30 มกราคม 2565

คู่บารมี

คู่บารมีจะถูกกระแสบุญหว่านล้อมให้หลงใหลติดใจกัน ทั้งในระดับหยาบ กลาง และละเอียดคือ

ระดับหยาบ หมายถึงความดึงดูดให้ปรารถนาในรสสัมผัสของกันและกันอย่างยิ่งยวด อาจหมายถึงการแตะต้องเพียงแผ่วไล่ไปจนถึงความอยากกอด อยากจูบ หรืออยากมีสัมพันธ์สวาท มันจะไม่ใช่แค่ความรู้สึกอยากได้กระหายหื่น แต่เป็นความรู้สึกตื่นเต็ม และพร้อมรับผิดชอบเยี่ยงเจ้าของเดิม ซึ่งต่างก็มีความสามารถครอบครองกันและกันอยู่แล้ว

ระดับกลาง หมายถึงความเต็มใจจะเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตอีกฝ่าย คือเต็มใจดูแลกัน และพร้อมจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของสังขารกันและกัน จนกว่าความตายจะมาพราก คนเราอยากได้ความอบอุ่นจากอะไรอย่างนี้แหละ ถึงเพียรหาคู่แท้ ไม่ใช่คู่นอน

ระดับละเอียด หมายถึงรู้สึกว่าร่าเริงบันเทิงใจที่จะได้ร่วมบุญร่วมกุศลเกินบรรยาย หากเคยทำบุญยิ่งใหญ่ร่วมกันมาหลายภพหลายชาติ แค่ครั้งแรกที่ใส่บาตรร่วมกันก็อาจบันดาลให้ตื้นตันเหมือนเห็นสวรรค์เลยทีเดียว ความปรารถนาจะทำอะไรดีๆร่วมกันนี้ ในกรณีส่วนใหญ่เป็นตัวชี้เลยว่าใช่คู่บุญแน่

หากเป็นคู่บารมีประเภทว่าอะไรว่าตามกัน บนเส้นทางบุญจนเกิดมหาสมุทรแห่งบุญร่วมกันแล้ว ก็แทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรเมื่อมาอยู่ด้วยกัน แม้นิสัยบางส่วนจะแตกต่าง หรือแม้ว่าความคิดจะเห็นไม่ลงรอย ก็ยังรู้สึกเป็นพวกเดียวกันเสมอ ยังผลให้ไม่รำคาญเมื่อมีสิ่งใดขัดหูขัดตาหรือแม่ทำอะไรขัดใจกันบ้าง

บุญเก่าของคู่รักไม่ได้จัดสรรเฉพาะรูปร่างหน้าตาให้เข้ากันได้ แต่ยังเลือกเวลาเหมาะที่จะพบกันด้วย
พูดง่ายๆคือ บุญเก่าจะไม่รู้จักความช้าความเร็ว ไม่เอาใจช่วยให้สมหวังในเวลาอันสั้นหรือต้องรอยาว บุญเก่าจะรู้จักแค่กาลอันควรแก่การต่อบุญเท่านั้น

คู่แท้มีเวลาเหมาะสมที่จะพบกัน และเวลานั้นก็คือเวลาที่พบกันแล้วมีความพร้อมจะอยู่ร่วมกันตลอดไป ฉะนั้น คู่ที่เจอกันช้าก็ไม่ได้หมายความว่าทำบุญร่วมกันมาน้อยหรอก

29 มกราคม 2565

รัดเท้ามาจากเมืองจีน แก้เท้าปรับตัวเป็นไทยจนได้เป็นครูละครหลวง! เจ้าจอม ร.๒ ต้นสกุล ๒ นายกรัฐมนตรี!!

