มา โค กระบือ ฯลฯ ที่ไหนเลย

มนุษย์นี้เองจะเป็นผู้ปฏิบัติถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้
ฉะนั้นจึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนมีบุญวาสนาน้อย

เพราะมนุษย์ทำได้ เมื่อไม่มี ทำให้มีได้ เมื่อมีแล้วทำให้ยิ่งได้

เมื่อได้ทำกองการกุศล คือ ให้ทานรักษาศีลเจริญภาวนา

ตามคำสอนของพระบรมศาสดาจารย์เจ้าแล้ว
บางพวกทำน้อยก็ต้องไปสู่สวรรค์

บางพวกทำมากและขยันจริง พร้อมทั้งวาสนาบารมีแต่หนหลังประกอบกัน ก็สามารถเข้าสู่พระนิพพานโดยไม่ต้องสงสัยเลย..."


ที่มา

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ในภาพอาจจะมี 1 คน

04 กรกฎาคม 2563

"หลวงปู่มั่น" ท่านได้อธิษฐานจิต "หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ"

"หลวงปู่มั่น" ท่านได้อธิษฐานจิต "หยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ"

ริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร

“หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้ จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใครๆ ”

“ถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม ก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด”

ท่านนั่งสมาธิอยู่ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ขยับเขยื้อนและไม่ลืมตาเลย

เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นได้อย่างชัดเจนทุกเม็ด แม้จะพิจารณาดูทุกอย่างที่ผ่านมา ก็แจ้งประจักษ์ขึ้นในปัจจุบันหมด

ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่

ท่านพิจารณาใคร่ครวญดู ว่า ทำไม ? จึงเกิดมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่ "จิต" ของท่าน "เลยขั้นที่จะนิมิตแล้ว"

เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัข" นั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วน เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขอยู่หลายชาติ

เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ

“การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน

โอ ! แล้วจะต้อง "เวียนตายเวียนเกิด" ไปอีก "กี่หมื่นกี่แสนชาติ" จึงจะถึง คิว ได้เป็น "พระพุทธเจ้า"สมความปรารถนา

ท่านรู้สึก "สลดใจ" ที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังจะต้องเวียนวายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีต่อไปอีกนานแสนนาน

ท่านจึงได้ "อธิษฐานจิต" หยุดการ "ปรารถนาพระโพธิญาณ" ตั้งใจแน่วแน่ที่จะ "ขอบรรลุธรรม" ในชาติปัจจุบัน


หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ที่มา 

พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ในภาพอาจจะมี 1 คน


จงเร่ง ภาวนา ภัยมีอยู่รอบด้าน

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความพูดว่า "หลวงปู่มั่น กูริทัดโด จงเร่งภาวนา ภัยมีอยู่รอนด้าน หากยามใดท้อถอยเหนื่อยหน่ายต่อการ ปฏิบัติ ก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมา ต้องตระหนักว่าขณะนี้เรายัง อยู่ในมรสุม อยู่ทามกลางลคลื่นกัยนั้นมือยู่รบต้าน เอาไว้ ให้ถึงฝังเสียก่อน อย่ามัวเที่ยวเก็บเที่ยวชม ดอกไม้ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ"

หากยามใดท้อถอยเหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติ ก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมา

ต้องตระหนัก ว่าขณะนี้เรายังอยู่ในมรสุม อยู่ท่ามกลางคลื่น ภัยนั้นมีอยู่รอบด้าน

เอาไว้ให้ถึงฝั่งเสียก่อน อย่ามัวเที่ยวเก็บเที่ยวชมดอกไม้ มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ...

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ที่มา

ธรรมะพระอริยะเจ้า

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่าน

03 กรกฎาคม 2563

ความสัมพันธ์ของสมถะและวิปัสสนา

"ว่าด้วยความสัมพันธ์ของสมถะวิปัสสนา"

และ ความสัมพันธ์ของ
วิขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน

[ปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา]

การข่ม การทำให้ไกลซึ่งปัจนิกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น ด้วยโลกิยสมาธินั้นๆ ดุจเอาหม้อเหวี่ยงลงไปในน้ำที่มีแหน ทำให้แหนกระจายไปไกล ฉะนั้น นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า วิกฺขมฺภนปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต - การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ เพราะนิวรณ์ปรากฏ.
อันที่จริง นิวรณ์ยังไม่ครอบงำจิตเร็วนักทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในส่วนเบื้องหลังแห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้นยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้นๆ โดยเป็นปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้นๆ ดุจตามประทีปไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่าตทังคปหานะ.

เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว ด้วยวิกขัมภนปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอสุภฌาน, ด้วยสมุจเฉทปหานะ

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า กามานเมตํ นิสฺสรณํ - เนกขัมมะเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกามเป็นต้น. ชื่อว่านิสสรณะ เพราะเนกขัมมะเป็นเหตุสลัดออกจากกาม จากรูป จากสังขตะ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่านิสสรณะ เพราะออกไปจากกามเหล่านั้น. นิสสรณะ คืออสุภฌาน.
ชื่อว่าเนกขัมมะ เพราะออกจากกาม. หรือ ได้แก่ อนาคามิมรรค.
จริงอยู่ อสุภฌานชื่อว่านิสสรณะ เพราะข่มกามไว้ได้.
ส่วนอุปปาทิตอนาคามิมรรค - อนาคามิมรรคยังฌานให้เกิด ทำฌานนั้นให้เป็นบาท ชื่อว่า อจฺจนฺตนิสฺสรณํ - เป็นอุบายสลัดออกโดยส่วนเดียว เพราะขาดจากกามโดยประการทั้งปวง.
ชื่อว่า รูปํ เพราะอรรถว่าสลายไป.
อธิบายว่า อรูปมิใช่รูปเป็นปฏิปักษ์ต่อรูป ดุจอมิตรเป็นปฏิปักษ์ต่อมิตร, และดุจอโลภะเป็นต้น เป็นปฏิปักษ์ต่อโลภะเป็นต้น.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อรูปํ เพราะอรรถว่า ในฌานนี้ไม่มีรูปด้วยอำนาจแห่งผล, อรูปนั่นแล ชื่อว่า อารุปฺปํ - อรูปฌาน. อารุปปะ คืออรูปฌาน. อรูปฌานเหล่านั้นเป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป. อรหัตมรรค ชื่อว่าอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูปโดยประการทั้งปวง เพราะห้ามการเกิดใหม่ด้วยอรูปฌาน.
บทว่า ภูตํ คือ เกิดแล้ว.
บทว่า สงฺขตํ คือ อาศัยปัจจัยปรุงแต่ง.
บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ - ธรรมอาศัยกันเกิดขึ้น ได้แก่ปัจจัยนั้นๆ เกิดขึ้นโดยชอบและร่วมกัน. เป็นอันท่านแสดงความไม่เที่ยง ด้วยแสดงถึงความเกิดครั้งแรก, เมื่อมีความไม่เที่ยงครั้งที่ ๒ ท่านก็แสดงถึงความเป็นไปในเบื้องหน้าด้วยการแสดงถึงอานุภาพของปัจจัย, เมื่อมีความเป็นไปในเบื้องหน้าครั้งที่ ๓ ท่านก็แสดงถึงความเป็นธรรมดาอย่างนี้ ด้วยการแสดงถึงความเป็นผู้ขวนขวายปัจจัย.
บทว่า นิโรโธ คือ นิพพาน. ท่านกล่าวว่า นิโรโธ เพราะอรรถว่าอาศัยนิพพานดับทุกข์. นิโรธนั้นชื่อว่าเป็นอุบายสลัดออกแห่งสังขตะนั้น เพราะสลัดออกจากสังขตะทั้งหมด.
ส่วนในอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า
ในบทนี้ว่า นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ - นิโรธ
เป็นอุบายสลัดออกแห่งสังขตะนั้น ท่านประสงค์
อรหัตผลว่า นิโรธ. จริงอยู่ เมื่อเห็นนิพพานด้วย
อรหัตผล สังขารทั้งปวงก็จะไม่มีต่อไปอีก เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าว นิโรโธ เพราะเป็นปัจจัย
แห่งนิโรธอันได้แก่พระอรหัต.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส - เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะแล้ว มีดังต่อไปนี้
เมื่อบุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว ด้วยวิกขัมภนปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอสุภฌาน, ด้วยสมุจเฉทปหานะ ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอนาคามิมรรค. พึงประกอบรูปทั้งหลายอย่างนี้ในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอรูปฌานและในเพราะอุบายสลัดออกแห่งอรหัตมรรค. การตัดขาดรูปย่อมมีด้วยการละฉันทราคะในรูปทั้งหลาย,
อนึ่ง ในบทว่า รูปา นี้เป็นลิงควิปลาส. เมื่อบุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้วด้วยนิสสรณปหานะ ในเพราะพระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออก, ด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ ในเพราะอรหัตผลเป็นเครื่องสลัดออก.
พึงทราบว่า การได้เฉพาะด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์ ในเพราะความที่พระนิพพานเป็นเครื่องสลัดออก
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า ทุกฺขสจฺจํ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริญฺญาปฏิเวธํ - การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้เป็นต้น เป็นภาวนปุงสกะ. การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ ชื่อว่า ปริญฺญาปฏิเวธํ. ทุกขสัจนั้นเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้.
บทว่า ปชหาติ - ย่อมละ พึงถือเอาความว่า บุคคลผู้แทงตลอดได้อย่างนั้นๆ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้.
อธิบายว่า ย่อมละกิเลสเหล่านั้นด้วยละฉันทราคะแม้ในโลกิยะและโลกุตระ. ปาฐะว่า ปชหติ บ้าง.
มรรคญาณย่อมตรัสรู้อริยสัจ ๔ ในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง, ย่อมตรัสรู้ทุกข์ ด้วยปริญญาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้, ย่อมตรัสรู้สมุทัย ด้วยปหานาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการละ, ย่อมตรัสรู้มรรค ด้วยภาวนาภิสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้เกิด, ย่อมตรัสรู้นิโรธ ด้วยสัจฉิกิริยาสมัย - การตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง.
เหมือนเรือย่อมทำกิจ ๔ อย่างในขณะเดียวกัน, ย่อมละฝั่งใน, ตัดกระแส, นำสินค้าไป, ย่อมถึงฝั่งโน้น ฉะนั้น.
ท่านอธิบายไว้อย่างไร?
พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงปหานะ แม้ในขณะเดียวกันก็ดุจแยกกัน เพราะท่านกล่าวว่า พระโยคาวจรทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุ ย่อมเห็น ย่อมแทงตลอดอริยสัจ ๔.
พึงทราบวินิจฉัยในปหานะ ๕ ดังต่อไปนี้
การข่ม การทำให้ไกลซึ่งปัจนิกธรรมมีนิวรณ์เป็นต้น ด้วยโลกิยสมาธินั้นๆ ดุจเอาหม้อเหวี่ยงลงไปในน้ำที่มีแหน ทำให้แหนกระจายไปไกล ฉะนั้น นี้ชื่อว่าวิกขัมภนปหานะ.
บทว่า วิกฺขมฺภนปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต - การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่ผู้เจริญปฐมฌาน พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์ เพราะนิวรณ์ปรากฏ.
อันที่จริง นิวรณ์ยังไม่ครอบงำจิตเร็วนักทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในส่วนเบื้องหลังแห่งฌาน. เมื่อจิตถูกนิวรณ์ครอบงำ ฌานย่อมเสื่อม, แต่วิตกเป็นต้นยังเป็นไปได้ไม่เป็นปฏิปักษ์ทั้งก่อนหลังตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้น. เพราะฉะนั้น การข่มนิวรณ์จึงปรากฏ. การละธรรมที่ควรละนั้นๆ โดยเป็นปฏิปักษ์กันด้วยองค์ฌานอันเป็นส่วนของวิปัสสนานั้นๆ ดุจตามประทีปไว้ในตอนกลางคืนละความมืดเสียได้ นี้ชื่อว่าตทังคปหานะ.
บทว่า ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต - การละทิฏฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่ผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงการละทิฏฐิโดยเป็นของหยาบ. เพราะทิฏฐิเป็นของหยาบ, นิจสัญญาเป็นต้นละเอียด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺฐิคตานํ คือ ทิฏฐินั่นแล ชื่อว่าทิฏฐิคตะ ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ๙- - คูถ มูตร.
ทิฏฐิคตะนี้เที่ยวไปด้วยทิฏฐิ เพราะความเป็นของที่ควรไปบ้าง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ. ไปในทิฏฐิ เพราะหยั่งลงภายในทิฏฐิ ๖๒ บ้าง ชื่อว่าทิฏฐิคตะ. ทิฏฐิคตะเหล่านั้น ท่านกล่าวเป็นพหุวจนะ.
____________________________
๙- องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕.

