31 ธันวาคม 2564

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้น
กลับมาเป็นปัจจุบันก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคต ที่ยังมาไม่ถึงนั้น
เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน
อดีต ปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคต ปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ไม่สุดวิสัย
.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

คำอธิษฐานของพระอรหันต์ หลวงปู่เกษม เขมโก

“อิทัง กุศลกัมมัง มยา กะตัง”
กรรมอันเป็นกุศลนี้ อันข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ขอจงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้ามีความสุขกาย สบายใจ แม้นจะคิดสิ่งใด ก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการ ขอให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว และขอให้พ้นจากโรคภัยให้เจ็บ ทุกประการด้วยเถิด

ประการหนึ่ง ด้วยเดชะบุญอันข้าพเจ้าได้กระทำนี้ ข้าพเจ้าเกิดมาภพใด ชาติใด ก็ขอให้เกิดพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าทุกชาติ และขอให้พบนักปราชญ์เจ้า ผู้ใจบุญ ขอให้รู้คุณวิเศษ แท้ดีหลีเถิด

ประการหนึ่ง ข้าพเจ้าเกิดมาภพใดก็ดี ข้าพเจ้าขออย่าได้พบกรรมอันไม่ดีทุกชาติและขอให้ข้าพเจ้าได้เว้นจากบาป ความชั่วร้ายทุกชนิดเถิด
ประการหนึ่ง ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมานี้ ข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวไปมาในวัฏฏสงสารหลายกำเนิด ยังไม่ได้ถึงพระนิพพานเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอตั้งความปราถนา ได้มีใจมั่นคงทุกชนิดและข้าพเจ้าเกิดมาชาติใด มีอะไรขอให้เสมอใจทุกประการ และขอให้ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมทุกชนิด

ขอให้ได้ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทุกชนิด และขอให้พ้นจากกิเลส บาป ความชั่วร้ายทั้งมวล เที่ยงแท้ด้วยเถิด และขอให้ข้าพเจ้า ได้ถึงนิพพาน อันเป็นสุดยอดของความสุขทั้งปวงด้วยเถิด

คำปราถนา (ผาถนา) ของข้าพเจ้ามีดังนี้แล้ว
ขอให้สมปณิธาน ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งไว้ 
อย่าได้คลาดแคล้วสูญหาย เที่ยงแท้แด่เทอญ
นิพพานปัจจะโย โหตุ เม นิจจัง (ว่า 3 หน)

พระภิกษุเกษม เขมโก
พุทธศักราช 2506

พระพุทธองค์ เสด็จมาบอก วิธีเข้าถึงอรหันตผลก่อนตาย แบบง่าย ๆ

* หลวงพ่อฤาษีลิงดำ~พระราชพรหมยานฯ..เล่าให้ฟัง

..." เวลานั้น องค์สมเด็จพระทศพล เสด็จมาพอดี ทรงประทับยืนอยู่เหนือศีรษะด้านหน้า มีแสงสว่างมาก แล้วท่านก็ตรัส..

~ ท่านบอกว่า : " คุณ คนที่ปฏิบัติอยู่แล้วทั้งหมดนี้ กำลังใหญ่ คือ เข้าถึงนิพพานทุกคน.. แต่ทว่า เพื่อความไม่ประมาท ให้เขาทำอย่างนี้ "

" วันหนึ่ง จะใช้เวลาไหนก็ได้ เวลาที่ใจสบาย ถ้าเวลาอื่น มันติดงาน มาก ก็เอาเวลานอน "

" นอนก่อนจะหลับ หรือว่า ตื่นใหม่ ๆ ใจสบาย เอาจิตจับนึกถึงท่าน ถ้าบุคคลที่ไม่ได้ ทิพจักขุญาณ ก็นึกภาพเอาเอง "

" กำหนดภาพพระพุทธเจ้า หรือ พระพุทธรูป องค์ใดองค์หนึ่ง ให้เห็นเป็นประกาย บังคับจิต ถ้าเห็นเป็นสีเหลือง ก็บังคับให้เป็น สีแก้ว ให้ได้ ทำอย่างนี้ ไม่กี่วันหรอก ก็เป็น "

" ให้จิตมันเป็นฌาน ถ้านึกถึงเมื่อไร ก็เห็นพระพุทธเจ้าเป็นสีแก้ว เป็นประกาย ทุกวัน "

* องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ ท่านบอกว่า : " ถ้าเขาทำอย่างนี้นะ ได้ทุกวัน อย่าได้ขาด วันหนึ่งใช้เวลา ๒ - ๓ นาที ก็ไม่เป็นไร ฉันไม่จำกัดเวลา ว่าจะใช้เวลานาน หรือ เวลาเร็ว "

" ถ้าเขาทำอย่างนี้ได้ทุกวัน แล้วก็ ทรงอารมณ์ตามที่บอกไว้ คือ..

