15 มีนาคม 2565

ผู้ปรารถนาจะไปเกิดในยุคพระศรีอาริยะเมตไตร ให้กระทำดั่งนี้

บุคคลผู้ปรารถนาจะไปเกิดในยุคพระศรีอาริยะเมตไตรโยสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น ให้กระทำดั่งนี้ 
1.หมั่นให้ทาน โดยเฉพาะสังฆทาน บ่อย ๆ ถ้ายากจนมาก ให้เอาผลไม้ แม้เพียง 1 ลูกถวายแด่หมู่สงฆ์ = ถวายสังฆทาน แล้ว อธิษฐานขอไปเกิดในยุค"พระศรีอาริย์" มาตรัสรู้

2.ในวันธรรมดา ให้หมั่นรักษาศีล 5 เป็นอย่างต่ำ อย่าให้ขาด 

3. ในวันพระ ต้องรักษาศีล 5 และ กรรมบถ 10 ให้ครบถ้วนทุกประการ

4.ให้หมั่นภาวนา หากทำมากไม่ได้ ก่อนหัวถึงหมอน ให้ภาวนา นะโมตัสสะ 3 จบ แล้วคิดถึงคุณพระรัตนตรัย ทุก ๆ คืน 

5.ให้หมั่นพิจารณาวิปัสสนา บ่อย ๆ ในขอบเขตที่ว่า โลกนี้ ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ แม้แต่เราวันหนึ่งก็ต้องตาย เช่นกัน ดังนั้น ทุกสิ่งจึงเป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ,ทุกขัง (มีแต่ทุกข์) , อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน ของเรา เพราะ แม้แต่ร่างกายของเรา ยังห้ามความแก่,เจ็บ,ตาย ไม่ได้เลย) ตายเมื่อไหร่ ขอไปนิพพาน เท่านั้น ถ้าทำได้ดังนี้ เป็นปกติ ย่อมไปเกิดในยุค"พระศรีอาริย์" ได้ แน่ ๆ  
บุคคลที่จะไปเกิดในยุคนั้นได้ ต้องไม่กระทำ"อนันตริยะกรรม 5 ประการ มีการฆ่าพ่อ,แม่ เป็นต้น อย่างเด็ดขาด ,ห้ามละเมิดของสงฆ์ (ขโมย,ยักยอก ของวัด) และ ห้ามการปรามาสพระรัตนตรัยอีกด้วย (ผู้ใดเคยปรามาสพระรัตนตรัยให้กล่าวคำขอขมาพระรัตนตรัย บ่อยๆ) 
.
ที่มาของบทความ : พระราชพรหมยาน​ (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี) สนทนากับท่าน ปรีชาทรงธรรมเทพบุตร (พระศรีอาริย์) บนสวรรค์ ชั้นดุสิตเทวโลก

#ท่านท้าวมหาราช๔พระองค์คอยดูแลตอนเจริญพระกรรมฐาน

"...เวลาจะนั่งกรรมฐาน ต้องคิดไว้เสมอจะเป็นผีเป็นเทวดานี่เขาเข้าถึงตัวเราไม่ได้ วัดจากตัวเราไปได้ ๑ วา รอบ ๆ อย่างเก่งก็มีฤทธิ์ได้แค่นั้น ไม่ว่าจิตอยู่ในเกณฑ์ของสมาธิมากหรือน้อยก็ตาม ถ้าเราสมาทานแล้ว คำว่าผีจริง ๆ เข้ามาไม่ได้เลย ที่จะเข้าใกล้เราได้มีพวกเทวดาเท่านั้น นี่จำไว้เลย

ถ้าเจริญกรรมฐานจิตจะเริ่มเข้าถึงปีติ อันนี้ท้าวมหาราชจะส่งเทวดาเข้าคุมทุกคนนะ ปีตินั้นคือ จิตใจของเรามีความแน่วแน่ เวลาเจริญพระกรรมฐานนี่นะ การทำสมาธิจิตจะแบบไหนก็ตาม ถ้าเรามีความชอบใจ อันนี้เป็นปีติตั้งแต่ระยะนี้เป็นต้นไป ท้าวมหาราชจะส่งคนมาคุม กันผีเข้ามารบกวน

