13 ตุลาคม 2561

เคยมีท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งถามท่านพ่อลีว่า

"ในเมื่อเป็นพระกรรมฐาน ดำเนินในปฏิปทาของ "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต" แล้ว ทำไมท่านจึงชอบนำพาเหล่าบรรดาญาติโยม จัดงานบุญงานกุศลสร้างพระอยู่เป็นประจำ ไม่มุ่งเน้นพาเหล่าบรรดาญาติโยมให้ปฏิบัติภาวนาล่ะ?"
ท่านพ่อลีท่านก็ตอบท่านเจ้าคุณรูปนั้นว่า

เกล้ากระผม ทำนาไม่ได้เอา
"ข้าว" อย่างเดียว  (มรรคผล)
"แกลบ" ผมก็เอา  (เนกขัมมบารมี)
"รำ" ผมก็เอา  (บุญกุศล)
"ฟาง" ผมก็เอาขอรับ (นิสัยวาสนา)
หมายเหตุ : เพราะในบุคคลทั้งหลายย่อมมีนิสัยวาสนาและบุญบารมีธรรมที่สั่งสมอบรมมามากน้อย ต่างกันไม่เท่าเทียมกัน ครั้นถ้าท่านพ่อลีจะมุ่งเน้นสอนแต่ "การภาวนา" ก็คงจะได้ผลเพียงบางคนเท่านั้น
ท่านจึงเล็งเห็นว่า คนที่ "บารมียังอ่อน" ยังไม่ถึงพระนิพพานในชาตินี้ ก็คงต้องได้อาศัยยึดเกาะ "บุญกุศล" ให้จิตใจมีศีลมีธรรม เพื่อไม่ตกลงในอบายภูมิ ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ท่านจึงมีดำริสร้างพระพุทธรูปและมีงานบุญอยู่เป็นประจำ อันเป็นความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ทุกๆคน เพียงแต่ใครจะมีสายตามองเห็น "ความเมตตา"ขององค์ท่านได้มากน้อย ตามแต่ภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละบุคคลเป็นรายๆไป
กรรมเป็นผู้จำแนกสัตว์

สมบัติของเรา คือ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ได้ด้วยยาก เพราะคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ต้องประพฤติศีล ๕ มีกรรมบถ ๑๐ จึงจะเล็ดลอดมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ ทีนี้เรามาพิจารณาดูสิ การจะมาปฏิบัติศีล ๕ หรือมาปฏิบัติกรรมบถ ๑๐ นี่มันยากง่ายเพียงใด แค่ไหน ถ้าเราคิดว่าการรักษาศีล ๕ เป็นของยาก การรักษากรรมบถ ๑๐ เป็นของยาก เราก็จะรู้ว่าการมาเป็นมนุษย์นี้เป็นของยาก

การได้ความเป็นมนุษย์มาก็ได้มาด้วยกฎของกรรม คนเราทุกๆ คนอยากจะไปเกิดในสถานที่ดีๆ ทีสมบูรณ์พูนสุข แต่เราก็เลือกเกิดเองไม่ได้ ทั้งนี้เพราะกฎของกรรมมันจำแนก กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เป็นต่างๆ กัน

บางคนถูกกรรมจำแนกในตระกูลต่ำ บางคนถูกกรรมจำแนกให้เกิดในตระกูลปานกลาง ลางคนก็ถูกจำแนกให้เกิดมาแล้วเป็นผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะกฏของกรรมและอำนาจของกรรมเป็นผู้จำแนก

ใครจะเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม คนเรามีความสามารถพอๆ กันเกือบทุกคนนั่นแหละ สมมุติว่าใครก็ตามที่เรียนจบปริญญามาด้วยกัน มาทำงานร่วมกัน ในสถาบันเดียวกัน คนหนึ่งมีความก้าวหน้า ก้าวหน้าทั้งยศถาบรรดาศักดิ์และทรัพย์สมบัติ อีกคนหนึ่งก้าวไปไม่ได้ถึงไหน ยังแถมยากจนด้วย เงินเดือนก็ไม่พอใช้ ทั้งที่คน ๒ คนนี้มีความรู้เท่ากัน มีกำลังกายแข็งแรงเท่ากัน แต่ทำไมจึงประสบผลสำเร็จไม่เหมือนกัน ก็เพราะผลของกรรมนั่นเอง

ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ทรงรู้แจ้งเห็นจริง คนที่ทำกรรมดีได้ดี ทำกรรมชั่วได้ชั่ว พระองค์จึงสั่งสอนให้ทำแต่กรรมดี ฉะนั้น ที่ท่านทั้งหลายตั้งใจร่วมกันจัดให้มีการฟังเทศน์เป็นประจำ จะว่าทุกเดือนหรือทุกสัปดาห์ก็ว่าได้นั้น ก็เพราะเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าการฟังเทศน์เป็นบุญอย่างหนึ่ง และถ้าฟังแล้วนำเอาไปปฏิบัติตามด้วยก็ยิ่งได้บุญมาก

เทศนาธรรมท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ
(หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย)

วัดคลองนา(วัดป่าชินรังสี)  อ.เมือง  จ.ฉะเชิงเทรา
FB : วิมุตติธรรม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