๑. นึกถึงความตายไว้ อย่าประมาทในชีวิต

๒. เคารพในพระรัตนตรัย

๓. ทรงศีล ๕ บริสุทธิ์

๔. จิตหวังพระนิพพาน อย่างเดียว "

~ ท่านบอกว่า : " เป็นอย่างนี้ละก็ ก่อนอายุขัยของเขา ๗ วัน.. ( ท่านกำหนดให้เลยนะ ว่า ก่อนอายุขัยอีก ๗ วัน ) ต้องตายแน่ อยู่ไม่ได้ ตอนนั้นกระแสจิตของเขา จะเห็นภาพในอากาศ เต็มจักรวาล ทั้งพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี แพรวพราวเต็มไปหมด "

~ และก็ หลังจากนั้นไป เมื่อกำลังใจของตน จะพ้นกำหนด ในการทรงสังขาร สมเด็จพระพิชิตมาร บอกว่า.. จะเข้าถึงอรหัตผลทันที..."

( จากหนังสือ *คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง* เล่มที่ ๓๙ หน้าที่ ๑ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี..คัดลอกโดย ยุพยง พัฒนเจริญ )

29 ธันวาคม 2564

พระเจ้าตากสินมหาราชลาพุทธภูมิ โดยหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

เมื่อไปถึงกราบพระท่านแล้วก็ถามว่า "เวลานี้เทวดาสินเป็นพระโพธิสัตว์ อยากจะทราบว่า
จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เท่าไหร่ หลังจากพระศรีอาริย์ไปแล้ว" 
พระท่านก็บอกว่า
"จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 30 หลังพระศรีอาริย์นิพพานแล้ว" 
ก็เล่นเอาเทวดาสินต้องไปนั่งยิ้มที่ชั้นดุสิตอีกถึง 30 พระพุทธเจ้า 
ก็เลยถามพระท่านว่า "ถ้าเทวดาสิน
จะลาจากพระพุทธภูมิ เมื่อไรจะไปนิพพาน" 
ท่านบอกว่า "เทวดาสินนี่ ถ้าหากลาจากพุทธภูมิเป็นสาวกภูมิ กำลังเต็มมานานแล้ว 
ก็เหลือแค่ เอหิภิกขุ เท่านั้นก็พอแล้ว
ถ้าตรัสว่า เอหิภิกขุ เทวดาสินก็เป็นพระสมบูรณ์แบบ" 
ท่านก็เลยเข้าไปกราบพระ
พระท่านก็บอกว่า "เอหิภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด" เพียงเท่านี้
เทวดาสินก็กลับสภาพจากเทวดาเป็นวิสุทธิเทพ

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

๏ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระนามเดิมว่า “สิน” พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ เป็นบุตรของ “ นายไหฮอง ” และ “ นางนกเอี้ยง ”ซึ่งพระยาจักรีได้ขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่ยังเยาว์เมื่ออายุได้ ๕ ปี พระยาจักรีได้นำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส(วัดคลัง ) โดยเรียนหนังสือขอมและหนังสือไทยจนจบบริบูรณ์ แล้วจึงเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉาน เมื่ออายุครบ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำตัวเด็กชายสิน ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ ๓(สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ) พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำราชการกับหลวงศักดิ์นายเวรซึ่งเป็นบุตรของพระยาจักรี เมื่อมีเวลาว่างจะไปเรียนวิชากับอาจารย์จีน อาจารย์ญวนและอาจารย์แขก จนสามารถพูดภาษาทั้งสามได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ได้อุปสมบท ณ วัดโกษาวาส พระภิกษุสิน อยู่ในสมณเพศได้ ๓ พรรษา ก็ลาสิกขาและกลับเข้ารับราชการตามเดิม ด้วยความฉลาดรอบรู้ขนบธรรมเนียม ภารกิจต่างๆเป็นอย่างดี จนสามารถทำงานต่างพระเนตรพระกรรณได้ จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นมหาดเล็กรายงานราชการทั้งหลายในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวง ครั้น พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยราชสมบัติได้ ๓ เดือนเศษ ก็ถวายราชสมบัติให้พระเชษฐาสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ (สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์) สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ ให้นายสิน มหาดเล็กรายงานเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งนายสินปฏิบัติราชการได้สำเร็จเรียบร้อย จนมีความชอบมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก ช่วยราชการพระยาตาก เมื่อพระยาตากถึงแก่กรรม ก็โปรดให้เลื่อนเป็นพระยาตากเพื่อปกครองเมืองตาก