บทว่า นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ - สมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส ได้แก่ สมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. การละโดยอาการที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแห่งธรรมอันเป็นสังโยชน์ ด้วยอริยมรรคญาณ ดุจต้นไม้ที่ถูกสายฟ้าฟาด นี้ชื่อว่าสมุจเฉทปหานะ.
บทว่า นิโรโธ นิพฺพานํ - นิโรธ คือนิพพาน ได้แก่นิพพานกล่าวคือนิโรธ.
[๖๖] เพื่อแสดงธรรมที่ควรละด้วย ปหานะ อย่างนี้แล้วแสดงธรรมที่ควรละอีกโดยสรุป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพุทธพจน์มีอาทิว่า สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ.
ในธรรมเหล่านั้น ควรละธรรมมีจักษุเป็นต้น ด้วยการละฉันทราคะ.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อเห็นรูปย่อมละ ได้แก่ เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้.
เมื่อพิจารณาเห็น สำรวจ เพ่งปรารถนา อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในสองไปยาลว่า จกฺขํ ฯเปฯ ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ, อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ในโลกุตรธรรมเหล่านั้นมีอาทิว่า ปสฺสนฺโต ปชหาติ - เมื่อพิจารณาเห็น ย่อมละได้ ย่อมละกิเลสที่ควรละ ในขณะแห่งวิปัสสนา เพราะเหตุนั้นควรประกอบโดยอนุรูปแก่ธรรมนั้นๆ.