09 ตุลาคม 2561

การระบุขนาดและการตั้งอยู่แห่งธาตุ


1. เรื่องน่าทึ่งของพระพุทธเจ้า..
..ก่อนที่วิทยาศาสตร์ จะค้นพบว่า อะตอมเป็นสิ่งที่เล็กที่สุดในโลก เชื่อหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าทรงเคย อธิบายเรื่องของปรมาณูไว้ โดยได้กล่าวไว้ว่า
1 ธัญญามาตร (ขนาดเล็กของเมล็ดข้าว)
ประกอบด้วย 7 อูกา (ศรีษะของตัวเล็น)
1 อูกา ประกอบด้วย 7 สิกขา (รอยขีดเล็กๆ)
1 สิกขา ประกอบด้วย 37 รถเรณู (ละอองเกสรดอกไม้)
1 รถเรณู ประกอบด้วย 36 ตัชชารี (ละอองรังสีในแสงแดด)
1 ตัชชารี ประกอบด้วย 36 อนู (อนุภาคขนาดเล็ก)
1 อณู ประกอบด้วย 36 ปรมาณู
1 ปรมาณู แบ่งแยกไม่ได้อีก
เพราะหากแยกต่อไป จะหมดสภาพของสารนั้น
..นักวิทยาศาสตร์ เพิ่งจะรู้ว่าโลกกลม มีแผ่นดินเพียง 1 ใน 4 นอกนั้นคือผืนน้ำ และลอยอยู่ ในห้วงอวกาศ เมื่อตอนที่ส่งดาวเทียมขึ้นไปสำรวจ เพียงไม่นานมานี้
แต่พระพุทธเจ้าเคยตรัส ไว้ในพรหมชาลสูตร เมื่อนานนับพันปีมาแล้วว่า
"โลกนี้กลมเหมือน ผลมะขามป้อม"
แถมยังอธิบายถึงการมีอยู่ของโลกไว้ ผ่านการสนทนากับพราหมณ์ มีใจความตอนหนึ่งว่า..
"โลกตั้งบนสิ่งใด?" (คำถามของพรามณ์)
"บนแผ่นน้ำ" (พระพุทธเจ้า​ ทรงตอบ)
"แผ่นน้ำตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพรามณ์)
"บนลม" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
"และลมตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
"บนอวกาศ" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
"และอวกาศตั้งอยู่บนสิ่งใด?"(คำถามของพราหมณ์)
"มากเกินไปเสียแล้ว พรามณ์เอ๋ย อวกาศมิได้ตั้งอยู่ บนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใด ค้ำอวกาศไว้เลย" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
...แต่สิ่งที่ทำให้ไอน์สไตน์ และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต้องอึ้ง ทึ่ง งง ก็คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้า กล่าวเอาไว้ว่า
"เวลาในโลกมนุษย์ สวรรค์ นรก ไม่เท่ากัน"
ซึ่งวิทยาศาสตร์ เพิ่งจะพิสูจน์ได้โดย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์ว่า เวลาในแต่ละที่ ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งบนยานอวกาศ และดาวแต่ละดวง
โดยเฉพาะในหลุมดำ (Black Hole) ที่มืดมิดที่สุด แสงโดนดูดจนหมดสิ้น จะมีเวลานานที่สุด
มีนักวิทยาศาสตร์ชาวพุทธคนนึง ได้นำแผนที่ ของหลุมดำ (Black Hole) ทุกๆที่ มาทาบกับ เรื่องราวของภพทั้งสาม คือ เขาพระสุเมรุ นรก สวรรค์ และ โลกมนุษย์
ผลจากการทาบแผนที่ พบว่า ตำแหน่งของหลุมดำ (Black Hole) ตรงกับตำแหน่ง ของขุมนรกต่างๆพอดี
และตรงกับคำของ พระพุทธเจ้า ที่ตรัสไว้ว่า เวลาในนรก ยาวนานที่สุด (ซึ่งทำให้แสง เดินทางได้ช้าที่สุด ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของไอน์สไตน์)
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังรู้ ถึงการเกิด และอายุขัย ของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ก่อนที่ องค์​การอนามัยโลก จะวิเคราะห์ไว้ว่า มนุษย์ยุคปัจจุบัน มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 75 ปี
ก็ไม่น่าเชื่อว่า จะพ้องกับ คำสอนของ พระพุทธเจ้าที่ว่า
ทุกๆ 100 ปี อายุมนุษย์จะลดลง 1 ปี
ดังนั้น มนุษย์ผู้ซึ่งเคยมี อายุเฉลี่ย 100 ปี เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ก็ค่อยๆลดอายุเฉลี่ยลง = 2,509/100 = 25 ปี จนเหลือ 75 ปีในปัจจุบัน...

