19 กันยายน 2561

ระดับอภิญญามีสภาพไม่เหมือนกัน


เรื่องของอภิญญา คนส่วนใหญ่เมื่อฟังว่าอภิญญา
แล้วก็มักจะคิดว่า ท่านที่ได้อภิญญา จะต้องมีความรู้
แจ่มใสเหมือนพระพุทธเจ้าเสียทุกอย่าง เป็นการเข้าใจ
ผิดถนัด พระพุทธเจ้าทรงเป็น สัพพัญญู คือมีบารมี
เป็นจอมอรหันต์ ย่อมทรงอภิญญาดีเลิศเป็นพิเศษ
สำหรับพระสาวกที่ได้มีกำลังไม่เท่ากัน และไม่มีทางจะ
ไปเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าได้เลย จะเปรียบให้ฟัง
เอาเพียงทิพจักษุญาณอย่างเดียว อย่างอื่นให้เข้าใจว่า
เหมือนกัน
๑. ทิพจักษุญาณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี
ความสว่างคล้ายพระอาทิตย์ส่งแสงจัด ไม่มีเมฆบัง
ไม่มีเผลอ ไม่มีพลาดในการเห็น
๒. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความสว่างเหมือนวันเพ็ญ
พระจันทร์เต็มดวง มองเห็นคนกลางคืนเมื่อเดือน
หงายมีสภาพอย่างไร ต่างกับกลางวันอย่างไร
พิสูจน์เอาเอง
๓. พระอัครสาวกทั้งสอง มีความสว่างเหมือนคบเพลิง
ดวงใหญ่สว่าง แต่แสงสว่างไม่ไกลเหมือนความ
สว่างของดวงจันทร์
๔. ของพระอรหันต์สาวก สว่างเหมือนแสงตะเกียง
ดวงน้อย
๕. ของท่านที่ได้ฌานโลกีย์ สว่างเหมือนอากาศเมื่อ
พระอาทิตย์ลับแล้ว กำลังมัวตา มองดูอะไรก็ไม่
เห็นถนัดนัก
ข้อเปรียบเทียบนี้ยังไม่ละเอียดพอ แต่เกรงว่าลูกหลาน
จะเบื่อฟัง เอามาเปรียบเทียบเพียงย่อๆ ท่านที่ได้ฌาน
และอภิญญาไม่ใช่รู้อะไรหมด ยิ่งเป็นฌานโลกีย์ด้วยแล้ว
ยิ่งมีจังหวะพลาดง่ายเหลือเกิน เพราะมีอุปาทานมาก
ต้องระวังให้มาก ถ้าไม่ประมาทคิดว่าตัวดีไม่เป็นไร ถ้า
ประมาทเมื่อไรเจ๊งเมื่อนั้น สำหรับพระอริยะท่านรู้ว่าท่าน
ไม่ดีเสมอ ไม่มีความประมาท เรื่องเจ๊งไม่มี
..พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร)
ที่มา: หนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน หน้า ๔๔