 

ในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทย โดยมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ปรากฏว่าพม่าตีเมืองทางใต้ได้อย่างง่ายดาย จึงตีเรื่อยตลอดหัวเมืองทางใต้จนถึงเมืองเพชรบุรี ทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพไทยซึ่งมีพระยาโกษาธิบดีกับพระยาตากไปรักษาเมืองเพชรบุรีไว้ จนตีพม่าแตกถอยไปทางด่านสิงขร ต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๐๘ พม่ายกกองทัพมาตีไทยอีก พระยาตากได้มาช่วยรักษาพระนครไว้ได้ จึงได้บำเหน็จความดีความชอบในสงคราม จึงโปรดให้เลื่อนเป็นพระยาวชิรปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้ปกครองเมืองกำแพงเพชรก็เกิดศึกกับพม่าครั้งสำคัญขึ้น จึงถูกเรียกตัวให้เข้ารับราชการในกรุง เพื่อป้องกันพระนครจนถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๙ ขณะที่ไทยกับพม่ากำลังรบกันอย่างดุเดือด พระยาวชิรปราการเกิดท้อแท้ใจหลายประการคือ

๑. พระยาวชิรปราการ คุมทหารออกไปรบนอกเมืองจนได้ชัยชนะยึดค่ายพม่าได้ แต่ทางผู้รักษาพระนครไม่ส่งกำลังไปหนุน ทำให้พม่าสามารถยึดค่ายกลับคืนได้

๒. ขณะที่ยกทัพเรือออกรบร่วมกับพระยาเพชรบุรีนั้น พระยาวชิรปราการเห็นว่าพม่ามีกำลังมากกว่า จึงห้ามมิให้พระยาเพชรบุรีออกรบ แต่พระยาเพชรบุรีไม่เชื่อฟัง ขืนออกรบและพ่ายแพ้แกพม่าจนตัวตายในที่รบ พระยาวชิรปราการถูกกล่าวหาว่าทอดทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย

๓. ก่อนเสียกรุง ๓ เดือน พม่ายกทัพเข้าปล้นพระนครทางด้านที่พระยาวชิรปราการรักษาอยู่ เมื่อเห็นจวนตัวพระยาวชิรปราการ จึงยิงปืนใหญ่ขัดขวางโดยมิได้ขออนุญาตจากศาลาลูกขุน จึงถูกฟ้องชำระโทษให้ภาคทัณฑ์

     

ด้วยสาเหตุดังกล่าว พระยาวชิรปราการเห็นว่า ขืนอยู่ช่วยป้องกันพระนครต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด และเชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าในครั้งนี้เป็นแน่ ด้วยผู้นำอ่อนแอและไม่นำพาต่อราชการบ้านเมือง จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมออกจากค่ายพิชัย มุ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ จึงนับว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้วบ้านเมืองเกิดแตกแยก หัวเมืองต่างๆตั้งตัวเป็นใหญ่ ต่างคนต่างรวมสมัครพรรคพวกตั้งเป็นก๊กต่างๆ ได้แก่ก๊กสุกี้พระนายกอง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กเจ้าพระฝางก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และก๊กเจ้าพิมาย