รัดเท้ามาจากเมืองจีน แก้เท้าปรับตัวเป็นไทยจนได้เป็นครูละครหลวง! เจ้าจอม ร.๒ ต้นสกุล ๒ นายกรัฐมนตรี!!
...
ชีวิตมหัศจรรย์ชีวิตหนึ่ง เกิดในเมืองจีน รัดเท้าให้เล็กตามธรรมเนียมสาวจีน แต่เมื่อมาอยู่เมืองไทยก็แก้เท้าออกและปรับตัวเป็นไทย เรียนรู้ขนบธรรมเนียมไทย หัดละครในสมัย ร.๑ จนได้เป็นตัวเอก ถูกจารึกชื่อจนถึงปัจจุบันว่าเป็นครูละครหลวง ร.๒ ทรงปฏิพัทธ์ พระราชทานกาพย์พระราชนิพนธ์ “พี่รักเจ้าคนเดียว” มีพระราชโอรสพระราชธิดาถึง ๖ พระองค์ มากกว่าบรรดาเจ้าจอมมารดาใน ร.๒ และเป็นต้นราชสกุลของ ๒ นายกรัฐมนตรีไทย

เจ้าของชีวิตมหัศจรรย์ผู้นี้ ก็คือ เจ้าจอมมารดาอำภา บุตรีของ พระยาอินทรอากร (อิน หรือ โง้ว แซ่หลิม) กับมารดาที่เป็นคนจีน เกิดที่มณฑลฮกเกี้ยน มีพี่น้องร่วมกัน ๗ คน เมื่อพระยาอินทรฯมาทำการค้าในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตามรอยพี่ชาย คือ พระยาไกรโกษา (เริก ไกรฤกษ์) ซึ่งเข้ามารับราชการตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ในตำแหน่งเสมียนกรมท่าซ้าย มีหน้าที่ติดต่อค้าขายกับประเทศจีน และเป็นต้นสกุล ไกรฤกษ์

เมื่อเจ้าจอมอายุได้ ๘ ขวบ บิดาซึ่งไปมาค้าขายระหว่างสยามกับจีนเป็นประจำ ได้รับตัวมาอยู่เมืองไทยด้วย แล้วแก้ที่รัดเท้าออก ให้ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีตามแบบกุลสตรีไทย เมื่ออยู่เมืองไทยได้ ๑ ปี ได้นำไปถวายตัวเป็นละครรุ่นเล็กในรัชกาลที่ ๑ หัดรำจนรำได้สวย ได้แสดงในละครเรื่องอิเหนา เป็นตัว กาญจหนา และแสดงได้ดีจนได้รับฉายาว่า “อำภากาญจหนา” ต่อมาก็ได้เป็นครูละครหลวง จนได้รับการจารึกชื่ออยู่ในทำเนียบครูโขนละคร

ในสมัย ร.๒ เถ้าแก่อินเป็นพ่อค้าที่ถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอย่างใกล้ชิด จนได้พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาอินทรอากร และมีฉายาว่า “เจ้าสัวเตากระทะ” เพราะมีบริวารมากจนต้องใช้กระทะหุงข้าวเลี้ยงกัน

พระยาอินทรได้ถวายบุตรีเป็นบาทบริจาริกา และเป็นเจ้าจอมที่ทรงโปรดปรานมาก พระราชทานกาพย์พระราชนิพนธ์บทหนึ่งให้เจ้าจอมอำภา มีข้อความว่า

สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์
ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว

เจ้าจอมอำภามีพระราชโอรสธิดาถึง ๖ พระองค์ มากกว่าบรรดาเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๒ คือ

๑.พระองค์เจ้าชายกปิตถา กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ ต้นราชสกุล กปิตถา

๒.พระองค์เจ้าชายปราโมช กรมขุนวรจักรธรานุภาพ ต้นราชสกุล ปราโมช

๓. พระองค์เจ้าชายเกยุร สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔ ไม่มีทายาทสืบสกุล

๔.พระองค์เจ้าหญิงกัณฐา สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๓

๕.พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณี สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๒

๖.พระองค์เจ้าหญิงกนิษฐน้อยนารี พระราชธิดาองค์สุดท้ายในรัชกาลที่ ๒ สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๔