พวกผีหรือที่เรียกว่า อมนุษย์ ถ้าจะมาทำร้ายเรา เขาเข้าไม่ได้เลย ถ้าบังเอิญเรานั่งไป เราก็เห็นว่ามีคนสักคนหนึ่งลากคอคนหรือรัดมือรัดเท้าลากไป อย่าไปห้ามนะ ถ้าหากมาเป็นศัตรูเขาก็จัดการทันที

ถ้ามันจะมาขอส่วนบุญ ถ้าเข้ามาใกล้ แค่มายืนได้แค่วากว่า ๆ ถ้าเราสงสัย เราเห็นเข้าก็อุทิศส่วนกุศลให้แก รูปร่างหน้าตาแจ่มใสแกก็ไป ไม่มีอะไรไม่ต้องกลัว..."

โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อมหาวีระ ถาวโร) 
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี

.......

พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปเสด็จไปยังเรือนของท่านเศรษฐี เสวยพระกระยาหารแล้ว เมื่อจะทำอนุโมทนาจึงได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

                                   บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง
                         คือ ปรารภถึงบุรพเปตชน เทวดาผู้สิงอยู่ในเรือน 

#หรือท้าวมหาราชทั้ง๔ ผู้รักษาโลก ผู้มียศ คือท้าวธตรฐ ๑
                         วิรุฬหก ๑ วิรูปักษ์ ๑ และท้าวกุเวร ๑ 

#ให้เป็นอารมณ์

                         #แล้วพึงให้ทานท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว
                         ทั้งทายกก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความเศร้าโศกหรือ
                         ความร่ำไห้อย่างอื่นไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้
                         เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ญาติ
                         ทั้งหลายคงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตนๆ อันทักษิณา
                         ทานนี้ ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในพระสงฆ์ให้แล้ว
                         ย่อมสำเร็จประโยชน์โดยฉับพลัน แก่บุรพเปตชนนั้น
                         สิ้นกาลนาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค
๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔

....

ภูตเหล่าใด ประชุมกันแล้วในประเทศนี้ก็ดี หรือภุมมเทวดา
                          เหล่าใดประชุมกันแล้วในอากาศก็ดี ขอหมู่ภูตทั้งปวงจงเป็น
                          ผู้มีใจดีและจงฟังภาษิตโดยเคารพ ดูกรภูตทั้งปวง เพราะ
                          เหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟัง ขอจงแผ่เมตตาจิต
                          ในหมู่มนุษย์ มนุษย์เหล่าใด นำพลีกรรมไปทั้งกลางวัน
                          ทั้งกลางคืน 

#เพราะเหตุนั้นแลท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทรักษามนุษย์เหล่านั้น 

รัตนสูตร ในขุททกปาฐะ

.....

#ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลกสำหรับผู้ทำบาปกรรม

ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้
แน่ะผู้เจริญ 

#ท่านสามารถที่จะทำความดีได้หนอแต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย...

อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความชั่วซึ่งมีอยู่ในตนท่านนั้น
ซึ่งเป็นคนพาล ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ

#อันเทวดาและพระตถาคตย่อมเห็นได้

เพราะฉะนั้นแหละ​ คนที่มีตนเป็นใหญ่ควรมีสติเที่ยวไป​ คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและเพ่งพินิจ
และ

#คนที่มีธรรมเป็นใหญ่ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่ธรรม

มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง
อนึ่ง บุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุ
ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้องธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ
บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อม เป็นผู้รู้แจ้งโลก มีเมธาดี
เป็นมุนี ผู้หมดความทะยานอยากในธรรมทั้งปวง ฯ
----------
ฉบับหลวง เล่มที่ ๒๐ สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หน้าที่ ๑๔๑ ข้อที่ ๔๗๙.

....