18 กันยายน 2561

เมืองไทย..เมืองของพระโพธิสัตว์ เกิดมาบำเพ็ญสร้างบารมี


เมืองไทย..เมืองของพระโพธิสัตว์ เกิดมาบำเพ็ญสร้างบารมี และอานิสงส์ของการเป็นพระนิยตโพธิสัตว์ "
“ บารมี ๑๐ ทัศของพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบัน ท่านอาจารย์ตื้อ (อจลธัมโม)ได้บอกกล่าวไว้ว่า...... ”
- ทานบารมี เสวยพระชาติเป็น พระเวสสันดร อยู่มหาชัย จำปาศักดิ์
- ศีลบารมี เสวยพระชาติเป็น พญานาคเผือกภูริทัตต์ อยู่อำเภอจอมทอง เชียงใหม่
- เนกขัมมบารมี เสวยพระชาติเป็น เตมียะใบ้ อยู่เมืองพาราณสี
- ปัญญาบารมี เสวยพระชาติเป็นมโหสถ กรุงเทวหะ
- วิริยบารมี เสวยพระชาติเป็น มหาชนกตกน้ำ ว่ายน้ำอยู่กลางทะเล ๗ มื้อ ๗ คืน เป็นไทเงี้ยว
- ขันติบารมี เสวยพระชาติเป็นจันทกุมาร เมืองญวน ตุมวังฟ้ารอนหาด ตังเง้ชายง่วนเดี่ยว
- สัจจบารมี เสวยพระชาติเป็นวิธุรบัณฑิต จังหวัดสุโขทัย
- อธิษฐานบารมี เสวยพระชาติเป็น เนมิราช เมืองม่านอ่างวะหงสา
- เมตตาบารมี เสวยพระชาติเป็น สุวรรณสาม จังหวัดอุตรดิตถ์
- อุเปกขาบารมี เสวยพระชาติเป็น พรหมนารท กรุงกบิลพัสดุ์
อย่าสงสัย ด้วยเหตุนี้เองศาสนาพุทธยังย้ายมาอยู่เมืองไทยตั้งมั่นอยู่ได้...
ชาติที่เกิดเป็นนกยูงทอง ก็อยู่วัดพระเจ้าน้ำโมง ท่าบ่อ หนองคาย
ชาติที่เกิดเป็นพญาลิงเผือก ก็อยู่วัดหินหมากเป้ง หนองคาย
ชาติที่เกิดเป็นนกคุ่มเท่าดุมเกวียน ก็อยู่ธาตุพนม นครพนม
ชาติที่เกิดเป็นช้างฉัททันต์ก็อยู่เขานกกระแซว ระหว่างจังหวัดอุตรดิตถ์กับ จังหวัดสุโขทัย
ชาติที่เกิดเป็นกษัตริย์ นางพิมพาเกิดเป็นกินรี พระธาตุลำปางหลวง อยู่เมืองลำปาง
ชาติที่เกิดเป็นพญากระต่าย " สสบัณฑิต " ให้ทานเนื้อ โดนเข้ากองไฟให้พรามณ์ (พระอินทรธิราชแปลงกาย) ก็อยู่วัดป่าบ้านห้วยทราย นี่ล่ะ หลายภพหลายชาติก็อยู่เมืองเหนือ...
“...บำเพ็ญบารมีเกิดตายในเมืองไทยนี้มากนะ พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ปัจจุบันนี้...เมืองไทยจึงเป็นเมืองของพระโพธิสัตว์เกิดมาบำเพ็ญบารมี ”...
" และอานิสงส์ของการเป็นพระนิยตโพธิสัตว์ "
คัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี กล่าวว่าพระนิยตโพธิสัตว์ (ผู้ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว) จะได้อานิสงค์ ๑๘ อย่างอยู่ตลอดจนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้
๑. ไม่ตาบอด หูหนวก มาแต่กำเนิด
๒. ไม่เป็นคนบ้า
๓. ไม่เป็นคนใบ้
๔. ไม่เป็นคนง่อยเปลี้ย ไม่เกิดในมิลักขประเทศคือประเทศป่าเถื่อน
๕. ไม่เกิดในท้องนางทาส (ไม่เป็นทาสในเรือนเบี้ย)
๖. ไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฐิ
๗. ไม่เปลี่ยนแปลงเพศ
๘. ไม่ทำอนันตริยกรรม
๙. ไม่เป็นโรคเรื้อน
๑๐. ไม่เป็นเดรัจฉานที่มีกายเล็กกว่านกกระจาบ และไม่โตกว่าช้าง
๑๑. ไม่เกิดเป็นขุปปิปาสิกเปรตและนิชฌานตัณหิกเปรต
๑๒. ไม่เกิดเป็นกาลกัญชิกาสูร
๑๓. ไม่เกิดในอเวจีนรก
๑๔. ไม่เกิดในโลกันตริกนรก
๑๕. ไม่เกิดเป็นมาร
๑๖. ไม่เกิดในอสัญญสัตตาภูมิ
๑๗. ไม่เกิดในพรหมสุทธาวาสภูมิ
๑๘. ไม่เกิดในอรูปภูมิและไม่เกิดในจักรวาลอื่น
" จริยธรรม ๑๐ ประการของพระโพธิสัตว์ " ประกอบด้วย
๑. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า ร่างกายจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
๒. พระโพธิสัตว์ ครองชีพโดยไม่ปรารถนาว่าจะไม่มีภัยอันตราย
๓. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีอุปสรรคในการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์
๔. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาเลยว่า จะไม่มีมารขัดขวางการปฏิบัติภารกิจ
๕. พระโพธิสัตว์ ถือว่าทำงานให้นานที่สุด โดยไม่ปรารถนาจะให้สำเร็จผลเร็ว
๖. พระโพธิสัตว์ คบเพื่อน โดยไม่ปรารถนาจะได้รับผลประโยชน์จากเพื่อน
๗. พระโพธิสัตว์ ไม่ปรารถนาว่า จะให้คนอื่นต้องตามใจตนเองเสมอไปทุกอย่าง
๘. พระโพธิสัตว์ ทำความดีกับคนอื่น โดยไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทน
๙. พระโพธิสัตว์ เห็นลาภแล้ว ไม่ปรารถนาว่าจะได้รับ
๑๐. พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ติเตียนนินทาแล้ว ไม่ปรารถนาที่จะตอบโต้
ธรรมะประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญโญ ผู้มากมีบุญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม(วัดหนองน่อง) บ.ห้วยทราย ต.คำชะอี อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
และ คัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี กล่าวถึงพระนิยตโพธิสัตว์ (ผู้ได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว) และจริยธรรม ๑๐ ประการของพระโพธิสัตว์


ฤทธิ์ ฌาน นิโรธสมาบัติ ฌานศักดิสิทธิ์


 " ฤทธิ์ ฌาน นิโรธสมาบัติ ฌานศักดิสิทธิ์
คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม  ศักดิสิทธิ์เพียงใด เปรียบ อุปมา ใด้ ดังนี้ "
" ความหมาย ของคำว่า "นิโรธ" หรือ "นิโรธสมาบัติ" "
 การเข้า ฌาน นิโรธสมาบัติ ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เท่าที่จดจำกันได้ มีอยู่เพียง 4 ครั้งคือ  ( แต่จริงๆมี 5 ครั้ง )
1.บ้านสามัคคีวิสุทธิ ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ พ.ศ.2496
2.พระพุทธบาท สระบุรี พ.ศ.2496
3.บ้านนาซา ระยอง  ต้นปี มีนาคมพ.ศ.2498 ถึง มีนาคม 2499
4. วัดพระแท่นดงรัง วันเพ็ญเดือน 4 พ.ศ.2498  ตามบันทึกคลาดเคลื่อนเป็นปี 2499
5. ข้างบ่อน้ำศักดิ์  ทีวัดสารนาท 8 มีนาคม  ปี 2499