เจ้าจอมมารดาอำภาเป็นคนเจ้าระเบียบ มารยาทงาม และแต่งกายตามแบบนางใน นุ่งผ้าจีบและห่มสไบสีตามวัน เมื่อชาววังเปลี่ยนมานุ่งโจงกระเบนท่านก็ไม่ได้เปลี่ยนด้วย แม้จะเป็นกุลสตรีไทยเต็มรูปแบบ แต่ท่านก็ไม่ลืมภาษาจีน ทั้งยังสอนให้เจ้านายฝ่ายหญิงบางองค์ด้วย และเมื่อญาติจากเมืองจีนมาพบท่านก็พูดภาษาจีนด้วย

เจ้าจอมมารดาอำภามีความจงรักภักดีต่อเจ้าฟ้ามงกุฎมาก ขณะที่ทรงผนวชเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศก่อนขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ เจ้าจอมอำภาก็ทำอาหารคาวหวานและผลไม้ส่งไปถวายเพลมิได้ขาด ทั้งยังนำพระองค์เจ้าปราโมช หรือ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ บุตรชายคนรองไปถวายเป็นศิษย์ด้วย

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช โอรสของพระองค์เจ้าคำรบ ซึ่งเป็นโอรสของกรมขุนวรจักรธรานุภาพ ได้เขียนใน “โครงกระดูกในตู้” ว่า

“ด้วยความจงรักภักดีอันแน่นแฟ้น ที่เจ้าจอมมารดาอำภามีต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯจึงตรัสเรียกเจ้าจอมมารดาอำภาว่า “แม่ภา” แต่เพียงคนเดียวในบรรดาเจ้าจอมและเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๒ นับว่าทรงยกย่องเป็นพิเศษ ท่านผู้อื่นนั้นตรัสเรียกหรือตรัสถึงแต่นามเฉยๆ มิได้ทรงใช้คำว่า “แม่” นำหน้านาม”

เจ้าจอมมารดาอำภามักรวบรวมเงินส่วนตัวของท่านใส่ถุงครั้งละมากๆ เพื่อนำทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย ด้วยความจงรักภักดีและด้วยเหตุผลว่า

“ในหลวงแผ่นดินนี้ท่านยากจน ทรงผนวชมาแต่ทรงพระเยาว์ และลาผนวชมาเสวยราชสมบัติ ไม่มีเวลาที่จะสะสมพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เงินแผ่นดินนั้นต้องทรงใช้จ่ายในราชการแผ่นดิน จะใช้สอยส่วนพระองค์ก็อัตคัด”

แม้จะเข้าวัยชราเจ้าจอมมารดาอำภาก็ยังไม่ทิ้งการสอน แต่การรัดเท้ามาแต่เด็กทำให้เท้าท่านเล็ก มาส่งผลตอนท่านไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านกำลังสอนให้ละครหลายสิบคน ท่านรำข้างหน้าแล้วให้ละครรำตาม พอท่าที่จะต้องยกขาข้างหนึ่งยืนขาเดียว ท่านก็ยืนไม่อยู่ล้มลงกับพื้น พวกละครก็นึกว่าอยู่ในท่าที่ท่านสอน จึงพากันล้มตาม ท่านก็โกรธคิดว่าล้อท่าน ใช้ไม้เรียวที่ใช้เคาะจังหวะหวดพวกที่ล้มตามนั้น

เมื่อเจ้าจอมมารดาอำภาถึงแก่อนิจกรรม คณะละครที่ท่านหัดไว้ก็ตกมาอยู่กับ หม่อมเจ้าหญิงฉวีวาด ธิดาในกรมขุนวรจักรธรานุภาพ ผู้เป็นหลานย่าของท่าน และเป็นท่านป้าของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ๒ นายกรัฐมนตรีไทย

ปฏิบัติ 4 ข้อ เพื่อไปพระนิพพาน

ปฏิบัติ 4 ข้อ เพื่อไปพระนิพพาน
1. ระงับความพอใจในขันธ์ 5 เสีย คิดว่าร่างกาย
มันตายอยู่ตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้าออก
ไม่ลืมความตาย เป็นทั้งสมาธิและวิปัสสนารวมกัน