อนุสสติฏฐานสูตร

             [๒๙๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้ ๖ ประการเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมระลึกถึงพระตถาคตว่า
แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ... เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็น
ผู้จำแนกธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระตถาคต
สมัยนั้น จิตของพระอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้ม
รุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม ย่อมเป็นจิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป
หลุดไปจากความอยาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าความอยากนี้ เป็นชื่อของ
เบญจกามคุณ สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำพุทธานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อม
บริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรมว่า พระธรรมอัน
พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ฯลฯ อันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระธรรม สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิต
ไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำธรรมานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์
ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ
พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่น
ยิ่งกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวก ย่อมระลึกถึงพระสงฆ์ สมัยนั้น
จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำ
สังฆานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีลของตน อันไม่ขาด ฯลฯ
เป็นไปเพื่อสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศีล
สมัยนั้น จิตของอริยสาวกนั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกใน
โลกนี้ ทำสีลานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ
             อีกประการหนึ่ง อริยสาวกย่อมระลึกถึงจาคะของตนว่า เป็นลาภของ
เราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ฯลฯ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน ดูกร-
*ภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงจาคะ สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
นั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ... สัตว์บางพวกในโลกนี้ ทำจาคานุสสติแม้นี้
ให้เป็นอารมณ์ ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ ฯ

             #อีกประการหนึ่งอริยสาวกย่อมระลึกถึงเทวดาว่า #เทวดาเหล่าจาตุมหาราชมีอยู่ 

เทวดาเหล่าดาวดึงส์มีอยู่ เทวดาเหล่ายามามีอยู่ เทวดาเหล่าดุสิตมีอยู่
เทวดาเหล่านิมมานรดีมีอยู่ เทวดาเหล่าปรนิมมิตวสวัดดีมีอยู่ เทวดาเหล่าพรหม
มีอยู่ เทวดาที่สูงกว่านั้นมีอยู่ เทวดาเหล่านั้น ประกอบด้วยศรัทธาเช่นใด จุติ
จากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ศรัทธาเช่นนั้นแม้ของเรามีอยู่ เทวดา
เหล่านั้น ประกอบด้วยศีลเช่นใด ด้วยสุตะเช่นใด ด้วยจาคะเช่นใด ด้วย
ปัญญาเช่นใด จุติจากโลกนี้แล้ว อุบัติในเทวดาชั้นนั้น ปัญญาเช่นนั้นแม้ของเรา
ก็มีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด อริยสาวกย่อมระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ
จาคะ และปัญญา ของตนและของเทวดาเหล่านั้น สมัยนั้น จิตของอริยสาวก
นั้น เป็นจิตไม่ถูกราคะกลุ้มรุม ไม่ถูกโทสะกลุ้มรุม ไม่ถูกโมหะกลุ้มรุม เป็น
จิตดำเนินไปตรงทีเดียว เป็นจิตออกไป พ้นไป หลุดไปจากความอยาก ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย คำว่า ความอยาก นี้ เป็นชื่อของเบญจกามคุณ สัตว์บางพวกใน
โลกนี้ 

#ทำเทวตานุสสติแม้นี้ให้เป็นอารมณ์ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยประการฉะนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุสสติ ๖ ประการนี้แล ฯ
จบสูตรที่ ๕

             เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ บรรทัดที่ ๗๓๘๗-๗๔๓๐ หน้าที่ ๓๒๔-๓๒๖.
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=7387&Z=7430&pagebreak=0

12 มีนาคม 2565

“ โอวาทหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ”

“ โอวาทหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ”
วัดดอยแม่ปั๋ง  อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

อันว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งมนุษย์และเทวดา ได้ถูกไฟ ๑๑ กอง เผาอยู่เสมอ เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์นานาประการ  ๑๑  กอง คือ.