พระยาวชิรปราการได้จัดเตรียมกองทัพ สะสมเสบียงอาหารศาสตราวุธและกองทัพเรืออยู่เป็นเวลา ๓ เดือนก็ยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา ตีเมืองธนบุรีแตก จับนายทองอินประหารแล้วเลยไปตีค่ายโพธิ์สามต้นจนแตกยับเยิน สุกี้พระนายกองตายในที่รบ ขับไล่พม่าออกไปพ้นแผ่นดินไทยสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งใช้เวลากู้อิสรภาพกลับคืนจากพม่าภายในเวลา ๗ เดือนเท่านั้น จากนั้น พระยาวชิรปราการจึงยกทัพกลับมากรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่๔” แต่ประชาชนนิยมเรียกพระนามว่า “พระเจ้าตากสิน” เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีด้วยและต่อจากนั้นพระเจ้าตากสินก็ยกกองทัพไปปราบปรามก๊กต่างๆจนราบคาบ ทรงใช้เวลารวบรวมอาณาเขตอยู่ ๓ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ - พ.ศ. ๒๓๑๓ จึงได้อาณาเขตกลับคืนมา รวมเป็นพระราชอาณาจักรเดียวกันดังเดิม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ สิริพระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๕ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ กอบกู้ประเทศชาติให้เป็นเอกราชอิสรภาพตราบเท่าทุกวันนี้ ประชาราษฎร์ผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงยกย่องถวายพระเกียรติพระองค์ท่านว่า “มหาราช” คณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์เพื่อน้อมรำลึกในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ปรากฏกับอนุชนตราบเท่าทุกวันนี้

"..เมื่อพ.ศ. 2500 อาตมาป่วยหนัก ไปนอนพักรักษาตัวที่กรมแพทย์ทหารเรือ
(ปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า) ไปนอนอยู่ที่ตึก 1 เป็นห้องพิเศษ
เวลาประมาณ 4 ทุ่มเศษๆ ไฟฟ้าในห้องยังไม่ดับและประตูก็ใส่กลอนแล้ว
ถึงเวลานอน นอนคนเดียวยังไม่หลับ ปรากฎว่ามีคนๆหนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียง
เป็นชายลักษณะเป็นคนล่ำๆ ท่าทางแข็งแรงทะมัดทะแมงปราดเปรียวมาก
เป็นคนผิวขาว หน้าค่อนข้างจะสี่เหลี่ยมนิดๆ แต่มีเนื้อเต็ม นุ่งกางเกงขาสั้นสีขาว
เหนือเข่านิดหนึ่ง ใส่เสื้อแขนสั้นสีขาวเหนือศอกหน่อย

ก่อนที่อาตมาจะเห็นท่านผู้นี้ ก็เพราะขณะที่ไปนอนป่วยอยู่ที่นั่นก็มีความรู้สึกว่า
บรรดาผีทั้งหลายอาจจะแกล้งได้ง่าย เนื่องจากกำลังใจของคนป่วยความเข้มแข็งน้อย
ก็นึกว่าในที่นี้เป็นเขตพระราชฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงขอพึ่งบารมีท่าน
ให้คุ้มครอง พอท่านมายืนก็มองเห็นไม่ต้องหลับตาไม่ต้องเข้าฌาน ในเมื่อผีแสดงตัว
ให้ปรากฏ แต่ความกลัวไม่มีเพราะเรื่องนี้ชินมาตั้งแต่บวชพรรษาที่ 1 ก็เลยถามท่านว่า
"ท่านเป็นใคร" ท่านผู้นั้นก็ถามว่า "เมื่อกี้ท่านนึกถึงใคร" ก็ตอบท่านว่า "นึกถึงสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช"

ท่านก็บอกว่า "ผมนี่แหละ พระเจ้าตากสินมหาราช" ก็เลยมองไปมองมา
ดูลักษณะการแต่งตัวของท่าน ท่านก็ถามว่า "มองอะไร" ก็บอกว่า "มองดูลักษณะ
พระเจ้าตากสินมหาราช" ท่านถามว่า "เชื่อหรือยังว่าเป็นพระเจ้าตากสินมหาราช"
ตอบว่า "ยังไม่เชื่อ ที่มองนี่เพราะยังไม่เชื่อ" ท่นถามว่า "ไม่เชื่อตรงไหน"
ก็บอกว่า "ไม่เชื่อตรงกางเกงกับเสื้อเพราะพระมหากษัตริย์ไม่น่าจะนุ่งแบบนี้"
ท่านถามว่า "กษัตริย์ต้องทรงเครื่องกษัตริย์นอนเชียวหรือ นี่มัน 4 ทุ่มกว่าแล้วนะ"
ก็บอกว่า "จะรู้ได้อย่างไรในเมื่อเป็นกษัตริย์ เวลาเป็นผีมาแสดงตนให้ปรากฎ
ก็ต้องใช้เครื่องทรงแบบกษัตริย์" ท่านบอกว่า "ใช้เครื่องทรงกษัตริย์ก็ได้" พอพูดจบ
เครื่องทรงก็เป็นกษัตริย์ ท่านถามว่า "เชื่อหรือยัง" ตอบว่า "ตอนนี้เชื่อแล้ว"