2. ทรงศีลให้บริสุทธิ์ ควรทำเป็นสีลานุสสติกรรมฐาน
ทรงศีลให้เป็นกำลังฌาน คือ ทรงอารมณ์อยู่ในศีล
ตลอดวันตลอดคืน ไม่ยอมให้ศีลบกพร่องทางใจ
ไม่ใช่ต้องไปนั่งหลับตาปี๋ ให้ลืมตาทำงาน
คุยกับหมากับแมว หรือเจอะหน้าคนด่าคนนินทา
ศีลเราทรงตัวไม่หวั่นไหวใช้ได้
เป็นการตัดสังโยชน์ ข้อ 2 สีลัพตปรามาส

3. ตัดวิจิกิจฉา โดยการน้อมใจเคารพในคุณพระรัตนตรัย
ทั้ง 3 ประการ คือ ทรงพระกรรมฐาน 3 ให้เป็นฌาน
คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ให้ทรงตัว

4. ตัดสินใจทำความดีทุกอย่างเพื่อพระนิพพานในชาตินี้
ไม่ต้องการเกิดเป็นคนรวยสวยแข็งแรง
ไม่ต้องการเกิดเป็นเทพ เทวดา พรหม
กำลังใจมุ่งพระนิพพานเป็นอุปสมานุสสติกรรมฐาน

การที่จะหลีกหนีบาปกรรมชั่วหรือนรกได้ ก็ต้องปฏิบัติให้ได้ทั้ง 4 ข้อนี้ หรือตัดสังโยชน์ 3 ประการได้ ท่านให้ชื่อว่าผู้เข้ากระแสพระนิพพาน คือ พระโสดาบัน ท่านผู้นั้นบาปเก่าทั้งหมดตามไม่ทัน ไม่สามารถถูกลงโทษได้แล้วก็ท่านผู้นั้นจะไม่มีการตกนรก ไม่เกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานต่อไปอีกทุกชาติที่เกิด จะวนเวียนเฉพาะเป็นมนุษย์ เทวดากับพรหม และต่อไปถ้ากำลังใจเต็มไม่สนใจร่างกาย ไม่สนใจเทวดาพรหมก็ไปนิพพาน

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

25 มกราคม 2565

หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ %‼

พระอรหันต์ ๑,๐๐๐ %‼
หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ %‼
ในสมัยก่อนหลวงปู่เคยได้ยินว่าหลวงปู่ฉลวย สุธัมโม เป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น แต่ก่อนท่านอยู่วัดเขาต้นเกตุ หลวงปู่ก็ตามไปที่วัดเขาต้นเกตุ ตอนนั้นท่านไปตั้งวัดใหม่
ไปก็..."โอ้ย! ปีนเขาขึ้นไป ข้ามลำห้วยเข้าไป" 

ทุกวันนี้ลาดยางเข้าไป...อุ้ย! เจริญ

ตอนนี้ร่างกายท่านยังอยู่นะ ไม่เปื่อยแห้งอยู่อย่างนั้นหลวงปู่ฉลวยนะ ท่านจะไปญัตติเป็นพระธรรมยุติ ได้ยินข่าวมาว่า "หลวงปู่มั่นเป็นพระอริยบุคคลเป็นพระอรหันต์"

ทีนี้หลวงปู่ฉลวยไปกับหลวงปู่กูดไปด้วยกันจากหัวหินนะ พอไปแล้วหลวงปู่ฉลวยเป็นรองลงมาจะไปญัตติด้วยกันในตอนนั้นนะมี 4 รูปท่านว่าอย่างนี้นะ 

พอไปถึงท่าน...เลยพากันทำเพิงเอาเต้นท์มากาง ลป.ฉลวย ท่านก็เลยถามว่า...พากันมาจากไหน?

ลป.ไม : มาจากอุดรครับผม

ลป.ฉลวย : หื้อ!...พระจากอุดรหรอ ?
หลวงปู่มั่น ๑,๐๐๐%ๆ (พอบอกว่ามาจากอุดรท่านเคยไปญัตติที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี) หลวงปู่มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ๑,๐๐๐% อย่างนี้เลย ท่านก็เลยเล่าให้ฟังตอนที่ท่านไปญัตติเป็นพระธรรมยุติ องค์อื่นหลวงปู่มั่นท่านให้เปลี่ยนเป็นชุดขาวหมด

แต่ ลป.ฉลวย ก่อนที่ท่านจะไป ท่านได้ไปสมาทานต่อหน้าพระประธานอย่างนี้...