จบอรรถกถาปหาตัพพนิทเทส
จบอรรถกถาตติยภาณวาร
-----------------------------------------------------

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ

23 มิถุนายน 2563

ท่านไม่ให้เหยียดหยามกัน


เราทั้งหลาย ..
ต่างเกิดมาด้วยวาสนา
มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้ อย่างเต็มภูมิ
ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ

อย่าลืมตัวลืมวาสนา ..
โดยลืมสร้างคุณงามความดี
เสริมต่อภพชาติของเรา ที่เคยเป็นมนุษย์
จะเปลี่ยนแปลง

และ ..
กลับกลายหายไปเป็นชาติที่ต่ำทราม

ท่านจึงสอน ..
ไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน
เมื่อเห็นเขาตกทุกข์ หรือ กำลังจน
จนน่าทุเรศ

เราอาจมี ..
เวลาเป็นเช่นนั้น หรือยิ่งกว่านั้นก็ได้
เมื่อถึงวาระเข้าจริงๆ
ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้

เพราะ ..
กรรมดี กรรมชั่ว
เรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น...

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมนี้ ทุกๆท่านค่ะ

หลังจากมรณภาพแล้วก็ยังมาสอนศิษย์ทางนิมิต

หลังจากท่านมรณภาพแล้วโดยทางรูปกาย
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนิมิตที่ปรากฏเป็นองค์แทนท่าน กับความรู้ทางจิตตภาวนาของบรรดาศิษย์ที่มีนิสัยในทางนี้ก็มีต่อกันอยู่เสมอมา ราวกับท่านยังมีชีวิตอยู่ การภาวนาเกิดขัดข้องอย่างไรบ้าง ท่านก็มาแสดงบอกอุบายวิธีแก้ไขโดยทางนิมิต เหมือนองค์ท่านแสดงจริง ๆ ทำนองพระอรหันต์มาแสดงธรรมให้ท่านฟังในที่ต่าง ๆ  ดังที่เขียนผ่านมาแล้ว ถ้าจิตของผู้นั้นอยู่ในภูมิใด และขัดข้องธรรมแขนงใด ที่ไม่สามารถแก้ไขโดยลำพังตนเองได้ ท่านก็มาแสดงธรรมแขนงนั้นจนเป็นที่เข้าใจ แล้วนิมิตคือรูปภาพขององค์ท่านก็หายไป หลังจากนั้นก็นำธรรมเทศนาที่ท่านแสดงให้ฟังในขณะนั้น มาแยกแยะหรือตีแผ่ออกตามกำลังสติปัญญาของตนให้กว้างขวางออกไป และได้อุบายเพิ่มขึ้นอีกตามภูมิที่ตนสามารถ

ท่านที่มีนิสัยในทางออกรู้สิ่งต่าง ๆ ย่อมมีทางรับอุบายจากท่านที่มาแสดงให้ฟังได้ตลอดไป ที่เรียกว่าฟังธรรมทางนิมิตภาวนา ท่านมาแสดงธรรมให้ฟังทางนิมิต ผู้รับก็รับรู้ทางนิมิต ซึ่งเป็นความลึกลับอยู่บ้างสำหรับผู้ไม่เคยปรากฏ หรือผู้ไม่เคยได้ยินมาเลย อาจคิดว่าผู้รับในทางนิมิตเป็นความเหลวไหลหลอกลวงก็ได้ แต่ความจริงก็เป็นอย่างนั้น

พระปฏิบัติที่มีนิสัยในทางนี้ ท่านรับเหตุการณ์ในทางนี้ด้วย อันเป็นความรู้พิเศษเฉพาะราย ๆ มิได้ทั่วไปแก่ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย คือเป็นไปตามภูมินิสัยวาสนา ดังท่านอาจารย์มั่นฟังพระโอวาทของพระพุทธเจ้าที่เสด็จไปโปรด และฟังธรรมที่พระสาวกมาแสดง โดยทางนิมิตเสมอมา บรรดาศิษย์ที่มีนิสัยคล้ายคลึงท่าน
ก็มีทางทราบได้จากนิมิตที่ท่านมาแสดง หรือพระพุทธเจ้าและพระสาวกมาแสดง ถ้าเทียบก็น่าจะเหมือนพุทธนิมิตของพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาในชั้นดาวดึงส์สวรรค์ฉะนั้น

แต่เรื่องของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องใหญ่มาก จิตใจคนน้อมเชื่อได้ง่ายกว่าเรื่องทั่ว ๆ ไป แม้มีมูลความจริงเท่ากัน จึงเป็นการยากที่จะพูดให้ละเอียดยิ่งกว่าที่เห็นว่าควร ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่สะดวกใจที่จะเขียนให้มากไปกว่านี้ และขอมอบไว้กับท่านผู้ปฏิบัติ จะทราบเรื่องเหล่านี้ด้วยความรู้อันเป็นปัจจัตตังของตัวเอาเองดีกว่าผู้อื่นอธิบายให้ฟัง เพราะเป็นความแน่ใจต่างกันอยู่มาก สำหรับผู้เขียนมีความรู้สึกอย่างนั้น