ตามความหมายของคำว่า "นิโรธ" หรือ "นิโรธสมาบัติ" นั้น เป็นการเข้าฌานสมบัติอันสูงส่ง เป็นฌานลำดับที่ 9 ดังนี้
1. ปฐมฌาน ฌานที่ 1
2. ทุติยฌาน ฌานที่ 2
3. ตติยฌาน ฌานที่ 3
4. จตุตถฌาน ฌานที่ 4
5. ปัญจมฌาน ฌานที่ 5
6. ฉัฏฐมฌาน ฌานที่ 6
7. สัตตมฌาน ฌานที่ 7
8. อัฏฐมฌาน ฌานที่ 8 และ
9. นิโรธฌาน ฌานที่ 9 หรือนิโรธสมาบัติ
เมื่อเข้าสู่องค์ฌานลำดับที่ 9 นี้ กายสังขารและจิตตสังขารจะระงับไป คือแทบไม่มีลมหายใจ ไม่มีความรู้สึกทางกายและทางใจ แต่ก็ไม่ใช่พระนิพพาน สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้า "นิโรธสมาบัติ" ได้นั้น พระบาลีระบุว่า
"ต้องเป็นพระอนาคามีและพระอรหันต์" เท่านั้น ต่ำกว่านั้นไม่สามารถเข้าได้
พระบาลีหลายแห่งยังระบุอานิสงส์ของการเข้าฌานสมาบัติไว้อีกว่า
"เป็นการพักผ่อนของพระอริยเจ้า" สามารถระงับทุกขเวทนาทางกาย ฌานสมาบัตินี้สามารถเข้าได้นานสุดเพียง 7 วัน เพราะร่างกายของคนเราจะทนอดทนกลั้นไม่กินข้าว ไม่หายใจ ไม่รับรู้อะไรเลยนั้น ฝืนธรรมชาติได้เพียง 7 วัน
และเมื่อพระอริยบุคคลท่านนั้นออกจากฌานสมาบัติแล้ว ก็จะเกิดความหิวขึ้นมา (เพราะว่าอดข้าวมาหลายวัน) บุคคลผู้ใดได้ให้อาหารแก่พระอริยบุคคลผู้แรกออกจากฌานสมาบัติเช่นนี้ จะได้รับอานิสงส์ใหญ่หลวง เทียบเท่าระดับจักรพรรดิสมบัติ มีสวรรค์และพระนิพพานเป็นเบื้องหน้คัมภีร์อภิธัมมัตถ
สังคหะ ปริเฉทที่๔
✨ นิโรธสมาบัติวิถี ✨
      การเข้านิโรธสมาบัติ เหมือนฝึกนิพพาน เข้าสู่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ โดยปราศจากอันตรายใด ๆ เป็นมหาสันติสุขอันยอดเยี่ยม ดังนั้นพระอริยเจ้าจึงนิยม เข้าผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติด้วยศรัทธา และฉันทะในอมตรสนั้น จนกว่าจะ นิพพาน
      ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังจะกล่าวต่อไป นี้ คือ
คุณสมบัติ คือ
๑. ต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์
๒. ต้องได้ฌานสมาบัติทั้ง ๘ กล่าวคือ ต้องได้รูปฌาน และ อรูปฌานด้วย ทุกฌาน
๓. ต้องมีวสี ชำนาญคล่องแคล่วในสัมปทา คือ ถึงพร้อมสี่ประการ ได้แก่
     ก. มีสมถพละ และวิปัสสนาพละ คือ มีสมาธิ และปัญญาเป็นกำลัง ชำนาญ
     ข. ชำนาญในการระงับกายสังขาร (คือลมหายใจเข้าออก) ชำนาญใน การระงับ วจีสังขาร (คือ วิตก วิจาร ที่ปรุงแต่งวาจา) ชำนาญในการ ระงับจิตตสังขาร (คือสัญญา และเวทนาที่ทำให้เจตนาปรุงแต่งจิต)
     ค. ชำนาญในโสฬสญาณ (คือญาณทั้ง ๑๖)
     ง. ชำนาญใน ฌานสมาบัติ ๘ มาก่อน
ดังนี้จะเห็นได้ว่า การเข้านิโรธสมาบัติ จำเป็นต้องใช้กำลังทั้ง ๒ ประการ คือ กำลังสมถภาวนา ต้องถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และกำลังวิปัสสนาก็ต้องถึง ตติยมัคคเป็นอย่างต่ำ กล่าวคือ ต้องใช้ทั้งกำลังสมาธิ และกำลังปัญญาควบคู่กันด้วย
๔. ต้องเป็นบุคคลในภูมิที่มีขันธ์ ๕ (คือ ปัญจโวการภูมิ) เพราะในอรูปภูมิ เข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ด้วยเหตุว่าไม่มีรูปฌาน พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ที่ได้สมาบัติทั้ง๘ อันเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังกล่าวแล้ว
เมื่อจะเข้านิโรธสมาบัตินั้น ต้องกระทำดังนี้
     (๑) เข้าปฐมฌาน มีกัมมัฏฐานใดกัมมัฏฐานหนึ่ง ที่ตนได้มาแล้วเป็นอารมณ์ ปฐมฌานกุสลจิตสำหรับพระอนาคามี หรือ ปฐมฌานกิริยาจิตสำหรับพระอรหันต์ ก็เกิดขึ้น ๑ ขณะ
     (๒) เมื่อออกจากปฐมฌานแล้ว ต้องพิจารณาองค์ฌาน โดยความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
     (๓) เข้าทุติยฌาน ฌานจิตก็เกิด ๑ ขณะ
     (๔) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๕) เข้าตติยฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๖) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๗) เข้าจตุตถฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๘) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๙) เข้าปัญจมฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๑๐) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๑๑) เข้าอรูปฌาน คือ อากาสานัญจายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๑๒) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๑๓) เข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๑๔) เข้าปัจจเวกขณวิถี
     (๑๕) เข้าอากิญจัญญายตนฌาน ฌานจิตเกิด ๑ ขณะ
     (๑๖) เมื่อออกจาก อากิญจัญญายตนฌานแล้ว ไม่ต้องเข้าปัจจเวกขณวิถี แต่เข้าอธิฏฐานวิถี คือ ทำ บุพพกิจ ๔ อย่าง ได้แก่
ก. นานาพทฺธ อวิโกปน อธิษฐานว่า บริขารต่าง ๆ ตลอดจนร่างกาย ของข้าพเจ้า ขออย่าให้เป็นอันตราย
ข. สงฺฆปฏิมานน อธิษฐานว่า เมื่อสงฆ์ประชุมกัน ต้องการตัวข้าพเจ้า ขอให้ออกได้ โดยมิต้องให้มาตาม
ค. สตฺถุปกฺโกสน อธิษฐานว่า ถ้าพระพุทธองค์มีพระประสงค์ตัว ข้าพเจ้า ก็ขอให้ออกได้ โดยมิต้องให้มีผู้มาตาม
ง. อทฺธาน ปริจฺเฉท อธิษฐานกำหนดเวลาเข้า ว่าจะเข้าอยู่นานสัก เท่าใด รวมทั้งการพิจารณาอายุสังขารของตนด้วยว่าจะอยู่ถึง ๗ วันหรือไม่ ถ้าจะตายภายใน ๗ วัน ก็ไม่เข้า หรือเข้าให้น้อยกว่า ๗ วัน