ต่อมาก็คุยกันตั้งแต่ 4 ทุ่มเศษๆ ถึงตี 5 ครึ่ง คุยกันในเรื่องอดีต ความเป็นมา
ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งแต่เป็นเด็กชายสินไว้หางเปีย จนกระทั่งถึงขั้น
วางแผนให้รัชกาลที่ 1 เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นการยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้ถูก
รัชกาลที่ 1 ประหาร เมื่อรัชกาลที่ 1 ขึ้นเถลิงราชสมบัติแล้ว ก็นำสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ท่านบวชเป็นพระแล้วนั่งคานหามไปส่ง ออกทางปากท่อตอนกลางคืน
ไปส่งที่ถ้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราช ลูกชายของท่านมีสองคน คนพี่ให้เป็นเจ้าเมือง
นครศรีธรรมราช จะได้บำรุงพ่อ คนน้องก็ให้ทุนเป็นพ่อค้าสำเภาเป็นการหาทรัพย์สิน
เข้าเมือง เป็นการยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก่อนสวรรคตเป็นพระสงฆ์
ไม่ได้ถูกฆ่าตาย พระองค์สวรรคตที่นครศรีธรรมราช ถ้ำที่ท่านพักก็ยังอยู่กุฏิหลังนั้น
เขาทำเลียนแบบไว้ แต่ความจริงกุฏิที่อยู่จริงๆ ดีกว่านั้น เขาทำให้มีความผาสุกกว่านั้น
ออกจากถ้ำท่านก็มีที่พัก มีห้องพักแบบสบายๆ ความจริงท่านไม่ได้สั่ง
แต่ลูกชายเป็นคนสร้างให้ ท่านอยู่ด้วยความสงบ คนที่เป็นกษัตริย์มาแล้ว
เป็นทุกอย่างมาแล้ว มันก็หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง
และก็เป็นคนแก่ด้วยก็หมดความรัก
ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของท่านก็เป็นไปด้วยความเคร่งครัดแต่ไม่ได้เคร่งเครียด
คำว่า "เคร่งครัด" คือ "ปฏิบัติตรงไปตรงมาในมัชฌิมาปฏิปทา"

ก่อนท่านจะลากลับ อาตมาถามว่า "ขอหวยสัก 2 ตัวได้ไหม" ท่านก็บอกว่า
"สมัยผมมีแต่หวยจับยี่กี หวยแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว แบบนี้ไม่มี เรื่องหวยนี่
ผมไม่รู้จักหรอก แต่เวลานี้ผมมีสตางค์ติดกระเป๋ามาเพียงแค่ 25 สตางค์ ผมขอถวายหมด"
พูดแล้วท่านก็หยิบเหรียญโยนไปใต้เตียงเห็นเลข 25 ใสแจ๋ว
พอตอนเช้าบรรดาพยาบาลและนายทหารประจำตึกมาถามว่า "เมื่อคืนมีอะไรบ้างครับ"
ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเยี่ยม ขอหวยท่าน ท่านบอกว่า
ไม่มี มีแต่เงินเหรียญ 25 สตางค์ แล้วท่านก็โยนไปใต้เตียง ปรากฏว่าภายในวันนั้น
ข่าวกระจายไปทั่วกรมอู่ ทุกคนเล่นเลขท้าย 2 ตัว ถูกกันมาก

ต่อมาวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2533 วันนั้น พ.อ.สถาพร ได้นำดาบเล่มหนึ่ง
มาจากเมืองตาก เขาบอกว่าเป็นดาบของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อมาให้
เจ้ากรมสัตว์ทหารบกที่จังหวัดนครปฐม คืนนั้นก็นำดาบตั้งไว้ในที่มีเครื่องสักการะ
พอตอนดึกเวลาประมาณสัก 6 ทุ่ม เวลาจะนอนก็ทำจิตเป็นสมาธิตามปกติของพระ
ก็เห็นภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ สวยงามมากมาที่ดาบ ถามท่านว่า "มาทำไม"
ท่านบอกว่า "ก็เขาว่าดาบของผมนี่ครับ ผมก็มาทำให้มันหน่อย"
ถามว่า "ทำแล้วจะมีประโยชนอะไรบ้าง" ท่านก็บอกว่า "ประโยชน์มี"