อะไรก็ตามถ้าตนมีความสามารถพอเห็นได้ฟังได้ สูดกลิ่นลิ้มรส และรู้เห็นทุกสิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็ไม่อยากรับทราบจากผู้อื่นมาเล่าให้ฟัง เพราะแม้ทราบแล้ว บางอย่างก็อดสงสัยและคิดตำหนิติเตียนไม่ได้ แม้ผู้มีเมตตาจิตเล่าให้ฟังด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะเรามันปุถุชนไม่บริสุทธิ์นี่ จึงมักจะชนดะไปเรื่อยไม่ค่อยลงใครเอาง่าย ๆ ฉะนั้นจึงควรให้ตนรู้เอาเอง ผิดกับถูกก็ตัวรับเอาเสียเอง ไม่ต้องให้คนอื่นพลอยรำคาญ ทนฟังคำตำหนิติเตียนจากตน ดังท่านว่าบาปใครบุญใครก็รับเอาเอง ทุกข์ก็แบกหามเอง สุขก็เสวยเอง รู้สึกว่าถูกต้องและง่ายดีด้วย

ที่มา
#คัดลอกจากหนังสือ
#ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น_ภูริทัตตเถระ
#โดยท่านอาจารย์พระมหาบัว_ญาณสัมปันโน
#แห่งวัดป่าบ้านตาด_จังหวัดอุดรธานี
************************************
ขออนุโมทนาขอขอบคุณ​ และขออนุญาตนำ
มาเผยแผ่เป็นธรรมทานแก่ผู้ที่มีความศรัทธา

เหตุไม่ฉันเนื้อสัตว์ " -: พระธรรมเทศนาพระจารย์มั่น ภูริทัตโต :- เกี่ยวกับการฉันเจ..!

"หลวงปู่ผาง"ท่านพูดเกี่ยวกับการที่ท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์ว่าดังนี้ “ปูปลาน้อยคืนลาเมือเมืองเกลี้ยงออหลอ ยังแต่กบเขียดน้อยอีกสองมื่อจังซิต่าวเมือ” พวกปูปลา หรือพวกสัตว์ใหญ่มาลาท่านจนไม่เหลือ จะเหลือแต่กบเขียดหรือพวกสัตว์เล็กๆ อีก ไม่นานก็จะลากลับเหมือนกัน เหตุที่ลากลับก็เพราะมนุษย์กินหมด

ครั้งหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่ได้เที่ยวธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ ตามป่าเขาลำเนาไพร ได้ปักกลดพักปฏิบัติภาวนา อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ขณะนั่งภาวนาอยู่นั้น ได้ปรากฏในนิมิตว่า มีพวกวิญญาณ ของสัตว์ชนิดต่างๆ มาปรากฏต่อหน้าท่านเยอะแยะเต็มไปหมด ต่างตัวก็ต่างฟ้องร้องเรียนและลาต่อท่านว่า “พวกเราได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส  ทุกข์ทรมานมาก เพราะต้องถูกพวกมนุษย์หูกิ้นๆ(หูสั้นๆ) ตามล่าฆ่ากินเป็นอาหาร ขอให้หลวงปู่ได้โปรดแผ่เมตตา และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ให้พวกเราได้พ้นจากทุกข์ด้วย ที่สำคัญ ขอให้หลวงปู่ ได้ช่วยสั่งสอนพวกมนุษย์ทั้งหลาย ให้มีเมตตาอย่าได้พากันเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยเถิด”

เมื่อท่านได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความสังเวชสลดใจสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง สะเทือนเข้าไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ ฝังลึกมาก รู้สึกเมตตาสงสารพวกวิญญาณ ของสัตว์เหล่านั้นอย่างจับใจ โอ มนุษย์หนอมนุษย์ คนหนอคน ช่างโหดร้ายใจดำ เบียดเบียนทำลายชีวิตของผู้อื่นได้ โดยไม่ได้คิดถึงว่าเขาก็มีชีวิต เราก็มีชีวิต ต่างก็รักตัวกลัวเจ็บกลัวตายกันทั้งนั้น ไปฆ่าไปแกงเขา รังแกเบียดเบียนทำลายเขาได้ไม่เป็นไรกลับมีความสุข มองไม่เห็นความทุกข์ของผู้อื่น พอใจดีใจว่าตัวเองได้อยู่ดีกินดี

มันเป็นเช่นนี้นี่เอง โลกในนี้ เป็นมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว มนุษย์ย่อมเอาเปรียบสัตว์ รังแกสัตว์ที่ไม่มีทางสู้ เมื่อสั่งสมบาปจิตใจหยาบช้ามากขึ้นไปกว่านั้นอีก ก็รังแกเบียดเบียดเบียนมนุษย์ด้วยกันเอง ถ้าโหดไปกว่านั้นอีก จิตใจไม่รู้จักบุญจักบาปแล้ว ก็สามารถฆ่าแกงคนแล้วแร่เนื้อถือหนัง ชำแหละอวัยวะออกเป็นชิ้นๆ ได้โดยจิตใจไม่สะดุ้งสะเทือน เกรงกลัวต่อบาปกรรม ที่ตัวเองจะได้รับ