08 ตุลาคม 2561

ปัญญา คืออะไร


..=>คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "ปัญญา คืออะไรกันแน่"<=..
     .. อาทิเช่นหลวงพ่อพูดว่า "จิตยังไม่มีปัญญาเพียงพอ" หรืออธิบายว่า "เมื่อทรงฌานได้ก็เอากำลังของฌานไปพิจารณาวิปัสสนาญาณได้โดยง่าย และในที่สุดปัญญาก็จะเกิด เมื่อปัญญาเกิดก็นำปัญญานั้นแหละไปห้ำหั่นกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมได้" เป็นต้น
     ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในคำว่า "ปัญญา" ขึ้นมา ปัญญาจะเกิดขึ้นมาได้ต่อเมื่อทรงฌานได้เท่านั้นหรือ? ก็แล้วที่ข้าพเจ้าจำแม่น เรียนหนังสือเก่งล่ะ ไม่ใช่เพราะด้วยข้าพเจ้ามีปัญญาดีหรอกหรือ?
     หรือที่คนอื่นๆ เขาได้ปริญญาโท ปริญญาเอก นั่นเล่าไม่ใช่เพราะเขามีปัญญาดีหรอกหรือ ก็ไม่เห็นว่าจะต้องทรงฌานให้ได้ แล้วไปนั่งพิจารณาวิปัสสนาญาณสักหน่อยนี่เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นเช่นนี้ ในวันหนึ่งข้าพเจ้าจึงได้หาโอกาสถามหลวงพ่อว่า
     "หลวงพ่อครับ การที่ผมดูหนังสือเรียนเที่ยวเดียวแล้วจำได้โดยไม่ต้องท่องแล้วท่องอีกเหมือนคนอื่นเขา จะเรียกว่า ผมมีปัญญาดีไหมครับ?"
     "ไม่ใช่ปัญญาดีหรอก เขาเรียกว่า ความจำดี ต่างหากเล่า" หลวงพ่อตอบเรื่อยๆ
     "แล้วคนเรียนเก่งๆ ที่เขาไปทำปริญญาโท ปริญญาเอก ได้เล่าครับจะยกย่องว่า เขามีปัญญาดีไหมครับ?" ข้าพเจ้าถามอย่างไม่ลดละ
     "ไม่ใช่ปัญญาดีอีกนั่นแหละ แต่เขามีความจำดีอย่างคุณนั่นแหละ" หลวงพ่อตอบยิ้มๆ
     "อ้าว!..หลวงพ่อความจำดีก็ต้องมีปัญญาดีไม่ใช่หรือครับ" ข้าพเจ้ารีบถาม
     "ความจำดีก็เพราะสมองดี สมองดีก็คือเครื่องบันทึกความจำดี เหมือนเช่นเครื่องบันทึกเสียงดีหรือ เครื่องบันทึกความจำดีของคอมพิวเตอร์ดีนั่นแหละ บันทึกไว้ หากต้องการใช้ก็นึกย้อนเอา รีไวด์เอา หรือกดข้อมูลต่างๆ ที่บันทึกไว้ก็จะออกมานั่นเอง เขาไม่เรียกว่าปัญญาดีนะเขาเรียกว่า สัญญาดีต่างหากเล่าคุณ" หลวงพ่ออธิบาย
     "เอ!...เท่าที่ผมจำได้ ผมก็ไม่เคยไปให้สัญญากับใครที่ไหนนะครับ" ข้าพเจ้าชักงง
     "สัญญา น่ะเขาแปลว่า ความจำได้ อย่างงไปเลย คุณมีความจำดีก็เพราะสัญญาดี คุณหรือใครก็ตามเรียนหนังสือเก่ง ก็เพราะจำคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์และผู้รู้ได้ดีกว่าคนอื่น และเพราะความจำดีนี้เองทำให้มีโอกาสค้นคว้า อ่านตำรับตำราได้มากกว่าคนอื่นและจำได้แม่นยำกว่าคนอื่น
     ดังนั้นเมื่อสอบทีไร ใครเขาจะไปสู้คนที่มีความจำดีได้เล่าคุณ แต่อย่าลืมนะถ้าครูเขาสอนผิด ถ้าตำรับตำราผิด คุณก็จำผิด เหมือนเครื่องบันทึกเสียงหรือเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นแหละ หากป้อนข้อมูลผิดเข้าไปล่ะก็เสร็จเลย มันก็ต้องบันทึกผิดจำผิดด้วยจริงไหม?
     คุณเคยจำคำในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงได้ไหม?" หลวงพ่ออธิบายแล้วย้อนถาม
     "ที่ว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าวใช่ไหมครับหลวงพ่อ?" ข้าพเจ้าถาม
     "เออ!...นั่นแหละ คุณว่าเดี๋ยวนี้มันยังคงเป็นความจริงอยู่ทั้งหมดไหม?" หลวงพ่อถาม ทำให้ข้าพเจ้านิ่งคิดอยู่สักครู่ จึงตอบว่า
     "ในสมัยตอนผมยังเด็กๆ เป็นความจริงครับหลวงพ่อ ในน้ำมีทั้งกุ้ง หอย ปู ปลามากมาย และทุ่งนาในกรุงเทพทั้งแถบพระโขนง สะพานควาย บางเขน เขียวชอุ่มไปด้วยข้าวทั้งนั้น แต่ตอนนี้น่าเสียดายจริงๆ ครับ ผมยังแอบเปลี่ยนข้อความใหม่เสียเลยว่า
     "ในน้ำมีไร(ตัวไรเพราะน้ำเน่า) ในไร่มีรา (เชื้อรา) ในนามีบ้านจัดสรร"
     "แล้วข้อความท่อนอื่นๆ ในหลักศิลาจารึกล่ะว่าอย่างไร?" หลวงพ่อถามต่อ
     "ครับ ผมพอจำได้อยู่บ้างว่า ใครใคร่ช้างค้า ค้าม้าค้า ค้าวัวค้า ค้าควายค้า อะไรทำนองนี้แหละครับ แล้วก็มีว่า ไพร่ฟ้าหน้าใส ครับ" ข้าพเจ้าตอบ
     "เอาละ จำได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น แล้วคุณว่าเดี๋ยวนี้เป็นเช่นนั้นหรือไม่?" หลวงพ่อถามยิ้มๆ
     "เดี๋ยวนี้หรือครับ จะเปิดเขียงขายหมูในตลาดสักเขียงยังวุ่นวาย จะหาบอะไรไปขายสักหาบก็หาที่วางขายไม่ได้แล้วครับ ต้องขายเป็นที่เป็นทาง ถูกรีดไถทั้งตำรวจ ทั้งเจ้าหน้าที่สรรพากร