        (๑๗) อธิษฐานแล้วก็เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน วิถีนี้ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เกิดขึ้น ๒ ขณะ (๒ ขณะ ไม่ใช่ ๑ ขณะ)
        (๑๘) ลำดับนั้น จิต เจตสิก และจิตตชรูปก็ดับไป ไม่มีเกิดขึ้นอีกเลย ส่วน กัมมชรูป อุตุชรูป และอาหารชรูป ยังคงดำรงอยู่ และดำเนินไปตามปกติ หาได้ดับ ไปด้วยไม่จิตเจตสิก และจิตตชรูป คงดับอยู่จนกว่าจะครบกำหนดเวลาที่ได้อธิษฐานไว้
        (๑๙) เมื่อครบกำหนดเวลาที่ได้อธิษฐานไว้ ซึ่งเรียกว่า ออกจากนิโรธสมาบัติ นั้น
อนาคามิผล สำหรับอนาคามิบุคคล หรือ อรหัตตผล สำหรับอรหัตตบุคคล ก็เกิดขึ้น ๑ ขณะก่อน ต่อจากนั้น จิต เจตสิก และจิตตชรูปจึงจะเกิดตาม ปกติต่อไปตามเดิม
สัญญาเวทยิตนิโรธ  คือ  อารมณ์จิตของพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ  หรือ  พระอนาคามีระดับปฏิสัมภิทาญาณเท่านั้นที่มีจิตที่ว่างจากอารมณ์ทุกชนิด โดยจิตไม่ยอมรับรู้อารมณ์อะไรเลย  แม้จะเป็นพระอรหันต์ระดับเตวิชโช  หรือฉฬภิญโญ ก็ไม่สามารถทำจิตว่างจากอารมณ์ใดๆ ได้............
นี่ว่ากันตาม พระบาลี”แท้ๆนะครับ
ก็เพื่อให้สะดวกแก่ความเข้าใจ จึงจะขอสรุปสั้นๆก็คือ อันผู้ที่"มีสิทธิ์"เข้า"นิโรธสมาบัติ"(ของจริง)ได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. ต้องเป็น"พระอริยบุคคล"ระดับ"พระอนาคามี"ถึง"พระอรหันต์"เท่านั้น (นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นพระโสดา,สกทาคามี  หรือแม้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็ไม่อาจเข้า"นิโรธสมาบัติ"(ของจริง)ได้ เพราะเนื่องจากท่านยังมิอาจละกามราคานุสัย อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดอ่อนที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของการทำสมาธิในระดับสูงเช่นนี้ได้ ฉะนั้น พระอริยบุคคลโสดาบันหรือพระสกทาคามี และหรือพระโพธิสัตว์(ไม่ว่าจะได้รับหรือยังไม่ได้รับพยากรณ์ ซึ่งยังคงอยู่ใน"ปุถุชน"เต็มภูมิอยู่)ทั้งสิ้น จึงมิอาจเข้านิโรธสมาบัติ(ของจริง)ได้ สภาวจิตยัง"ไม่ใช่"นั่นเอง)
2.พระ"อนาคามี"หรือ"อรหันต์"นั้น จะต้องเป็นผู้ชำนาญใน"สมาบัติ 8"เท่านั้น จึงจะเข้านิโรธสมาบัติ(ของจริง)ได้
. เพราะการเข้า"นิโรธสมาบัติ"(ของจริง) อันเปรียบด้วยการ"เข้านิพพานทั้งเป็น" นั้น จิตและเจตสิกดับไปเลยชั่วคราว ในช่วงเวลาที่กำลังเข้าสมาบัตินี้อยู่ ท่านที่กำลังเข้าสมาบัตินี้อยู่จึงมีร่างนิ่งๆเหมือนหัวตอ ลมหายใจก็ไม่มี  จึงไม่ต้องกล่าวถึงการ"กิน"การ"ดื่ม"และ"ขับถ่าย"ใดๆทั้งสิ้น
ด้วยเหตุการเข้า"นิโรธสมาบัติ"(ของจริง) ดังกล่าว เป็นการตัดสัญญาอารมณ์และเวทนาใดๆโดยสิ้นเชิง (จิตใจจะไม่รับรู้สิ่งภายนอกใดๆแม้สัญญาอารมณ์ในจิตตนเองทั้งสิ้น) หากใครว่า "เข้านิโรธสมาบัติ"แล้ว ยังกินยังดื่มยังมี movement เคลื่อนไหวใดๆ มีการปลุกเสกพระเครื่องราง 108 เป็นต้นได้อยู่ ก็จงรู้เถิดว่า นั่นหาใช่"นิโรธสมาบัติ"(ของจริง)แต่ประการใดไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
แต่เพราะการเข้านิโรธสมาบัติ(ของจริง)นั้น จะเกิด"พลังงานพิเศษ"ที่ทรงอานุภาพมากแผ่ซ่านไปทั่ว อันย่อมรักษาตัวตนแห่งผู้เข้านิโรธสมาบัติ(ของจริง)นั้นให้ปลอดภัยในทุกกรณีในที่ทุกสถานได้อย่างสิ้นเชิง  แม้วัตถุอันเกี่ยวเนื่องด้วยอัจฉริยบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ(ของจริง) ไม่ว่าจะเป็นโดยตำแหน่ง,ที่ตั้ง หรือการตั้งโปรแกรมจิตก่อนหรือหลังเข้านิโรธฯนั้น ย่อมกลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทรงอานุภาพมากล้นตามไปด้วยโดยปริยาย โดยไม่จำต้องหรือสามารถ"ถอนจิต"มาปลุกเสกใดๆเลย สมดังประโยคที่มีการเปรียบเทียบกันไว้อย่างน่าคิดน่าฟังที่สุดประโยคหนึ่งว่า
"ไม่เสกก็เหมือนเสก แต่ถ้าเสกก็ยิ่งกว่าเสก" ไปด้วยประการฉะนี้.....
และแน่นอนที่สุด  หนึ่งใน “พระอริยะ” ชั้นสูงที่ทรง “อัจฉริยภาพ”อันประเสริฐยิ่งที่สามารถเข้า “นิโรธสมาบัติ” (ของจริง) ตามที่พระอรรถกถาจารย์ได้พรรณนาไว้ ก็คือ “คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม” แห่งบ้านสามัคคีวิสุทธิ  นั่นเอง...!!!!!!
อันการเข้า"นิโรธสมาบัติ" นี้ คุณแม่บุญเรือนเคยกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดว่า  หากเป็นการเข้านิโรธสมาบัติแบบ"เต็มภูมิ"แล้วไซร้ จะต้องไม่มีการดื่ม การกิน การถ่าย ทั้งอุจจาระ ปัสสาวะใดๆทั้งสิ้น
การเข้านิโรธสมาบัติแบบ"เต็มภูมิ"นี้ ท่านกล่าวว่า จะอยู่ได้เพียง 7 วัน เพราะพลังงานต่างๆทุกชนิดที่สะสมไว้ในร่างกาย จะถูกเผาผลาญไปจนหมดสิ้น ซึ่งหากใครขืนเข้านิโรธสมาบัติแบบเต็มภูมิเกินไปกว่านั้น ร่างกายสังขารก็อาจจะถึงแก่การอวสานได้
ซึ่งการเข้านิโรธสมาบัติอย่าง"เต็มภูมิ"นี้ คุณแม่บุญเรือนก็เคยเล่าไว้ว่า
"แม่ก็เคยทำมาแล้ว  ไม่กินไม่ถ่ายตลอด 7 วัน...!!!!"
นอกจากนี้ คุณแม่บุญเรือนยังได้เคยกล่าววิพากษ์ถึงการเข้า"นิโรธฯ"ของท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิเทสโก) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ในสมัยนั้น แม้จะเคยเป็น"อาจารย์สอนกรรมฐานเบื้องต้น"ให้คุณแม่มาก่อน แต่เมื่อถึง"ธรรมะชั้นสูง"ยัง"ไม่ใช่" คุณแม่ก็ต้องว่า "ไม่ใช่" อย่างตรงไปตรงมาทีเดียวว่า
"เจ้าคุณรัชฯ...เจ้าคุณอาจารย์นี่ทำนิโรธไม่เป็น ทำไมเวลาเข้านิโรธแล้ว จึงยังฉันน้ำผึ้งอยู่อีก ท่านทำไม่ถูกนะคะ...!!!?”