"ข้าพเจ้าบวชเข้ามาจะไม่เอาผ้าเหลืองออกจากกายแม้แต่ชิ้นเดียว"

"ตั้งแต่เป็นพระมหานิกายมา...ถ้าเราไปญัตติกับหลวงปู่มั่น และหลวงปู่มั่นไม่รู้ความปรารถนาของข้าพเจ้า ไม่รู้สัจจะของข้าพเจ้า ก็แสดงว่าไม่ใช่พระอรหันต์...เราจะไม่ญัตติเป็นเด็ดขาด!! "

"แต่ถ้าท่านอาจารย์มั่นรู้ความปรารถนาเรา ท่านก็จะอนุโลมให้ไม่ต้องเอาจีวรออก"

"ไม่ต้องใส่ชุดขาว แต่ถ้าสั่งให้เอาชุดเหลืองออกเมื่อไหร่ เราจะลุกหนีทันที (นี้หลวงปู่ฉลวยท่านสัจจะไว้)

พอไปญัตติรูปที่ ๑ เข้ามาก็เปลี่ยนชุดขาวมา
รูปที่ ๒ ก็เปลี่ยนขุดขาวมา
รูปที่ ๓ เปลี่ยนเข้ามา...
(ทีนี้หลวงปู่ฉลวยตั้งใจไว้แล้ว ถ้าสั่งกูจะลุกทันที)

รูปที่ ๔ หลวงปู่มั่นประกาศขึ้น : #ท่านฉลวยไม่ต้องเอาผ้าออกญัตติเลย !!

หลวงปู่ฉลวยร้องไห้ต่อหน้าหลวงปู่มั่น เสียงดังไม่อายใครเลย

๑,๐๐๐% ลป.มั่นท่านเป็นพระอรหันต์ ๑,๐๐๐% (หลวงปู่ฉลวยท่านพูดนะ)

นี้คือพระอรหันต์ผู้ที่ท่านรู้จริง เห็นจริง หลวงปู่ท่านประกาศไว้ หลวงปู่ตามไปหาก็ได้ไปพักอยู่กับท่าน ไปก็ได้รับธรรมะแต่ละองค์ๆได้ข้อเด็ดๆจากหลวงปู่มั่นแต่ละองค์ ท่านให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติจนเป็นพระอรหันต์ได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาเด้ พอได้แล้วก็เอามาประพฤติเอามาปฏิบัตินะทีนี้ หลวงปู่พูดคำไหนเอาคำนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
(หลวงปู่ฉลวย สุธัมโม กล่าวถึงหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เมตตาเล่าเรื่องโดย หลวงปู่ไม อินทสิริ )

ถอดเทป/เรียบเรียง : นรินทร์ ศรีสุทธิ์

#คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า


ในสมัยหนึ่ง มีคนเขาหาท่าน (หมายถึงองค์หลวงพ่อ) แต่เขาส่งหนังสือมาให้ เวลานั้นเป็นเวลาค่ำ ท่านบอกว่าเวลาค่ำอย่างนี้อ่านหนังสือไม่ออกจะต้องจุดไฟ แล้วก็ใช้กระแสไฟอ่าน พอตกเวลากลางคืนก็ปรากฏว่าเวลาที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน ก็ใช้กำลังของอภิญญาหก ส่งจิตโดยใช้มโนมายิทธิ ขึ้นไปนมัสการสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาที่จุฬามณีเจดีย์สถาน พอไปถึงที่กราบองค์สมเด็จพระพิชิตมาร พอเงยหน้าขึ้นท่านก็บอกว่าตามธรรมดานี่พระถึงไม่มีแสงไฟก็ควรจะอ่านหนังสือออก ท่านก็ถามว่าทำอย่างไรจึงจะอ่านหนังสือออกพระพุทธเจ้าข้า สมเด็จ พระบรมมาครูตรัสว่าเป็นทิพพจักขุญาณของเธอมีแล้ว แต่อาศัยที่เป็นผู้ปรารถนาพุทธะภูมิมาเดิม ทิพพจักขุญาณจึงไม่แจ่มใสเหมือนพระอริยะเจ้า ฉะนั้นเพื่อจะให้ความแจ่มใสเกิดขึ้นเห็นภาพชัดเจน