   เมื่อท่านพิจารณาเห็นดังนั้น จึงได้ตั้งใจว่า “ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปจะฉันแต่อาหารเจ งดเว้นเนื้อสัตว์ทุกชนิด” และได้ตั้งใจปฏิบัติภาวนาอุทิศส่วนกุศลแผ่เมตตา ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ทั่วแดนโลกธาตุ

วันต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ต่อไป ขณะเดินอยู่กลางป่านั้น ก็ได้เห็นเหตุการณ์แปลกประหลาด อันน่าสลดหดหู่ จะเป็นน้ำมือของมนุษย์คนใดก็สุดที่จะเดาได้ ท่านได้เห็นภาพที่น่าสังเวชสลดใจยิ่งนัก ท่านว่า เห็นพวกกบเขียดทั้งหลาย เอาคางตัวเองปักเสียบเข้ากับหนามแท่ง ห้อยโตงเตงตายแห่งคาหนามอยู่เต็มไปหมด ก็ทำให้ท่านยิ่งสังเวชสลดใจ เมตตาสงสารสรรพสัตว์ทั้งหลายหนักเข้าไปอีก เป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจที่ได้ไว้เมื่อคืนนี้ แต่นี้ต่อไปจะฉันเฉพาะอาหารเจ งดเว้นเนื้อสัตว์ และได้ปฏิบัติตามความตั้งใจตั้งแต่นั้นเป็นตันมา จนถึงวันท่านมรณภาพ..

เรื่องอาหารการกินนี้ องค์หลวงปู่ถึงแม้ท่านจะฉันอาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์ แต่ท่านก็ไม่ได้ชักชวนใคร หรือแนะนำใคร บังคับใคร ให้เอาอย่างท่านแต่ประการใด ท่านปฏิบัติของท่านคนเดียวอย่างนั้น เพราะท่านรู้ดีว่า เรื่องการอยู่การกินนี้ ในคัมภีร์พระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติไว้ชัดเจนแล้ว เรื่องเนื้อ ๓ ประการ คือ ไม่เห็นฆ่า ๑ ไม่ได้ยินว่าเขาฆ่า ๑ ไม่ได้รังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงมาถวายตน ๑ ทรงอนุญาตให้ภิกษุสามเณรฉันได้ ไม่เป็นอาบัติ ถ้าตรงกันข้ามจากนี้ คือได้เห็น ได้ยิน หรือรังเกียจสงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงมาถวายตน ท่านห้ามไม่ให้ฉัน ถ้าฉันต้องอาบัติทุกกฎ

อีกประการหนึ่ง เนื้อ ๑๐ ประการ ที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม คือ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อราชสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อเสือดาว เนื้อหมี เนื้องู เนื้อสุนัข เนื้อมนุษย์ เนื้อ ๑๐ ประการนี้ ท่านห้ามไม่ให้พระฉัน ถ้ารูปไหนฉัน ต้องอาบัติทุกกฎ ส่วนฉันเนื้อมนุษย์ และเนื้อดิบ เป็นอาบัติถุลลัจจัย

แม้หลวงปู่มั่น ท่านก็เคยสอนลูกศิษย์ สมัยพักอยู่ป่าเปอะ จังหวัดเชียงใหม่ว่า

“คนเรามันไม่ได้วิเศษวิโส เพราะการกินผักกินเนื้อนะ แต่มันวิเศษด้วยการกินเพราะการพินิจพิจารณาโดยแยบคาย อันผักหญ้า เนื้อนั้น มันไม่ได้รู้เรื่องดีเรื่องชั่วเหมือนคนเรา จิตเราดอก พระธรรมคำสอนแง่หนักเบาต่างหาก ที่เรานำมาพินิจพิจารณาแล้วนำมาสอนตน จะทำให้เราดีขึ้นได้

เรื่องกินอยู่หลับนอนอะไรๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติไว้หมดแล้ว ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับการกินเจไม่กินเจ กินเนื้อไม่กินผัก กินแต่ผักไม่กินเนื้อ อันไหนกินได้ฉันได้ท่านก็บัญญัติไว้หมดแล้ว ถ้าท่านคิดว่าการกินแต่ผักทำให้ท่านเลิศเลอเป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้ อันนี้ผมสุดปัญญาที่จะสอนท่าน ถ้าการกินแต่ผักอย่างท่านว่า เป็นผู้บริสุทธิ์สิ้นกิเลสจบพรหมจรรย์ได้ มนุษย์ไม่ได้สิ้นกิเลสหรอก วัวควายเป็นต้นนั่นแหละ มันจะสิ้นกิเลสก่อน เพราะมันไม่ได้กินเนื้อ มันกินแต่หญ้า เต็มปากเต็มพุง มันกินแต่ผักแต่หญ้า ทำไมลูกมันถึงเต็มท้องไร่ท้องนา

ถ้าการกินแบบท่านว่าเป็นของเลิศ วัวควายมันเลิศก่อนแล้ว เพราะมันเกิดมาก็กินแล้ว โดยไม่ต้องมีใครคอยสอน ถึงท่านกินยังไง มันก็ไม่เท่าวัวเท่าควายกินหรอก เพราะวัวควายมันปฏิเสธเนื้อโดยประการทั้งปวง กินแต่ผักแต่หญ้า