     ยิ่งไพร่ฟ้าในกรุงเทพเจอมลภาวะที่เป็นพิษและการจราจรติดขัดแล้วด้วย หาหน้าใสไม่มีหรอกครับ ทุกวันนี้มีแต่ไพร่ฟ้าหน้าเหลืองซีดเสียส่วนใหญ่ครับ" ข้าพเจ้าตอบตามความเป็นจริง
     "แล้วสุภาษิตโบราณที่ว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยงล่ะ" คุณว่าเดี๋ยวนี้เป็นจริงไหม? หลวงพ่อถามต่อ
     "ไม่จริงแล้วครับ ผมเห็นสิบพระยาเดินตามดูพ่อค้า นักธุรกิจออกบ่อยไป" ข้าพเจ้าตอบอย่างขัดใจ
     "เออ!...แล้วที่ว่า ไม่มีขยะมูลฝอยหมาไม่ขี้ล่ะ?" หลวงพ่อถามอย่าสนุก
     "ก็ไม่จริงอีกแหละครับ เพราะหมาบ้านผมมันไปคุ้ยกองขยะเล่นจริงแต่มันไม่ขี้ เพราะมันกลัวขยะแขยงกัน เห็นกลับมาขี้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านบ้าง ถนนในบ้านบ้าง ผมต้องโกยทิ้งทุกวันเลยครับ" ข้าพเจ้าตอบตามความเป็นจริง
     "เห็นไหม แม้แต่หลักศิลาจารึกก็ดี สุภาษิตโบราณต่างๆ ก็ดี อาจถูกต้องเป็นจริงได้เฉพาะในสมัยหนึ่ง ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นเอง หาได้เป็นความจริงตลอดกาลไม่
     แม้แต่วิชาคำนวณเรียน เคยจำได้มิใช่หรือว่า ๑+๑ เป็น ๒, ๐+๐ เป็น ๐ แล้วเดี๋ยวนี้ภาษาคอมพิวเตอร์เขาว่า ๐+๐ เป็น ๑ แต่ ๑+๑ เป็น ๐ มิใช่หรือ?" หลวงพ่ออธิบายแล้วถามยิ้มๆ เล่นเอาข้าพเจ้านั่งตัวแข็งด้วยเป็นความจริงตามที่หลวงพ่อพูดทุกอย่าง
     "ดังนั้นแม้คุณฟังมาก ดูตำรับตำรามาก เรียนมาก ค้นคว้ามาก จนมีความรู้มาก เพราะความจำดี มีสัญญาดีเพียงไรก็ตาม ความรู้ที่คุณได้มานั้นก็หาได้เป็นความจริงตลอดกาลไม่ อาจผิดหรือถูกก็ได้ ดังนั้นจึงจะยังเรียกว่า มีปัญญา ไม่ได้นะ" หลวงพ่ออธิบายต่อ
     "ถ้าอย่างนั้น ปัญญา คืออะไรกันแน่ครับ หลวงพ่อ?" ข้าพเจ้ารีบถามด้วยความข้องใจ
     ปัญญาโดยความหมายทั่วๆ ไปแล้ว แปลว่า "ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการพินิจพิจารณา" หรือจะแปลว่า "ความเฉลียวฉลาด" ก็ได้นะ มิใช่รู้อย่างเดียว ต้องนำเอาความรู้ที่ได้นั้นมาพิจารณาด้วย หรือ
     มิใช่ฉลาดอย่างเดียวต้องมีเฉลียวใจด้วย จึงจะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงถึงแก่นแท้ของการรู้ในแต่ละอย่างได้นั่นแหละ จึงจะเรียกว่า "ปัญญา" ล่ะ
     ตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นรถยนต์สวยคันหนึ่งแล่นผ่านมา คุณก็อาจจะบอกได้ทันทีว่าเป็นรถเบนซ์ รถวอลโว่ รุ่นใด กี่ซีซี มีสมรรถนะอย่างไร ราคางวดเท่าไร สร้างจากประเทศไหน บริษัทอะไร เพราะคุณฟังเขามาบ้าง จึงจำได้ด้วยสัญญาดี
     แต่ด้วยเพราะไม่มีปัญญา จึงทำให้จิตใจของคุณมีความหวั่นไหว กินไม่ได้นอนไม่หลับ เนื่องจากความอยากได้ในรถคันที่คุณเห็นขึ้นมา
     แต่ถ้าคุณมีความเฉลียวใจ หรือได้มาพินิจพิจารณาให้รู้แจ้งแทงตลอดแล้ว คุณก็จะเกิดความรู้ใหม่ขึ้นมาว่า รถสวยรุ่นใหม่คันนี้ต่อไปอีก ๓ ปีข้างหน้า ก็จะกลายเป็นรุ่นเก่า ไม่ทันสมัยอีกต่อไป
     สีที่สวยงามหากกะเทาะออกก็คงจะดูไม่ได้ เบาะอ่อนนุ่มที่สวยเก๋นั้น หากลอกออกดูภายในก็คงมีสภาพเช่นเดียวกับเบาะนั่งของรถอื่น และถ้าคุณจะซื้อรถคันนี้ให้ได้ ก็จะต้องเดือดร้อนในการวิ่งเต้นหาเงินทองมา และแม้เมื่อหาเงินได้แล้ว คุณจะรับภาระหนี้สินไหวไหม
     นอกจากนั้น เมื่อคุณได้รถมาขับขี่ ก็คงจะไม่สบายใจนักด้วยเกรงว่าจะถูกรถอื่นชน หรือเฉี่ยวเอา ยิ่งในตรอกในซอยที่เต็มไปด้วยหลุมด้วยบ่อและฝุ่นดินหนาทึบแล้ว ก็ยิ่งหนักใจใหญ่
     และแม้เอารถให้เด็กล้าง ก็คงจะต้องไปควบคุมแจ ยิ่งต้องเอารถไปจอดในย่านชุมชน หรือตรอกซอยแคบๆ หรือที่เปลี่ยวๆ ก็คงจะต้องนั่งเฝ้ารถคันใหม่ด้วยความเป็นห่วง
     หากได้พิจารณาโดยละเอียดเช่นนี้แล้ว ก็จะเห็นความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ ที่ความอยากได้ใคร่ดีในรถเบนซ์รูปงามคันนี้ก็ย่อมหมดไป
     นี่แหละ คือ "ปัญญา" ล่ะ
     หลวงพ่ออธิบายและเมื่อเห็นข้าพเจ้ายังตั้งใจฟังก็พูดต่อว่า
     "และถ้าจะให้เห็นชัดก็ต้องยืนยันว่า "ปัญญา" ได้แก่ การเจริญวิปัสสนาญาณจนรู้แจ้งเห็นจริงตามกฎธรรมดา ไม่มีอารมณ์ที่คิดจะฝืนกฎธรรมดาเหล่านั้น จนในที่สุดจะได้ญาณทั้ง ๘ คือ