ควรปฏิบัติอย่างนี้ควรจะให้คาถานี้ไปภาวนาจนกว่าจะเป็นฌานสมาบัติ เรื่องฌาณนี่เรื่องเล็กท่านว่าจะคว้าอะไรมามันก็เป็นฌาณทันที เพราะมีการคล่องตัวอยู่แล้วคาถาก็เห็นจะเป็นมงกุฎพระพุทธเจ้า ท่านบอกอย่างนี้

อิติปิ โส วิเสเสอิ
อิเสเสพุทธนาเมอิ
อิเมนา พุทธตังโสอิ
อิโสตัง พุทธปิติอิ

พระองค์ตรัสว่า คาถานี้ถ้าไปเรียนและภาวนาทำให้เป็นฌาณ นิมิตต่างๆจะแจ่มใส คนที่ตาไม่ดีก็อ่านหนังสือออกได้ และมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามประสงค์  ถ้าใช้คาถานี้เป็นฌาณ ทรงย้ำมาว่ามืดๆก็อ่านหนังสือออก  ท่านก็มาทำ มาทำได้ไม่นานทำเพียงชั่วครู่จิตเข้าถึงฌาณสี่ ทรงฌาณสี่สบายๆ ก็เลยว่ากันถึงฌาณแปด ถึงฌาณแปดสบาย ก็หลบลงไปถึงฌาณสี่ในรูปฌาณ ทำไปทำมาก็ลองหลับตาอ่านหนังสือก็อ่านหนังสือออก แต่วิธีนี้ท่านจะใช้ทั่วๆไปไม่ได้ เอาไว้แต่เมื่อมันจำเป็น จำเป็นจริงๆไม่ต้องหยิบหนังสือมา เป็นแต่เพียงนึกว่าจะอ่านหนังสือ มันก็เข้าใจว่าหนังสือฉบับนั้นเขาว่าอย่างไร
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
จากหนังสือพ่อรักลูก ๓ หน้า ๓๕๖

24 มกราคม 2565

เมื่อใจไม่ดี อะไรๆก็ไม่ดี

"เมื่อใจไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ดี การงานก็ไม่ดี 
ครอบครัวก็ไม่ดี ทำมาหากิน เล่าเรียนอะไรก็ไม่ดี 
ชาวบ้านร้านตลาด ประเทศชาติก็ไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ 
ไม่ใช่อื่น ไม่ใช่ฟ้าอากาศไม่ดี ใจเราไม่ดี"

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

ชื่อว่าสัมมาสมาธิ

#ในส่วนเบื้องต้นเป็นโลกิยะ, 

#ในส่วนเบื้องปลายเป็นโลกุตระ 

#ท่านกล่าวว่า 

#ชื่อว่าสัมมาสมาธิ.

บรรดาอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิ เป็นอย่างไร 

คือ ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ 

เพราะวิตกวิจารระงับไปแล้ว บรรลุทุติยฌานที่เป็นความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ 

เพราะปีติจางคลายไป มีจิตเป็นอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยกาย (นามกาย) บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า 
“ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข” 

เพราะละสุขและทุกข์ได้และเพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว บรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข 
มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ 

นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
……………
ข้อความบางตอนใน สุตมยญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=31&siri=14

บทว่า อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ - นี้ ท่านกล่าวว่าสัมมาสมาธิ. 
ความว่า ความที่จิตมีอารมณ์เดียวในฌาน ๔ เหล่านี้ ในส่วนเบื้องต้นเป็นโลกิยะ, ในส่วนเบื้องปลายเป็นโลกุตระ ท่านกล่าวว่า ชื่อว่าสัมมาสมาธิ. 
……………
ข้อความบางตอนใน อรรถกถามรรคสัจนิทเทส http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=31.0&i=85&p=3&fbclid=IwAR0VJHB_P1qLMcNG95CHDrOd2NjD5cdJgV_QzrGz7BnmMmdlrWk_vOyOWlU

               

.....