๑. ราคะ ความกำหนัดชอบใจ อยากได้กามคุณ ๕ มีรูป เป็นต้น
๒. ไฟโทสะ คือความโกรธ มีความไม่พอใจเป็นลักษณะ
๓. ไฟโมหะ ได้แก่ความลุ่มหลงในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพ ลังเล ใจฟุ้งซ่าน ไปตามอารมณ์
๔. ชาติ คือไฟแห่งการเกิดอันเป็นทุกข์
๕. ชรา คือไฟแห่งความแก่อันเป็นทุกข์
๖. มรณะ คือไฟแห่งความตายอันเป็นทุกข์
๗. โสกะ คือไฟแห่งความเศร้าโศก
๘. ปริเทวะ คือไฟบ่นเพ้อร่ำไรรำพัน
๙. ทุกขัง คือไฟแห่งความทุกข์ลำบากกายใจ
๑๐. โทมนัส คือไฟแห่งความเสียใจ
๑๑. อุปายโส คือไฟแห่งความคับแค้นใจ.

ไฟทั้ง ๑๑ กองนี้แหล่ะเผาลนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ต้องพากันงมงายเวียนว่ายตายเกิดได้รับทุกข์ต่างๆ.

#ไฟราคะ
#ไฟโทสะ
#ไฟโมหะ
#ไฟที่เผาใจสัตว์

10 มีนาคม 2565

โลกนี้เป็นแดนอุบัติการณ์ของบุญและบาป

“ โลกนี้มีทั้งคนดีและคนชั่ว โลกนี้เป็นแดนอุบัติการณ์ของบุญและบาป เป็นสนามทดลองกิเลสและคุณธรรม ชั่วอายุขัยที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ อาจจะต้องพบทั้งโชคและเคราะห์ ทั้งคนดีคนชั่วสับสนปนเปกันไป โลกนี้จึงเป็นแดนที่เกิดมาเพื่อ ทำมาหากรรม 
คนชั่วก็อาจจะมาสุ่มตัวสร้างกรรมดีเพื่อจะแก้ไขกับชั่วพัฒนากรรมจากกรรมชั่วเป็นกรรมดี เพื่อไปสู่ภพใหม่ที่ดีงามต่อไป
คนดีอาจจะมาประทุษร้ายกรรมดีของตนเองอยู่ในโลกนี้ เพื่อจะสร้างกรรมชั่วเตรียมตัวตกนรกอีกเช่นกัน  

ในขณะเดียวกันโลกนี้เป็นแดนที่บุคคลผู้ฉลาดชาติบัณทิตจะเกิดมาชำระสะสางตนเอง ให้ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ดีงาม และจะหว่านธรรม สอนธรรม แก่เพื่อน พาเพื่อนพัฒนากรรม พัฒนาไปใหน ไปจนถึงโน้น...สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต กระทำถึงที่สิ้นสุดลงแห่งกรรม ! “

#ธรรมบรรยายเรื่อง_รุ่งอรุณแห่งพรหมจรรย์

#หลวงพ่อใหญ่สมภพ_โชติปญฺโญ

02 มีนาคม 2565

กิจของสงฆ์ ๑๐ ประการ | สมควรแก่สมณสารูปแห่งตน วิญญูชนสรรเสริญ.