     ๑.จุตูปปาตญาณ รู้ว่าคนและสัตว์ตายแล้วไปเกิดที่ใด อีกทั้งรู้ว่าคนและสัตว์เกิดมาจากไหน
     ๒.เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตของคนและสัตว์
     ๓.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติในกาลก่อนได้ไม่จำกัด
     ๔.อตีตังสญาณ รู้เห็นเหตุการณ์ในอดีตของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ได้โดยไม่จำกัดกาลเวลา
     ๕.อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ต่อไปในอนาคตของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ได้โดยไม่จำกัดกาลเวลา
     ๖.ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เหตุปัจจุบันของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ได้ตามความเป็นจริง
     ๗.ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลกรรมของคน สัตว์ได้ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน
     ๘.ทิพยจักษุญาณ มีความรู้ปรากฏแก่จิตเหมือนตาเห็น สามารถเห็นผี เทวดา
     ญาณทั้ง ๘ นี้อย่าไปหนักใจนะว่าจะทำไม่ได้ เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติสามารถทรงฌาน ๔ ได้คล่องแคล่วแล้วถอยลงไปสู่อุปจารสมาธิหรือฌาน ๑ ฌาน ๒ เพื่อพิจารณาวิปัสสนาญาณด้วยแล้ว นอกจากท่านจะได้ญาณทั้ง ๘ แล้ว ท่านยังมีปัญญาแตกฉานในการอธิบายถ้อยคำหัวข้อธรรม และสามารถแก้อรรถปัญหาต่างๆ ได้อย่างอัศจรรย์
     นอกจากนั้น ยังรอบรู้และเข้าใจภาษาอย่างอัศจรรย์อีกด้วย (ไม่ว่าจะเป็นภาษาของพรหม เทพ มนุษย์ สัตว์ อุสรกาย) เป็นยังไงคุณมนูญ แบบนี้ยังจะมีนักภาษาศาสตร์คนใดในโลกสู้ท่านได้จริงไหม? นี่ซิเขาจึงเรียกว่ามี "มีปัญญา" จริงใช่ไหมล่ะ"
     "ญาณหนึ่งใน ๘ ญาณ ที่หลวงพ่อว่า ก็นับว่ามีปัญญาเกินกว่าปุถุชนคนธรรมดาในโลกนี้แล้วล่ะครับ"
     ข้าพเจ้ายอมรับและสารภาพกับหลวงพ่อว่า "หลวงพ่อครับ ผมขอยอมรับและสารภาพกับหลวงพ่อว่า แต่เดิมก่อนที่ผมจะได้พบหลวงพ่อนั้น ผมมีความหยิ่งทะนงและเชื่อมั่นในตัวเองมาโดยตลอด ว่าเป็นผู้มีสติปัญญาดีที่อยู่ในขั้นดีเยี่ยมผู้หนึ่งทีเดียว
     เพราะเป็นที่ยอมรับของบรรดาเพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์ตลอดมาว่า เป็นผู้มีความจำดีมากและเรียนหนังสือเก่ง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมไม่ค่อยจะเลื่อมใสศรัทธาที่จะรับฟังคำสั่งสอนจากพระภิกษุสงฆ์ เพราะคิดว่าพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้เรียนน้อยกว่าผม
     บางองค์จบแค่ประถม ๔ ก็มี เมื่อเรียนน้อยก็ย่อมจะรู้น้อย สติปัญญาก็น่าจะมีน้อยตามไปด้วย ดังนั้นท่านจะมีปัญญามาสอนอะไรผมได้ และในบางครั้งผมยังเคยแอบนึกขำว่า คนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก
ไปทนนั่งฟังพระแก่ๆ อบรมสั่งสอนกันได้อย่างไร
     จนกระทั่งวันนี้เอง ผมจึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ผมมีในตัวเองนั้นเป็นเพียงแค่มี "สัญญา" ดีเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะจำในสิ่งที่ถูกได้ผิดได้ หาได้มี "ปัญญา" รู้แจ้งจริงเท่าทันในกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมไม่"
     "เออ!...ไม่เลวนี่ เข้าใจได้รวดเร็วดี อย่าลืมนะ คนที่มีความจำดี มีสัญญาดีนั้น หากเจริญวิปัสสนาพิจารณาความจริงโดยสม่ำเสมอแล้ว ปัญญาก็จะเกิดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นนะ เพราะจดจำข้อมูลต่างๆ ที่มาพิจารณาได้มากกว่าเขา" หลวงพ่ออธิบายให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้า
     ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำถามของข้าพเจ้าและคำตอบของหลวงพ่อในข้อนี้ จะทำให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจคำว่า "ปัญญา" ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ท่านผู้อ่านซึ่งเป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิเช่นเดียวกับข้าพเจ้า ..
(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก..หนังสือสู่แสงธรรม โดย พล.อ.ต.มนูญ ชมภูทีป