ถ้าจะกินเจ ฉันเจ กินผักไม่กินเนื้อ ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่การไปตำหนิคนโน้นคนนี้ ว่ากินเนื้อเป็นเปรตเป็นผี มันไม่สมควร แล้วมาหลงตน ยกยอตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าคนอื่นเขา ท่านดูใจของท่านเองก็ได้นี่ ว่ามันประเสริฐตรงไหนหรือยัง ถ้ายังไม่ประเสริฐให้รีบแก้ ราคะ โทสะ โมหะที่เผาหัวอยู่นั่นล่ะ มันเป็นสิ่งที่ท่านต้องแก้เสียโดยเร็วพลัน ไม่ใช่วันๆ เที่ยวแต่ชวนหาคนมากินผัก ไอ้ผักนั้นผมก็กิน คนเรามันประเสริฐได้ด้วยความประพฤติ มิใช่เพราะการกิน ส่วนเรื่องการกิน เป็นเรื่องรองๆ อย่าเอามาเป็นเรื่องเอก” ดังนี้

อีกประการหนึ่ง การฉันเจนี้ หลวงปู่ผาง ท่านอนุโลมตามธาตุขันธ์ขององค์ท่าน ดังที่ท่านเคยบอกลูกศิษย์ลูกหา “ธาตุขันธ์ของผมมันไม่ให้แล้วนะ หมู่เพื่อน ช่วงหลังมานี้ ฉันเนื้ออะไรแล้ว มันไม่ย่อย จะฉันอะไรก็พากันฉัน ฉันตามได้ตามมีตามเกิดนั่นแหละ” ส่วนใครจะฉันเหมือนองค์ท่านหรือไม่นั้น ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วแต่อัธยาศัยของใครของมัน

ขอบคุณที่มา
  * หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต *

ขออนุโมทนาบุญท่านผู้มีส่วนเผยแพร่โอวาท
ธรรมและภาพพ่อแม่ครูบาอาจารย์ขอจงเจริญ
รุ่งเรืองในธรรม พบสุขอันเกษม.
สาธุอนุโมทามิ นิพพานะปัจจะโยโหตุ...

21 มิถุนายน 2563

ถ่ายหลวงปู่มั่น ทุกภาพ คือภาพที่ท่านตั้งใจให้ถ่าย ถ้าท่านไม่อนุญาต จะไม่มีวันถ่ายติด

"รูปถ่ายหลวงปู่มั่น" 
ทุกภาพ คือภาพที่ท่านตั้งใจให้ถ่าย 
ถ้าท่านไม่อนุญาต จะไม่มีวันถ่ายติด  

 ในชีวประวัติของ "หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "รูปถ่ายของหลวงปู่มั่น" ไว้ว่า รูปถ่ายของหลวงปู่มั่นที่เราเห็นกันนั้น ทั้งหมดเป็นรูปที่ท่านตั้งใจให้ถ่าย ถ้าหากท่านไม่อนุญาตให้ถ่าย ก็จะไม่มีใครถ่ายติด 

 ครั้งหนึ่ง ขุนศรีปทุมวงศ์ได้ส่งหมอคนหนึ่งไปรักษาอาการอาพาธของหลวงปู่มั่น  เมื่ออาการเริ่มดีขึ้นแล้ว หมอคนนั้นก็กลับไป ต่อมาภายหลัง หมอคนนั้นก็เดินทางไปหาหลวงปู่มั่นอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาพาช่างภาพไปด้วย เพื่อขอถ่ายรูปหลวงปู่มั่น โดยอ้างว่าจะนำไปเคารพบูชา  

 หลวงปู่มั่นจึงบอกว่า "ไม่ได้หรอกโยมหมอ อาตมาไม่ให้ เพราะโยมหมอถ่ายรูปของอาตมาไปเพื่อจะซื้อขาย ทำมาหากิน ... กลัวโยมจะเป็นบาป อาตมาไม่ให้" หมอคนนั้น พยายามขอร้องอ้อนวอนอยู่หลายครั้ง แต่หลวงปู่มั่นก็ยังยืนกรานคำเดิม จนเขาต้องยอมกลับไปมือเปล่า แต่ในเช้าวันถัดมา หมอคนนั้นที่รู้เส้นทางการบิณฑบาตของหลวงปู่มั่นอยู่แล้ว ก็ไปแอบตั้งกล้องในที่ลับ เพื่อดักถ่ายรูปหลวงปู่มั่นในอิริยาบถต่าง ๆ จนหมดฟิล์มไปหลายม้วน  ทว่าพอล้างฟิล์มออกมาเท่านั้นแหละ ปรากฏว่าไม่ติดแม้แต่รูปเดียว

 คำถามก็คือ ทำไมถึงถ่ายรูปหลวงปู่มั่นไม่ติดถ้าท่านไม่อนุญาตให้ถ่าย ? 