หลังจากนั้นก็คุยกันถามว่า "เวลานี้ลาจากพุทธภูมิหรือยัง" ท่านบอกว่า "ยังไม่ได้ลา"
จึงถามว่า "ตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้าจริงๆหรือ" ท่านก็บอกว่า "เวลานี้พระโพธิสัตว์
ที่มีบารมีเต็มรอคิวกันยาวเหยียด ผมก็อยากจะลาพุทธภูมิเหมือนกัน แต่ก็ไม่แน่ใจว่า
ถ้าลาแล้วจะมีผลเป็นประการใด" ก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นไปคุยกับพระกันดีกว่า
ไปด้วยกันไหม" ท่านก็บอกว่า "ไปซิ ที่มานี่ก็จะมาชวนไปหาพระด้วยกัน"

เมื่อไปถึงกราบพระท่านแล้วก็ถามว่า "เวลานี้เทวดาสินเป็นพระโพธิสัตว์ อยากจะทราบว่า
จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่เท่าไหร่ หลังจากพระศรีอาริย์ไปแล้ว" พระท่านก็บอกว่า
"จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 30 หลังพระศรีอาริย์นิพพานแล้ว" ก็เล่นเอาเทวดาสิน
ต้องไปนั่งยิ้มที่ชั้นดุสิตอีกถึง 30 พระพุทธเจ้า ก็เลยถามพระท่านว่า "ถ้าเทวดาสิน
จะลาจากพระพุทธภูมิ เมื่อไรจะไปนิพพาน" ท่านบอกว่า "เทวดาสินนี่ ถ้าหากลา
จากพุทธภูมิเป็นสาวกภูมิ กำลังเต็มมานานแล้ว ก็เหลือแค่ เอหิภิกขุ เท่านั้นก็พอแล้ว
ถ้าตรัสว่า เอหิภิกขุ เทวดาสินก็เป็นพระสมบูรณ์แบบ" ท่านก็เลยเข้าไปกราบพระ
พระท่านก็บอกว่า "เอหิภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด" เพียงเท่านี้
เทวดาสินก็กลับสภาพจากเทวดาเป็นวิสุทธิเทพ

นี่เป็นเรื่องของนิมิตลืมตา ไม่ใช่นิมิตหลับตา ไม่ได้เข้าฌานสมาบัติ ถ้าถามว่า
"ถ้าไม่เข้าฌานสมาบัติ แล้วรู้ได้อย่างไร" ก็บอกว่า "ท่านแสดงภาพให้รู้
มันก็รู้ด้วยกันทุกคนแหละ ไม่ว่าใคร" คนที่เห็นผีเข้าฌานหรือเปล่า
เดินไปแล้วก็ถูกผีหลอก ต้องเข้าฌานหรือเปล่า สภาพนี้ก็เหมือนกัน
ผีไม่ได้หลอกแต่ว่าผีมาชวนคุยผีมาบอกตามความเป็นจริง
ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าฌานสมาบัติ..

โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน จากหนังสือ "ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน"
#รวมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์2 #หลวงพ่อฤาษี

คำอธิษฐานปีใหม่

หลวงพ่อบอกว่า ปีใหม่นี้ขอให้อธิษฐานไว้เสมอๆว่า "ขอคำว่าไม่มี จงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า" แล้วจะมีผลจริงๆ
ก่อนวันขึ้นปีใหม่ หลวงพ่อยังแนะนำให้อธิษฐานอย่างนี้เลยว่า "ขอความซวยจงหายไปกับปีเก่า และความรวย ความโชคดี จงมากับปีใหม่"

ที่มาของคำอธิษฐานเป็นอย่างนี้.....

คำอธิษฐานปีใหม่

ผู้ถาม : ที่หลวงพ่อบอกว่า ให้นั่งหน้าพระพุทธรูปแล้วอธิษฐานว่า ความรวยจงปรากฏ มันเป็นอย่างไรครับ ?

หลวงพ่อ : ล้อ "เจ้าขวัญ" มันว่า ถ้าอยากรวยก็เอาแบบนี้ซิ 5 ทุ่ม 45 นาทีใกล้ๆจะ 6 ทุ่มใช่ไหมเล่า ก็ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป บูชาพระ นึกถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ เทวดา และพรหมทั้งหมด ครูบาอาจารย์ ผู้มีคุณทั้งหมด บูชาท่านขอลาภ

''ขอให้ความซวยทั้งหมด ความยากจน จงไปกับปีเก่า แล้วความรวย ความดี ความโชคดี จงมากับปีใหม่''

หลังจากนั้นก็ภาวนา "คาถาเงินล้าน" เรื่อยๆไป พอนาฬิกาตีเป๊งขึ้นปีใหม่

"ขอให้ความซวย จงหายไปพร้อมกับปีเก่า ฉันต้องการความรวย จากปีใหม่"

ผู้ถาม : อ๋อ....หลวงพ่อพูดกับ "ขวัญ" เหรอ ?