              หมายเหตุ , จากคำกล่าวของคุณแม่บุญเรือน ดังกล่าว ก็ย่อมส่งสะท้อนไปถึงใครก็ตามที่ว่า “เข้านิโรธ” หากยังมี “การกินการดื่ม” ไม่ว่าจะเป็นเพียงแม้ “ข้าวหนึ่งเมล็ด” หรือ “น้ำหนึ่งหยด” ก็จงรู้ไว้เถิดว่า นั่นหาใช่เป็น “นิโรธสมาบัติ”(ของจริง)แต่ประการใดไม่....(ส่วนการนั้น จะเป็นเพียง “นิโรธสมบัติ”หรือ “นิโรธสมมุติ” ประการใดนั้น ก็กรุณาไปพิจารณากันเทอญ !)
จากประวัติที่คุณเสทื้อน สุภโสภณได้เคยบันทึกไว้ ระบุไว้อย่างแน่ชัดว่า สถานที่สำคัญต่างๆที่คุณแม่บุญเรือนเคยเข้านิโรธสมาบัติ เพื่อช่วยทุกข์และบันดาลความสำเร็จให้แก่บรรดาสานุศิษย์ของท่านนั้น เท่าที่จดจำกันได้ มีอยู่เพียง 4 ครั้งคือ
1.บ้านสามัคคีวิสุทธิ ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ พ.ศ.2496
2.พระพุทธบาท สระบุรี พ.ศ.2496
3.บ้านนาซา ระยอง  ต้นปีพ.ศ.2499
4.วัดพระแท่นดงรัง วันเพ็ญเดือน 4 พ.ศ.2499
เคดิต  พุฒิ นิพพาน