 เหตุผลหลัก ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องของความห่วงใยในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ดังที่ท่านได้กล่าวเตือนหมอคนนั้น เกี่ยวกับการนำไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์นั่นเอง อีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่อาจใช้ยืนยันในเรื่องนี้ได้ก็คือ ช่วงที่หลวงปู่มั่นกำลังจะละสังขาร ทั้งก่อน และหลังมรณภาพนั้น มีพระภิกษุบางรูปพยายามจะถ่ายรูปท่านไว้ แต่ปรากฏว่าถ่ายไม่ติดเลยสักรูป ที่เป็นเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะท่านเห็นว่า ภาพของคนเจ็บป่วย หรือศพคนตายนั้นเป็นภาพอุจาดตา ที่อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแห่งอกุศล ขึ้นในจิตใจของผู้พบเห็นได้ ท่านจึงไม่ยอมให้ถ่ายรูป (หรืออธิษฐานให้ถ่ายไม่ติด) เพื่อรักษาสภาพจิตใจของผู้พบเห็นให้เป็นปกติ 

ที่มา
อ้างอิง : เกร็ดประวัติ และปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หนังสือ "รำลึกวันวาน" 
โดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

20 ตุลาคม 2561

ที่พึ่งอันอุดมและมั่นคง โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

"เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษม
อันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็น
เช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย
แล้วไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง ที่เคารพนับถือ
ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอโดยวิธี
บนบานศาลกล่าวจากเถื่อนถ้ำและภูเขา ต้นไม้ใหญ่
ศาลพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางต่างๆ

ที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นที่สถิตย์อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตนรอดพ้น
จากอันตรายความตาย และความทุกข์ได้ จึงหลง
พากันเซ่นสรวงด้วยเครื่องสังเวยต่างๆ ตามที่ตนเอง
เข้าใจว่าเจ้าของสถานที่ เหล่านั้นจะพอใจหรือชอบใจ
นอกจากนั้นยังมี การทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์
สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีต่างๆ
เหล่านี้"

"ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการให้ภาวนา น้อมรำลึกนึก
เอาพระคุณอันวิเศษ ของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม
และพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
จึงจะเป็นการถูกต้องสมกับที่พวก เราเป็นผู้รับ นับถือ
เอาพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งประจำกายใจของตน
และอีกอย่างให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักของอุบาสก
อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนา"

" ต่อไปนี้ให้ญาติโยมทุกคนทั้งหญิง ทั้งชาย เฒ่าแก่
เด็กเล็กเด็กน้อยก็ตาม พากันสวดมนต์ทำวัตรทั้งเช้า
ทั้งเย็น ก่อนนอนตื่นนอนทุกวัน ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว
พ่อแม่เป็นผู้พาทำ ทำที่บ้านใครบ้านมัน ทุกครัวเรือน
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลแก่พวกเรา
ความเดือดร้อนต่างๆ เหล่านั้นมันก็จะหายไปเอง "

ที่พึ่งอันอุดมและมั่นคง โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

"เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางจิตใจหรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษม
อันอุดม จึงกลัวการตายแต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็น
เช่นนี้จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตาย
แล้วไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่พึ่ง ที่เคารพนับถือ
ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอโดยวิธี
บนบานศาลกล่าวจากเถื่อนถ้ำและภูเขา ต้นไม้ใหญ่
ศาลพระภูมิเจ้าที่เจ้าทางต่างๆ

ที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นที่สถิตย์อยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตนรอดพ้น
จากอันตรายความตาย และความทุกข์ได้ จึงหลง
พากันเซ่นสรวงด้วยเครื่องสังเวยต่างๆ ตามที่ตนเอง
เข้าใจว่าเจ้าของสถานที่ เหล่านั้นจะพอใจหรือชอบใจ
นอกจากนั้นยังมี การทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์
สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร โดยวิธีต่างๆ
เหล่านี้"

"ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้นคือการให้ภาวนา น้อมรำลึกนึก
เอาพระคุณอันวิเศษ ของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรม
และพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ
จึงจะเป็นการถูกต้องสมกับที่พวก เราเป็นผู้รับ นับถือ
เอาพระรัตนตรัยมาเป็นที่พึ่งประจำกายใจของตน
และอีกอย่างให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักของอุบาสก
อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีลและเจริญเมตตาภาวนา"

" ต่อไปนี้ให้ญาติโยมทุกคนทั้งหญิง ทั้งชาย เฒ่าแก่
เด็กเล็กเด็กน้อยก็ตาม พากันสวดมนต์ทำวัตรทั้งเช้า
ทั้งเย็น ก่อนนอนตื่นนอนทุกวัน ให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว
พ่อแม่เป็นผู้พาทำ ทำที่บ้านใครบ้านมัน ทุกครัวเรือน
ถ้าทำได้อย่างนี้ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลแก่พวกเรา
ความเดือดร้อนต่างๆ เหล่านั้นมันก็จะหายไปเอง "

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...