 สองบทว่า สมาทหํ จิตฺตํ ความว่า ดำรงจิตไว้เสมอ 

#คือตั้งจิตไว้เสมอในอารมณ์ #ด้วยอำนาจแห่งฌานมีปฐมฌานเป็นต้น. 

#ก็หรือว่าเมื่อเธอเข้าฌานเหล่านั้นแล้วออกจากฌาน 

#พิจารณาอยู่ซึ่งจิตที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้น ความเสื่อม. 

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) ย่อมเกิดขึ้น เพราะการแทงตลอดลักษณะในขณะแห่งวิปัสสนา ภิกษุผู้ดำรงจิตไว้เสมอคือตั้งจิตไว้เสมอในอารมณ์ 

แม้ด้วยอำนาจแห่งความที่จิตมีอารมณ์เดียวชั่วขณะซึ่งเกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น ท่านก็เรียกว่า ย่อมสำเหนียกว่า 

#เราจักตั้งจิตไว้มั่น #หายใจเข้าหายใจออก.

               สองบทว่า วิโมจยํ จิตฺตํ ความว่า เมื่อเปลื้อง เมื่อปล่อยจิตให้พ้นจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน คือเมื่อเปลื้อง ปล่อยจิตให้พ้นจากวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน จากปีติด้วยตติยฌาน จากสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน.
               