คาถาหลับตาอ่านหนังสือได้


จากหนังสือปฏิปทาท่านผู้เฒ่า
โดย หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
เป็นอันว่าวันนี้ขอย้อนต้นนิดหนึ่ง ท่านบอกว่าในสมัยหนึ่ง มีคนเขามาหาท่านแล้วเขาส่งหนังสือมาให้ เวลานั้นเป็นเวลาค่ำ ท่านบอกว่าค่ำๆ อย่างนี้อ่านหนังสือไม่ออก จะต้องจุดไฟ แล้วก็ใช้กระแสไฟอ่าน พอตกเวลากลางคืน
ก็ปรากฏว่าเวลาที่เจริญพระกรรมฐาน ก็ใช้กำลังของอภิญญายกจิตโดยใช้มโนมยิทธิ ไม่ใช่ใช้อภิญญาใหญ่ ขึ้นไปนมัสการองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาที่จุฬามณีเจดียสถาน พอไปถึงก็กราบองค์สมเด็จพระพิชิตมารพอเงยหน้าขึ้นท่านก็บอกว่า
“ตามธรรมดาพระนี่ ถึงแม้ว่าไม่มีแสงไฟก็ควรจะอ่านหนังสือออก” ตามบันทึกของท่านก็ถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะอ่านออกพระพุทธเจ้าข้า” ท่านบอกว่า “ทิพจักขุญาณของเธอมีแล้ว แต่อาศัยที่เป็นผู้ปรารถนาพุทธภูมิมาเดิม
ทิพจักขุญาณจึงไม่แจ่มใสเหมือนพระอริยเจ้า ฉะนั้น เพื่อจะให้ความแจ่มใสเกิดขึ้นเห็นภาพชัด ควรปฏิบัติแบบนี้ ควรใช้คาถานี้ไปภาวนาจนเป็นฌานสมาบัติ” เรื่องฌานนี่มันเรื่องเล็ก ท่านบอกว่า จะคว้าอะไรขึ้นมา มันก็เป็นฌานทันทีเพราะมีการคล่องอยู่แล้ว คาถาก็เห็นจะเป็น มงกุฎพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอย่างนี้
“อิติปิ โส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตัง โสอิ อิโสตัง พุทธะ ปิติอิ”
ท่านกล่าวว่า “คาถานี้ถ้าไปเรียนและภาวนาทำให้เป็นฌาน นิมิตต่างๆจะมีอาการแจ่มใส คนที่ตาไม่ดีก็อ่านหนังสือออกได้ หรือว่าเวลามืดๆ ก็สามารถจะมองเห็นหนังสือได้ และมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามความประสงค์ ถ้าใช้คาถานี้เป็นฌาน”
ท่านว่าอย่างนั้น เป็นอันว่าท่านย้ำมาว่าไอ้มืดๆ มันก็อ่านหนังสือออก และท่านบอกว่าท่านก็มาทำ มาทำมันก็ไม่นานใช้เวลาเพียงครู่เดียว จิตก็เข้าถึง ฌาน ๔ ทรงฌาน ๔ สบายๆ ก็เลยว่ากันถึงฌาน ๘ ถึงฌาน ๘ ก็หลบลงมา
ฌาน ๔ ในรูปฌาน ทำไปทำมาก็เลยลองหลับตาอ่านหนังสือ ก็เห็นอ่านออกแต่ว่าวิธีนี้ท่านบอกว่าจะใช้ทั่วๆไปไม่ได้ เอาไว้แต่เมื่อมันจำเป็น ถ้าจำเป็นจริงๆ ไม่ต้องหยิบหนังสือมา เป็นแต่เพียงนึกว่าจะอ่านหนังสือ มันก็มีความ
เข้าใจว่าหนังสือฉบับนั้นเขาว่าอย่างไร
วงเล็บของท่านมีไว้บอกว่า ใครอ่านแล้วถ้าทำได้ จงอย่าทำตนเป็นผู้วิเศษ เมื่อเวลาอ่านหนังสือต่อหน้าคน ถ้ามันอ่านไม่ออกจริงๆ ก็ใช้ไฟใช้แว่นส่อง ถ้ามันจำเป็นจริงๆก็เอาจิตจับจากภาพหนังสือนั้นเสีย ใช้ใจอย่างเดียวก็อ่านหนังสือออก นี่เป้นวิธีปฏิบัติของท่าน
(ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า หน้า ๗๘)

17 กันยายน 2561

ศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นบาทฐานส่งเสริมซึ่งกันและกัน


.
"ศีลจะบริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยมีสมาธิคุม
สมาธิจะทรงตัวได้ ต้องอาศัยศีลบริสุทธิ์
คนใดไร้ปัญญา คนนั้นหาศีลไม่ได้
คนใดไร้ศีล คนนั้นมีสมาธิตั้งมั่นไม่ได้
คนใดไร้สมาธิ คนนั้นไม่เกิดปัญญา
.
ดังนั้นศีล-สมาธิ-ปัญญา จึงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แยกจากกันหรือขาดตัวหนึ่งตัวใดไม่ได้ มิจฉาทิฎฐิจะเกิดกับจิตผู้นั้นได้ตลอดเวลา"
.
ที่มา : หนังสือ ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่ม ๒

หลวงพ่อฤๅษี หรือ พระราชพรหมยานมหาเถระ
รวบรวมโดย พล.ต.ท.น.พ.สมศักดิ์ สืบสงวน

หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา


        พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้นจากอวิชชา (ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ) อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เน้นการศึกษาทำความเข้าใจ การโยนิโสมนสิการด้วยปัญญา และพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง (ธัมมวิจยะ) เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้ จึงมี (อิทัปปัจจยตา) จนเห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไปตาม กฎพระไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป (ด้วยการสั่งสมบุญบารมี) ตลอดจนปรารถนาในพระนิพพานของผู้มีปัญญา
หลักคำสอนในพุทธศาสนามีทั้งหลักปฏิบัติที่เป็นจริยธรรมคุณธรรมและศีลธรรม
หลักจริยธรรม
        ความกตัญญูกตเวที คือ การรู้จักบุญคุณและตอบแทน อันเป็นหลักธรรมพื้นฐานทั่วไปของมนุษย์ เพื่อการดำรงอยู่อย่างปกติสุข ดังนั้นทุกคนจึงมีหน้าที่ต่อกันด้วยการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมของพระพุทธเจ้า คือการปฏิบัติหน้าที่ต่อกัน
หลักศีลธรรม
        คือ หลักคำสอนสำคัญของศาสนา ได้แก่ โอวาทปาติโมกข์ คือ " การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี การทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์