หลวงพ่อ : ใช่

ผู้ถาม : แล้ว ลูกๆหลานๆที่ไม่ใช่ขวัญ จะได้ไหมครับ ?

หลวงพ่อ : ก็มีขวัญนี่ ลองก้มหัวดู คนไหนไม่มีขวัญทำไม่ได้ ความจริงไม่ต้องรอดึกก็ได้ ถึงวัด ถึงบ้าน อาบน้ำ สวดมนต์ไหว้พระ ก็อธิษฐานก่อนนอนเลยก็ได้ ไม่ต้องรอถึงเวลานั้น

***ได้คำอธิษฐานปีใหม่แล้ว พร้อมกับคาถาเงินล้านอีกด้วย ช่วยให้รวยกันใหญ่แต่ก็มีผลเห็นทันตา มีคนนำไปใช้เพียงวันเดียว ก็มารายงานให้หลวงพ่อทราบดังนี้***

คำอธิษฐานได้ผล

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2531 นี้ ลูกได้ทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อที่อธิษฐานว่า "ความซวยจงหมดไปพร้อมกับปีเก่า และขอความร่ำรวย จงมาพร้อมกับปีใหม่ 2532 นี้"

ปรากฏว่าวันนี้การค้าของลูกคล่องตัว ลูกอยู่ในโอวาท (แหม..นี่แกคงจะดีใจว่า ลูกอยู่ในโอวาทนะ) หากลูกจะอธิษฐานอย่างนี้ทุกคืนๆไป จะผิดกฏที่เทวดาเขาสงเคราะห์อยู่ในเวลานี้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : ดีมาก ถ้าทำตามนั้นนะ จะดีมากเลย จะมีการทรงตัว เงินจะเหลือใช้ เอาทุกวันดีกว่า ไม่ใช่ทำวันเดียว

ผู้ถาม : อ๋อ..ยิ่งว่าบ่อยๆ ยิ่งดีหรือครับ

หลวงพ่อ : ใช่ ทำเป็นสมาธิแบบนั้น ก็ไม่ต้องใช้เวลาใกล้ 2 ยาม เวลาไหนก็ได้ที่เราเห็นสมควร

ที่ว่าใกล้ 2 ยาม เพราะปีเก่าจะไป ปีใหม่จะมา เวลานี้เป็นเวลาของปีใหม่ ก็ใช้ได้ทุกเวลาตามที่ชอบใจ นั่นดีมากนะ ต่อไปจะรวยใหญ่ เมื่อทุกคนรวยใหญ่ ฉันก็สบายใจ สร้างวัดอีก 10 วัด (หัวเราะ)

ผู้ถาม : นี่ก็เป็นผลดีแก่แม่บ้านนะ มีผัวอยู่ในโอวาท เอ..ถ้าผู้ชายว่าบ้าง ลูกเมียจะอยู่ในโอวาท หรือเปล่าครับ ?

หลวงพ่อ : เราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา

"วันทโก ปฏิวันทนัง" ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

"ปูชา ลภเตปูชัง" ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ ในเมื่อเราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา

(จากคอลัมภ์ "หลวงพ่อตอบปัญหา" ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 96 เดือนกุมภาพันธ์ 2532 หน้า 6-7)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในงานปีใหม่พุทธศักราช ๒๔๓๔

ในงานปีใหม่พุทธศักราช ๒๔๓๔
เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์ถวายพระพรชัยมงคลเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบ ความว่า
“...การที่กระทำความรื่นเริงในปีใหม่ดังนี้เป็นการจำอย่างฝรั่ง แลเปนการไม่สู้ดีแท้ เพราะเป็นการเล่นก็จริงอยู่ แต่เป็นความแสดงรื่นเริงในสมัยปีใหม่คราวหนึ่งๆ นับว่าไม่สู้เปนการเสียประโยชน์อันใด แลธรรมเนียมฝรั่งที่เขาประพฤติกันนั้น สิ่งที่ชอบควรก็มีมาก เราควรจะเลือกจำเอาแต่ธรรมเนียมที่ดีมีประโยชน์ ส่วนประเพณีของเราแต่โบราณที่เปนคุณเปนประโยชน์ เราก็ควรจะประพฤติให้มั่นคงต่อไป...”