บทสวดอริยมรรคมีองค์แปด



#มรรค (สันสกฤต: มรฺค; บาลี: มคฺค) คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ เป็นหนึ่งในอริยสัจ 4 จึงเรียกอีกอย่างว่า #ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ
ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าอริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นทางสายกลาง[1] คือเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น[2]
ตามวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายรายละเอียดไว้ดังนี้[3]
#สัมมาทิฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ 4
#สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน
#สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ
#สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า โจรกรรม และการประพฤติผิดในกาม
#สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ
#สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน ๔ คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
#สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน 4
#สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง การบรรลุฌาน 4
เมื่อเทียบกับหลักไตรสิกขา องค์มรรคข้อ 1-2 เป็นปัญญา ข้อ 3-4-5 เป็นศีล และข้อ 6-7-8 เป็นสมาธิ
อ้างอิง;
↑ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
↑ วิภังคสูตร, พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ [ฉบับมหาจุฬาฯ] สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค
************************************
อริยมรรคมีองค์ 8 (บทสวดพร้อมคำแปล)
อะยะเมวะ อะริโย อัฎฐังคิโก มัคโค
หนทางนี้แลเป็นหนทางอันประเสริฐ ซึ่งประกอบด้วยองค์แปด
เสยยะถีทัง ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ:-
สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ
สัมมาสังกัปโป ความดำริชอบ
สัมมาวาจา การพูดจาชอบ
สัมมากัมมันโต การทำการงานชอบ
สัมมาอาชีโว การเลี้ยงชีวิตชอบ
สัมมาวายาโม ความพากเพียรชอบ
สัมมาสะติ ความระลึกชอบ
สัมมาสะมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ
(องค์มรรคที่ 1)
กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาทิฎฐิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเห็นชอบเป็นอย่างไรเล่า?
ยัง โข ภิกขะเว ทุกเข ญาณัง
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้อันใด เป็นความรู้ในทุกข์
ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง
เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
ทุกขะนิโรเธ ญาณัง
เป็นความรู้ในความดับแห่งทุกข์
ทุกขะนิโรธะคามินิยา ปะฏิปะทายะ ญาณัง
เป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับแห่งทุกข์
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาทิฎฐิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความเห็นชอบ
(องค์มรรคที่ 2)
กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาสังกัปโป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดำริชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
เนกขัมมะสังกัปโป
ความดำริในการออกจากกาม
อะพยาปาทะสังกัปโป
ความดำริในการไม่มุ่งร้าย
อะวิหิงสาสังกัปโป
ความดำริในการไม่เบียดเบียน
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสังกัปโป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความดำริชอบ
(องค์มรรคที่ 3)
กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาวาจา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การพูดจาชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
มุสาวาทา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง
ปิสุณายะ วาจายะ เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดส่อเสียด
ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดหยาบ
สัมผัปปะลาปา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาวาจา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การพูดจาชอบ
(องค์มรรคที่ 4)
กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การทำการงานชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
ปาณาติปาตา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า
อะทินนาทานา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของ ที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี
เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การทำการงานชอบ
(องค์มรรคที่ 5)
กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลี้ยงชีวิตชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สาวกของพระอริยเจ้า ในธรรมวินัยนี้
มิจฉาอาชีวัง ปะหายะ
ละการเลี้ยงชีวิตที่ผิดเสีย
สัมมาอาชีเวนะ ชีวิกัง กัปเปติ
ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีวิตที่ชอบ
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาอาชีโว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า การเลี้ยงชีวิตชอบ
(องค์มรรคที่ 6)
กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาวายาโม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความพากเพียรชอบเป็นอย่างไรเล่า?
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
อะนุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง อะนุปปาทายะ,
ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ;
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร,
ประคองตั้งจิตไว้, เพื่อจะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น
อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ,
ฉันทัง ชะเนติ วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ;
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น, ย่อมพยายาม, ปรารภความเพียร,
ประคองตั้งจิตไว้, เพื่อจะละอกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
อนุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง อุปปาทายะ ฉันทัง ชะเนติ,
วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง, ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ;
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร
ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อจะยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น
อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา, อะสัมโมสายะ ภิยโยภาวายะ,
เวปุลลายะ ภาวะนายะ, ปาริปูริยา, ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ,
วิริยัง อาระภะติ จิตตัง ปัคคัณหาติ ปะทะหะติ
ย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร
ประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น
ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาวายาโม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความเพียรชอบ
(องค์มรรคที่ 7)
กะตะมา จะ ภิกขะเว สัมมาสะติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความระลึกชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ
ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้
เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ
ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
ถอนความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้
จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ
ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
ถอนความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้
ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ
ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง
มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
ถอนความพอใจ และความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความระลึกชอบ
(องค์มรรคที่ 😎
กะตะโม จะภิกขะเว สัมมาสะมาธิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
อิธะ ภิกขะเว ภิกขุ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้
วิวิจเจวะ กาเมหิ
สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย
วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธัมเมหิ
สงัดแล้วจากธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย
สะวิตักกัง สะวิจารัง, วิเวกะชัง. ปีติสุขัง ปะฐะมัง
ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ;
เข้าถึงปฐมฌาน, ประกอบด้วยวิตกวิจาร,
มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่;
วิตักกะวิจารานัง วูปะสะมา
เพราะความที่วิตกวิจารทั้งสองระงับลง
อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส, เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง
สะมาธิชัง ปีติสุขัง ทุติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ;
เข้าถึงทุติยฌาน, เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน
ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีแต่ปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิ แล้วแลอยู่
ปีติยา จะ วิราคา
อนึ่ง เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ
อุเปกขะโก จะวิหะระติ, สะโต จะ สัมปะชาโน,
ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติและสัมปชัญญะ,
สุขัญจะ กาเยนะ ปะฏิสังเวเทติ,
และย่อมเสวยความสุขด้วยนามกาย,
ยันตัง อะริยา อาจิกขันติ, อุเปกขะโก สะติมา สุขะวิหารี ติ,
ชนิดที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมกล่าวสรรเสริญผู้นั้นว่า
“เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นปรกติสุข” ดังนี้
ตะติยัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ;
เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่;
สุขัสสะ จะ ปะหานา,
เพราะละสุขเสียได้,
ทุกขัสสะ จะ ปะหานา,
และเพราะละทุกข์เสียได้,
ปุพเพวะ โสมะนัสสะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมา,
เพราะความดับไปแห่งโสมนัสและโทมนัสทั้งสอง ในกาลก่อน,
อะทุกขะมะสุขัง อุเปกขาสะติปาริสุทธิง,
จะตุตถัง ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วิหะระติ.
เข้าถึงจตุตฌาน, ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข,
มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่
อะยัง วุจจะติ ภิกขะเว สัมมาสะมาธิ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรากล่าวว่า ความตั้งใจมั่นชอบ