หลักปรมัตถธรรม
        พุทธศาสนา สอน "อริยสัจ 4" หรือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ คือ
                1. ทุกข์ที่ทำให้เราเข้าใจปัญหาและลักษณะของปัญหา
                2. สมุทัยสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
                3. นิโรธความดับแห่งทุกข์
                4. มรรควิถีทางอันประเสริฐที่จะนำให้ถึงความดับทุกข์   
        ความจริงเหล่านี้เป็นสัจธรรมอันจริงแท้ของชีวิตและกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่โดยอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ดังนั้นเมื่ออธิบายคำสอนสำคัญโดยลำดับตามแนวอริยสัจ ได้แก่
   
    สภาพแห่งทุกข์ (ทุกข์)
        ได้แก่ ไตรลักษณ์ (หลักอภิปรัชญาของพุทธศาสนา) ลักษณะสภาพพื้นฐานธรรมชาติที่เป็นสากลอย่างหนึ่ง จากทั้งหมด 3 ลักษณะ ที่ พุทธศาสนาได้สอนให้เข้าใจถึงเหตุลักษณะสากลแห่งสรรพสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎธรรมดา อันได้แก่
                    1. อนิจจัง (ความไม่เที่ยงแท้ มีอันต้องแปรปรวนไป)
                    2. ทุกขัง (ความทนอยู่อย่างเดิมได้ยาก)
                    3. อนัตตา (ความไม่มีแก่น สาระ ให้ถือเอาเป็นตัวตน ของเราและของใครๆ ได้อย่างแท้จริง)และได้ค้นพบว่า นอกจากการ แก่ เจ็บ และตาย เป็นทุกข์ (ซึ่งมีในหลักคำสอนของศาสนาอื่น) แล้ว ยังสอนว่า การเกิดก็นับเป็นทุกข์ ในทางพระพุทธศาสนานั้นปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า และเชื่อว่า โลกนี้เกิดขึ้นจาก กฎแห่งธรรมชาติ ( นิยาม ) 5 ประการ อันมี กฎแห่งสภาวะ (อุตุนิยาม) หรือมีธาตุทั้ง 5 คือ
        ดิน
        น้ำ
        ลม
        ไฟ
         อากาศ ที่เปลี่ยนสถานะเป็นธาตุต่างๆ กลับไปกลับมา กฎแห่งชีวิต (พีชนิยาม) คือ กฎสมตา กฎวัฏฏตาและกฎชีวิตา ที่ทำให้เกิดชีวิตินทรีย์ ( เซลล์) กฎแห่งวิญญาน (จิตนิยาม) การมีนามธาตุต่างๆ ที่ประกอบกันตามกระบวนการเป็นจิต ที่เป็นไปตาม กฎแห่งเหตุผล (กรรมนิยาม) และ กฎไตรลักษณ์ (ธรรมนิยาม) คือ
        1. อนิจจัง (ความไม่แน่นอน) ทำให้สิ่งทั้งปวงย่อมต้องเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม อย่างธาตุดิน (ของแข็ง) เปลี่ยนเป็นธาตุน้ำ (ของเหลว) เปลี่ยนเป็นธาตุลม (แก๊ส) และเปลี่ยนเป็นธาตุไฟ (แสง ความร้อน พลังงาน) และเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด แม้จะเปลี่ยนแปลงแต่การเปลี่ยนแปลงก็มีขีดจำกัด ทำให้เกิด กฎแห่งวัฏจักร (วัฏฏตา) สิ่งมีชีวิตเริ่มต้นถึงที่สุดก็กลับมาตั้งต้นใหม่ เพราะกฎแห่งเหตุผลทำให้ลูกมาจากปัจจัยพ่อแม่ของตนเหมือนพ่อแม่ตน ความไม่แน่นอนทำให้สัตว์ พืช อาจไม่เหมือนพ่อแม่ของตนได้นิดหน่อย กฎวัฏฏตาทำให้เกิดสันตติ การสืบต่อที่ปิดบังอนิจจัง
        2. ทุกขัง (ความไม่เที่ยงแท้ ทนอยู่ในสภาพเดิมมิได้ตลอดกาล) คือ สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งมิได้เหมือนจะต้องระเบิดอยู่ตลอดเวลา อย่าง ลมต้องพัด เปลือกโลกต้องเคลื่อน ทำให้มีกฎแห่งการปรับสมดุล (สมตา ) เช่น เรานอนเฉยๆ ต้องขยับ หรือวิ่งมากๆ ต้องหยุด ความทุกข์ทำให้เกิดการวิวัฒนาการของสัตว์ พืช เช่น พืชที่ปลูกถี่ๆ ย่อมแย่งกันสูงเพื่อแย่งแสงอาทิตย์ในการอยู่รอด หรือการปรับสมดุลจึงเกิดชีวิต กฎสมตา ทำให้เกิดอิริยาบถที่ปิดบังทุกขัง
        3. อนัตตา (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนอย่างแท้จริง ดูเหมือนมีตัวตนเพราะอาศัยปัจจัยต่างๆประกอบกันขึ้น สิ่งทั้งปวงย่อมเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดการผสมผสาน ทำให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้น อย่างร่างกายของเราย่อมเกิดจากความเกี่ยวข้องกันเล็กๆ น้อย และเพิ่มขึ้นซับซ้อนขึ้น เมื่อสิ่งต่างๆ มีผลกระทบต่อกันในด้านต่างๆ ทำให้เกิดกฎแห่งหน้าที่ (ชีวิตา) เช่น ตับย่อมทำหน้าที่ของตับ ไม่อาจทำหน้าที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจ และถ้าธาตุทั้งสี่ไม่มีกฎแห่งหน้าที่ อันเป็นเหตุให้ธาตุประกอบกันเป็นร่างกาย ร่างกายของเราย่อมแตกสลายไปราวกับอากาศธาตุ กฎชีวิตาทำให้เกิดฆนะ รูปร่าง หรือการเป็นก้อนๆ ที่ปิดบังอนัตตา
เมื่อย่อกฎทั้ง 3 แล้ว จะเหลือเพียง ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป
            พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งอิสรเสรีภาพ ด้วยการสร้าง "ปัญญา" ในการอยู่กับความทุกข์อย่างรู้เท่าทัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อันสูงสุด คือ นิพพาน คือ การไม่มีความทุกข์ อย่างที่สุด หรือ การอยู่ในโลกอย่างไม่มีทุกข์ คือกล่าวว่า ทุกข์ทั้งปวงล้วนเกิดจากการยึดถือ ต่อเมื่อ "หมดการยึดถือ" จึงไม่มีอะไรจะให้ทุกข์ (แก้ที่ต้นเหตุของทุกข์ทั้งหมด)

หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนาที่ควรนำไปปฏิบัติ ได้แก่
๑. อิทธิบาท ๔
    อิทธิบาท ๔หมายถึง ข้อปฏิบัติให้ถึงความสำเร็จ มี ๔ ประการ คือ
            ๑.๑ ฉันทะ ความพอใจในงานที่ทำหรือในสิ่งที่จะศึกษาเล่าเรียน
            ๑.๒ วิริยะ ความเพียรพยายามทำงานให้สำเร็จ ไม่ย่อท้อต่อการทำงาน
            ๑.๓ จิตตะ ความเอาใจใส่ในการทำงาน ตั้งใจทำงานอย่างสม่ำเสมอ
            ๑.๔ วิมังสา ความคิดรอบคอบ ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองงานที่ทำว่ามีข้อบกพร่องอะไรที่ควรแก้ไขหรือควรเพิ่มเติมอะไรซึ่งจะทำให้งานนั้นดีขึ้น
        หลักธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นเหตุเป็นผลกัน นั่นคือ ความพอใจทำให้เกิดความขยันหมั่นเพียร ซึ่งทำให้เกิดความเอาใจใส่ และมีจิตใจจดจ่อต่อการทำงานนั้นและความเอาใจใส่นี้เองจะทำให้เกิดการพิจารณาไตร่ตรองงานที่ทำไปแล้วว่าดีหรือยัง มีข้อบกพร่องหรือไม่ ถ้ามีข้อบกพร่องก็สามารถแก้ไขได้ทัน
*การปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท ๔ นั้น ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติให้ครบทั้ง ๔ ประการ จึงจะทำให้งานนั้น ๆ ประสบผลสำเร็จ*
๒. ฆราวาสธรรม ๔
    ฆราวาสธรรม ๔ หมายถึง หลักธรรมที่ผู้ครองเรือนควรปฏิบัติ มี ๔ ประการ คือ
            ๒.๑ สัจจะ คือ ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความซื่อตรงต่อกัน
คนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ควรมีความซื่อสัตย์ต่อกันทั้งกาย วาจาและใจ จะทำให้เกิดความไว้วางใจกัน ร่วมมือกันพัฒนาครอบครัวให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นในฐานะที่เราเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว เราจึงควรแสดงความซื่อสัตย์ต่อพ่อแม่ พี่น้อง และสมาชิกทุกคนในบ้าน เช่น ไม่พูดปด มีความตั้งใจที่จะทำงานตามหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เป็นต้น
            ๒.๒ ทมะ คือ การข่มใจ การฝึกฝนตนเองไม่ให้ประพฤติชั่ว
คนเราเมื่ออยู่ด้วยกัน ย่อมจะมีความขัดแย้งกันบ้าง สิ่งใดที่ไม่ตรงกับความคิดของเรา เราควรพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่ควรแสดงกิริยาอาการโต้แย้งออกมาทันที ถ้าเราสามารถข่มใจและพิจารณาปัญหาให้เข้าใจแล้ว เราก็สามารถแก้ปัญหานั้นด้วยความสงบเรียบร้อย
            ๒.๓ ขันติ คือ ความอดทน หมายถึง ความอดทนต่อสิ่งที่ไม่ดี อดทนต่อความยากลำบาก
การอดทนต่อความยากลำบากทางกาย อดทนต่อการพูดจาไม่สุภาพ และอดกลั้นจิตใจห้อยู่ในความสงบ ไม่โกรธ ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น ถ้าเรามีขันติในเรื่องต่าง ๆ แล้วจะทำให้เราอยู่ในครอบครัวได้อย่างมีความสุข
            ๒.๔ จาคะ คือ การเสียสละ การแบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อื่น
เราอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ควรสละสิ่งของ แบ่งปันของกินของใช้ให้กันและกันตามสมควรแก่ฐานะ การแบ่งปันกันจะทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ
๓. พรหมวิหาร ๔
พรหมวิหาร หมายถึง หลักความประพฤติอันเสริฐมี ๔ ประการ คือ
            ๓.๑ เมตตา ความรัก ความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความสุข
            ๓.๒ กรุณา ความสงสาร คิดช่วยเหลือผู้อิ่นให้พ้นทุกข์
            ๓.๓ มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข
            ๓.๔ อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ไม่ลำเอียง โดยพิจารณาว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว

การเข้าถึงพระสัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ) เหตุ 5 ประการ



.....ดูกรกัสสป ! เหตุ 5 ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม(ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ) เหตุ 5 ประการเป็นไฉน คือ
......ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้
.....1.มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา(เคารพพระธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ และอุทิสสกเจดีย์)
.....2.มีความเคารพยำเกรงในพระธรรม (ศึกษาพระธรรม อ่านและฟังพระธรรม)
.....3.มีความเคารพยำเกรงในพระสงฆ์ (เคารพพระมหาเถระผู้รัตตัญญูทรงธรรมทรงวินัย)
.....4.มีความเคารพยำเกรงในสิกขา(ฝึกหัดกายวาจาใจให้ศีล สมาธิ และปัญญา)
.....5.มีความเคารพยำเกรงในสมาธิ (เพ่งฌานให้เกิดสมาบัติ เพราะไม่มีฌานจึงไม่มีปัญญา)
.....เหตุ 5 ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือนไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ
#สัทธรรมปฏิรูปกสูตร
สาขาดอยน้อยๆ

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...