28 ธันวาคม 2564

การเจริญพระกรรมฐาน

🌕  🌕
อันดับแรก ให้ทุกคนกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออก 
เวลาหายใจเข้า รู้อยู่หายใจเข้า 
เวลาหายใจออก รู้อยู่หายใจออก 

การภาวนาไม่จำกัด 
ใครจะภาวนาว่าอย่างไร ก็ไม่เป็นไร ตามถนัด

แต่ว่าก่อนภาวนา ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน
ถือเป็น พุทธานุสสติ 
เวลาภาวนาจะใช้เวลาไหนบ้าง ก็ตามชอบใจ

ถ้าเวลาอื่นไม่มี ก่อนนอนอย่าลืม 
ถ้าศีรษะถึงหมอน ภาวนาพุทโธ ทันที 

นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่ง 
ที่เราชอบคิด ว่าองค์นี้คือ พระพุทธเจ้า 

แล้วก็ภาวนา 
อาจจะภาวนา "พุทโธ"

หายใจเข้านึกว่า "พุท" 
หายใจออกนึกว่า "โธ" 
สัก ๒-๓ ครั้ง ก็ได้ตามความพอใจ 
มากก็ได้น้อยก็ได้ แล้วก็หลับไป

พอตื่นขึ้นมาใหม่ๆ 
ก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์นั้นอีก

แล้วก็ภาวนาว่า "พุทโธ" อีก 

ทำอย่างนี้ทุกวัน 
จนกระทั่งวันไหน ถ้าเราไม่มีโอกาสจะทำ วันนั้นรำคาญ 
ต้องทำเป็นอารมณ์ชิน 

อย่างนี้ ถือว่า ทรงฌานในพุทธานุสสติกรรมฐานแล้ว
 
แม้ศีลมันจะขาดมันจะบกพร่องบ้าง 
ถึงยังไงก็ตาม ตายแล้วต้องไปสวรรค์แน่นอน

ญาติโยมพุทธบริษัท
บางท่านที่ไม่สามารถจะรักษาศีล ๕ ได้ครบถ้วน
ก็ให้จับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

หนึ่ง พุทธานุสสติกรรมฐาน อย่าทิ้งพระพุทธเจ้า

และประการที่สอง ให้จับอารมณ์ สังฆทาน 
มีภาพแบบไหน มีอะไรบ้าง 
ว่าเราเคยถวายสังฆทานแล้วในชีวิตนี้ 
จับอารมณ์ให้ทรงตัว

ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่พาท่านไปนิพพานได้โดยง่ายเหมือนกัน

และจงอย่าลืมคิดตามความเป็นจริง 
ตามอริยสัจว่า

การเกิดมันเป็นทุกข์ 
ความแก่เป็นทุกข์ 
ความป่วยไข้ไม่สบายเป็นทุกข์ 
ความพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจเป็นทุกข์ 
ความตายเป็นทุกข์ 

ถ้าเราจะเกิดอย่างนี้ อีกกี่ชาติ ก็จะมีทุกข์อย่างนี้

เมื่อเวลาใกล้จะตาย จิตอย่าลืมนิพพาน 
ต้องยึดไว้ทุกวัน

นิพพานนี้ นึกให้เป็นอารมณ์ไปจนชิน

ตัวนึกว่า ถ้าตายจาก โลกนี้เมื่อไหร่
ขอไปนิพพานเมื่อนั้น ให้จิตเป็นฌาน 

ที่ เรียกว่า อุปสมานุสสติกรรมฐาน 

อย่างนี้ทุกคนจะไม่พลาดนิพพาน

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง)

🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏🙏

"ตอนเช้ามืด ไม่ต้องภาวนาก็ได้ 
ตั้งจิตไปเลย 
นึกถึงพระพุทธเจ้า 
นึกถึงพระธรรม 
นึกถึงพระอริยสงฆ์ 
พรหมและเทวดาทั้งหมด ตลอดจนท่านผู้มีคุณ 
ขอจงเป็นพยานแก่ข้าพเจ้า 
ข้าพระพุทธเจ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาแล้วทั้งหมด 
หรือจะทำในกาลข้างหน้าก็ตาม 
ไม่ต้องการอย่างอื่น ต้องการอย่างเดียวคือพระนิพพาน 
จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ เพียงเท่านี้แหละ"

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน 
(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง)

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๔ หน้า ๑๐๑-๑๐๔

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...