#ก็หรือว่าเธอเข้าฌานเหล่านั้นแล้วออกมาพิจารณาอยู่ซึ่งจิตที่สัมปยุตด้วยฌาน #โดยความสิ้น #ความเสื่อม #ในขณะแห่งวิปัสสนา #เธอนั้นเปลื้องคือปล่อยจิตให้พ้นจากนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าเที่ยง) ด้วยอนิจจานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง), เปลื้องคือปล่อยจิตให้พ้นจากสุขสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นสุข) ด้วยทุกขานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์), จากอัตตสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นตัวตน) ด้วยอนัตตานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตัวตน), จากนันทิ (ความเพลิดเพลิน) ด้วยนิพพิทานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย), จากราคะ (ความกำหนัด) ด้วยวิราคานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นธรรมเครื่องคลายความกำหนัด), จากสมุทัย (ตัณหาที่ยังทุกข์ให้เกิด) ด้วยนิโรธานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นธรรมเห็นเครื่องดับ), จากอาทาน (ความยึดถือ) ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นธรรมเป็นเครื่องสละคืนซึ่งอุปธิ) หายใจเข้าและหายใจออกอยู่.
               เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักปล่อยจิตหายใจเข้า หายใจออก.
               จตุกกะนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจแห่งจิตตานุปัสสนาอย่างนี้.
               ส่วนในจตุกกะที่ ๔ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ในบทว่า อนิจฺจานุปสฺสี นี้ พึงทราบอนิจจัง (ของไม่เที่ยง) พึงทราบอนิจจตา (ความเป็นของไม่เที่ยง) พึงทราบอนิจจตานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นของไม่เที่ยง) พึงทราบอนิจจานุปัสสี (ผู้พิจารณาเห็นของไม่เที่ยง) เสียก่อน.
               ในลักษณะ ๔ อย่างมีอนิจจังเป็นต้นนั้น ที่ชื่อว่าอนิจจัง ได้แก่เบญจขันธ์ เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า เบญจขันธ์มีความเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปและมีความเป็นไปโดยประการอื่น.
               ที่ชื่อว่าอนิจจตา ได้แก่ ข้อที่เบญจขันธ์เหล่านั้นนั่นเองมีความเกิดขึ้น มีความเสื่อมไปและมีความเป็นไปโดยอาการอื่น หรือมีแล้ว กลับไม่มี.
               อธิบายว่า เบญจขันธ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่นแล แตกดับเพราะความแตกดับไปชั่วขณะ.
               ที่ชื่อว่าอนิจจานุปัสสนา ได้แก่ การพิจารณาเห็นในเบญจขันธ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นว่าไม่เที่ยง ด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยงนั้น.
               ที่ชื่อว่าอนิจจานุปัสสี ได้แก่ พระโยคาวจรผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนานั้น. เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจรผู้เป็นแล้วอย่างนี้หายใจเข้าและหายใจออกอยู่ บัณฑิตพึงทราบในอธิการนี้ว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นว่า ไม่เที่ยง หายใจเข้า หายใจออก.
               ส่วนวิราคะ ในบทว่า วิราคานุปัสสี นี้มี ๒ อย่าง คือ ขยวิราคะ คลายความกำหนัด คือความสิ้นไป ๑ อัจจันตวิราคะ คลายความกำหนัดโดยส่วนเดียว ๑.
               บรรดาวิราคะ ๒ อย่างนั้น ความแตกดับไปชั่วขณะแห่งสังขารทั้งหลาย ชื่อว่าขยวิราคะ. พระนิพพาน ชื่อว่าอัจจันตวิราคะ. วิปัสสนาและมรรคที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งการเห็นวิราคะทั้ง ๒ อย่างนั้น ชื่อว่าวิราคานุปัสสนา (การพิจารณาเห็นการคลายความกำหนัด). พระโยคาวจรเป็นผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนาแม้ทั้ง ๒ อย่างนั้น หายใจเข้าและหายใจออกอยู่ บัณฑิตพึงทราบว่า ย่อมสำเหนียกว่า เราจักพิจารณาเห็นวิราคะหายใจเข้าหายใจออก.
               แม้ในบทว่า นิโรธานุปัสสี ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               ปฏินิสสัคคะ (ความสละคืออุปธิ) แม้ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี นี้ก็มี ๒ อย่าง คือปริจจาคปฏินิสสัคคะ ความสละคืนคือความเสียสละ ๑ ปักขันทนปฏินิสสัคคะ ความสละคืนคือความแล่นไป ๑. การพิจารณาเห็น คือความสละคืนนั่นเอง ชื่อว่าปฏินิสสัคคานุปัสสนา.
               คำว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสนา นั่นเป็นชื่อแห่งวิปัสสนาและมรรค.
               จริงอยู่ วิปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า การสละคืนคือการละ เพราะย่อมละกิเลสทั้งหลายพร้อมทั้งขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจตทังคปหาน และว่าการสละคืนคือการแล่นไปเพราะย่อมแล่นไปในพระนิพพานซึ่งผิดจากสังขารนั้น เหตุที่น้อมไปในพระนิพพานนั้น เพราะเห็นโทษแห่งสังขตธรรม.
               มรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า การสละคืนคือการละ เพราะย่อมละกิเลสพร้อมทั้งขันธาภิสังขาร ด้วยสามารถสมุจเฉทปหาน และว่า การสละคืนคือการแล่นไป เพราะย่อมแล่นไปในพระนิพพาน ด้วยการกระทำให้เป็นอารมณ์.
               ก็วิปัสสนาญาณและมรรคญาณแม้ทั้ง ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า อนุปัสสนา เพราะเล็งเห็นญาณต้นๆ ในภายหลัง. ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนาทั้ง ๒ อย่างนั้น หายใจเข้าและหายใจออกอยู่ บัณฑิตพึงทราบว่า สำเหนียกอยู่ว่า เราจักเป็นผู้มีปกติเล็งเห็นญาณชื่อปฏินิสสัคคะในภายหลัง หายใจเข้าหายใจออก ดังนี้.
               คำว่า เอวํ ภาวิโต ความว่า เจริญแล้วด้วยอาการอย่างนี้ คือด้วยอาการ ๑๖ อย่าง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               กถาว่าด้วยอานาปานัสสติสมาธิ

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...