03 ตุลาคม 2561

นรก ในพุทธศาสนา

.....ในทางพุทธศาสนาได้กล่าวถึงนรกใหญ่ ๘ ขุม ซึ่งเป็นดินแดนที่ปราศจากความเจริญ เป็นสถานที่ลงโทษสัตว์นรกที่ได้กระทำบาปความชั่วทาง กาย วาจา ใจ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วย่อมไปบังเกิดในนรก ได้เสวยความทุกข์ ทรมานหนักบ้างเบาบ้างตามกำลังของอกุศลที่ทำเอาไว้.โดยแบ่งนรกใหญ่ไว้ทั้งหมด ๘ ขุม คือ
.....๑.สัญชีวนรก คือดินแดนทึ่ทรมานสัตว์นรกให้ตายแล้วฟื้นชีวิต ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่่อตอนเป็นมนุษย์ได้ฆ่าสัตว์ทรมานสัตว์ กดขี่ข่มเหงมนุษย์ด้วยกันเป็นต้น
๒.กาฬสุตตนรก คือดินแดนที่ทรมานสัตว์ด้วยวิธีใช้ตรวนเหล็กผูกมัดตรึงกับแผ่นเหล็กไฟแล้วใช้สายบัดทัดเหล็กดีดทับ ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่อตอนเป็นมนุษย์ชอบทำการทารุณโหดร้ายกับคนและสัตว์เช่นจับคนและสัตว์มาผูกมัดทรมานจนตายเป็นต้น
.....๓.สังฆาตนรก คือดินแดนที่ภูเขาถูกกลิ้งมากระทบบดขยี้สัตว์นรก ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่อตอนเป็นมนุษย์เป็นคนโหดร้ายใจบาปช้าจับมนุษย์และสัตว์มาต้มมาเผาทั้งเป็น จุดไฟเผาบ้านทำให้ทำให้คนในบ้านตายเป็นต้น
๔.โรรุวนรก คือดินแดนที่ระงมเอ็ดอึงไปด้วยเสียงร้องไห้ของพวกสัตว์นรก ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่มีศีลธรรมทำบาปอกุศล เช่น เป็นพยานเท็จในศาลเข้าข้างคนผิด ให้คนไม่ผิดได้รับโทษเป็นต้น
.....๕.มหาโรรุวนรก คือดินแดนทีระงมไปด้วยเสียงร้องไห้อย่างใหญ่หลวงของสัตว์นรก ผู้ที่ตกนรกขุมนี้คือเมื่อครังเป็นมนุษย์ได้ทำบาปกรรมเป็นอันมาก ได้ทำการฆ่าเบียดเบียนมนุษย์และสัตว์เป็นอันมาก เป็นอันธพาลเที่ยวระรานผู้อื่น โกรธใครก็ไล่ฆ่าเขาเป็นต้น
๖.ตาปนรก คือดินแดนที่มีแต่ความเร่าร้อนอันร้ายกาจจากเปลวไฟที่ใช้ทรมานสัตว์นรก ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่อคร้้งเป็นมนุษย์ได้จับสัตว์ต่างๆมาย่างทั้งเป็นทำเป็นอาหารเป็นต้น
.....๗.มหาตาปนรก คือดินแดนแห่งความเร่าร้อนอย่างร้ายกาจยิ่ง เกิดจากภูเขาเหล็กใหญ่ถูกไฟนรกเผาผลาญจนร้อนระอุ ผู้ที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่่อคร้ังเป็นมนุษย์นั้นเป็นผู้มีเกียรติมียศตำแหน่ง แต่เป็นคนใจร้ายหยาบช้า ประพฤติข่มเหงประชาชน ลงโทษคนอย่างอคติ ไม่มีความยุติธรรมในใจ เป็นต้น
๘.อเวจีนรก คือดินแดนที่ไม่เคยปราศจากเปลวไฟในการทรมานสัตว์นรก ผูัที่จะตกนรกขุมนี้คือเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมหนัก อนันตริยกรรม๕อย่าง คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนทำให้พระโลหิตห้อและยุยงให้สงฆ์แตกกัน ประทุษร้ายต่อผู้มีศีล ประทุษร้ายต่อพระอริยบุคคล เป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายกาจ เป็นต้น
.....เเละนี่คือมหานรกทั้ง ๘ ขุมที่เราพอสรุปโดยย่อมาให้ทุกท่านไดัทราบ หากท่านใดไม่ปราถนาไปพักอาศัยในนรกทั้ง ๘นี้ก็พึงทำแต่กุศลธรรมกันเถิดนะ....สาธุ
            .......ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง.....
         ( สรุปจากธรรมวิจารณ์ นธ.ชั้นเอก )

01 ตุลาคม 2561

ย่าโม-ท้าวสุรนารี. กลับมาเกิดเป็นคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม

ย่าโม-ท้าวสุรนารี. กลับมาเกิดเป็นคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม พระอรหันต์แห่งวัดอาวุธวิกสิตาราม

ระลึกชาติได้

ครั้งหนึ่ง คุณแม่เล่าให้พวกลูกๆ ฟังว่า คุณแม่เกิดเป็นท่านผู้หญิงโม ได้ปราบเจ้าอนุเวียงจันทร์ ช่วยกู้เกียรติและเอกราชของชาติไทยไว้ได้ ครั้นต่อมา คุณนายบ๊วย มาแจ้งให้คุณแม่ทราบว่า ที่วัดๆ หนึ่ง ที่อำเภอปักธงชัยยังไม่มีพระประธาน คุณแม่ได้ชักชวนลูกๆ ให้ช่วยกันออกเงินสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และเมื่อเสร็จแล้ว ได้แห่ออกจากบ้านช่างหล่อ จังหวัดธนบุรี ไปสู่วัดที่อำเภอปักธงไชย และให้พระนามว่า หลวงพ่อชนะประทานพร อันเป็นอนุสรณ์อย่างล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่พวกลูกๆ ซึ่งจะต้องมีชีวิตต่อสู้กับโลกไปอีกนาน และจุดหมายปลายทาง ก็ขอให้ชีวิตของพวกลูกๆ ชนะต่อศัตรูและหมู่พาล สมดังพระนามที่คุณแม่ได้ให้ไว้ ก็นับว่าเป็นที่หลบภัยและที่ยึดเหนี่ยวที่แน่นอน และไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอื่น

นับว่าเป็นพระคุณของคุณแม่ ถึงท่านจะล่วงลับไปแล้ว ก็เพียงแต่สังขารอันไม่มีสาระ ส่วนจิตใจของคุณแม่ พวกลูกๆ คิดว่าเป็นจิตใจที่ถึงแล้วซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดนอมตะ อักษรที่ลูกร้อยกรองวันนี้ ถ้าเป็นส่วนที่ดี ขอให้แทนเท่าเครื่องบูชา ที่พวกลูกๆ นำมาบูชาพระคุณของคุณแม่ไม่มีวันจะลืมเลย

http://www.dharma-gateway.com/ubasika/boonruen/ubasika-boonruen-hist-04.htm

"บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ท่านได้เล่าไว้รวม ๓ ชาติ"

ชาติแรก เป็นเหตุการณ์เมื่อราว  ๑,๐๐๐ ปี มาแล้ว ท่านได้เกิดเป็นธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่ ชื่อเจ้าหญิงสร้อยสุวรรณ ขณะมีอายุ ๑๐ ขวบ ได้ใส่กำไลเท้าทองคำ ๒ ข้าง ในขณะที่มีการหล่อพระพุทธรูปสมโภชทำยอดเจดีย์ดอยสุเทพหุ้มทองคำ ท่านได้ขึ้นไปบนลานเจดีย์ดอยสุเทพ พร้อมด้วยพี่เลี้ยงแล้วท่านแอบถอดกำไลเท้าทองคำข้างหนึ่งโยนลงไปในเบ้าที่เขาจะหล่อหลอม เพื่อทำพระและหุ้มยอดเจดีย์โดยไม่บอกใคร เมื่อกลับมาพี่เลี้ยงที่คุมถูกลงโทษ เนื่องจากกำไลเท้าหายท่านก็เฉยเสียเป็นเหตุหนึ่งให้ท่านเกิดมาในภพปัจจุบันเป็นลูกคนจน

ชาติที่สอง ท่านเกิดที่จังหวัดอุดรเป็นลูกสาวคนธรรมดาชื่อ จำปา

ชาติที่สาม ท่านได้เกิดเป็นท่านหญิงโม หรือท้าวสุรนารีแห่งจังหวัดนครราชสีมาผู้เป็นวีรสตรีคนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เรื่องระลึกชาติเป็นเรื่องพิสูจน์ยาก แต่เมื่อคำนึงความเป็นนักบุญของท่านซึ่งมีสัจจวาจาอย่างยอดเยี่ยม ทำให้เชื่ออย่างปราศจากข้อสงสัย

บารมี ๑๐ ทัศ

บารมี ๑๐
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

๑. ทานบารมี จิตของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ
๒. ศีลบารมี จิตพร้อมในการทรงศีล นี่ซิบรรดา
พุทธบริษัท พร้อมในการทรงศีลเป็นปกติ ไม่ใช่
ปล่อยให้ศีลมันหล่นไป
๓. เนกขัมมะบารมี จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะ
เป็นปกติ เนกขัมมะก็แปลว่าการถือบวช บวชผมยาว
บวชผมสั้น บวชโกนหัว ไม่โกนหัว ได้ทั้งนั้น
๔. ปัญญาบารมี จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็น
เครื่องประหัตประหารอุปาทานให้พินาศไป
๕. วิริยะบารมี มีความเพียรทุกขณะ ควบคุม
ใจไว้เสมอ
๖. ขันติบารมี มีทั้งอดทั้งทน อดกลั้นต่อสิ่ง
ที่เป็นปฏิปักษ์
๗. สัจจะบารมี ทรงตัวไว้ตลอดเวลาว่าเราจะ
จริงทุกอย่าง ไม่มีอะไรในคำว่าไม่จริงสำหรับ
ใจเรา ในด้านของการทำความดี
๘. อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ
๙. เมตตาบารมี สร้างอารมณ์ความดีไม่เป็นศัตรู
กับใคร มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น
๑๐. อุเบกขาบารมี วางเฉยเข้าไว้ ในเมื่อร่างกาย
มันไม่ทรงตัว

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...