กิจของสงฆ์ ๑๐ ประการ | สมควรแก่สมณสารูปแห่งตน วิญญูชนสรรเสริญ
.
คำว่า “กิจของสงฆ์” เป็นคำพูดธรรมดาในภาษาไทย มีความหมาย ๒ นัย คือ
.
๑. สังฆกรรมต่างๆ ตามพระวินัยที่ภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปร่วมกันทำ 
เช่น อุโบสถกรรม (ประชุมฟังพระปาติโมกข์ทุกกึ่งเดือน) อุปสมบทกรรม (พิธีบวช) กฐินกรรม (รับกฐิน) ตลอดจนกิจทั่วไปที่ภิกษุผู้อยู่ร่วมกันจะพึงช่วยกันทำ เช่น ดูแลรักษาและซ่อมแซมเสนาสนะ กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์ เป็นต้น นี่ก็เรียกว่า “กิจของสงฆ์”
.
๒. กิจส่วนตัวของภิกษุแต่ละรูปที่จะพึงปฏิบัติตามพระวินัย 
เช่น ออกบิณฑบาต ทำวัตรสวดมนต์ ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติกรรมฐาน เป็นต้น รวมทั้งกิจอื่นๆ ที่ไม่ขัดต่อสมณวิสัย นี่ก็เรียกว่า “กิจของสงฆ์”
.
พระสงฆ์รุ่นเก่าในเมืองไทยกำหนด “กิจของสงฆ์” ไว้ เรียกกันว่า “กิจวัตร ๑๐ อย่าง” มีดังนี้
.
@@@@@
.
กิจวัตร ๑๐ อย่างของภิกษุ
.
    ๑. ลงอุโบสถ
    ๒. บิณฑบาตเลี้ยงชีพ
    ๓. สวดมนต์ไหว้พระ
    ๔. กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์
    ๕. รักษาผ้าครอง
    ๖. อยู่ปริวาสกรรม
    ๗. โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ
    ๘. ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์
    ๙. เทศนาบัติ
  ๑๐. พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง ๔ เป็นต้น
.
กิจวัตร ๑๐ เหล่านี้เป็นกิจใหญ่ ควรที่ภิกษุจะต้องศึกษาให้ทราบความชัด และจำไว้เพื่อปฏิบัติสมควรแก่สมณสารูปแห่งตน
.
@@@@@
.
มักมีปัญหาเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนเมื่อเห็นการกระทำของพระสงฆ์ว่า “นั่นใช่กิจของสงฆ์หรือเปล่า” นอกจากมีพระธรรมวินัย และ “กิจวัตร ๑๐ อย่าง” เป็นกรอบพิจารณาแล้ว ก็มีหลักอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ :-
.
   “วิญฺญุปสตฺถ” (วิน-ยุ-ปะ-สัด-ถะ) = วิญญูชนสรรเสริญ
    หรือ “วิญฺญุครหิต” (วิน-ยุ-คะ-ระ-หิ-ตะ) = วิญญูชนติเตียน
    หมายความว่า การกระทำนั้นๆ ผู้ที่รู้เรื่องนั้นแจ่มแจ้งดีและเป็นคนมีคุณธรรม ท่านสรรเสริญหรือตำหนิ ถ้าท่านสรรเสริญก็ควรทำ ถ้าท่านตำหนิก็ไม่ควรทำ
.
โปรดสังเกตว่า ท่านใช้คำว่า “วิญญูชน” ซึ่งหมายถึงผู้รู้ผิดรู้ชอบตามปรกติ ทั้งนี้เพราะคำสรรเสริญหรือคำตำหนิอาจมาจาก “พาลชน” คือผู้ไม่รู้เรื่องนั้นๆ อย่างถูกต้องถ่องแท้ แต่เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปตัดสิน เช่นถ้าเรื่องนั้นถูกใจตน ก็บอกว่าเป็นกิจของสงฆ์ ถ้าเรื่องนั้นไม่ถูกใจตน ก็บอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์
.
เมื่อพอจะจับหลักได้แล้ว ต่อไปนี้ถ้าเห็นพระภิกษุสามเณรทำอะไร หรือได้ยินข่าวเกี่ยวกับพระ เราจะมีหลักในการมอง อย่างน้อยก็-ไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปตัดสิน อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เห็นภาพผิดเพี้ยนไปจากหลักที่ควรจะเป็น และทำให้ท่าทีของเราต่อเรื่องนั้นๆ พลอยผิดพลาดไปด้วย
.
.
.
___________
ขอขอบคุณ :-
บทความของ : พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ,๑๗:๒๖
photo : pinterest
web : dhamma.serichon.us/2022/02/20/หลักปฏิบัติของสาวกผู้ม/
Posted date : 24 กุมภาพันธ์ 2022 , By admin.

ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน

ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน
1) ให้ตั้งสัจจะบารมีว่า เราจะรักษาศีล 5 ให้เป็นปกติทุก ๆ วัน นับต่อจากนี้ - ศีลบารมี ศีล จะเป็นตัวควบคุมกาย และ วาจาของเรา

2) สร้างสมาธิบารมี โดยการปฏิบัติกรรมฐานทุกวัน สมาธิ จะเป็นตัวควบคุมจิต และใจของเราจากกิเลสต่าง ๆ ถ้าสมาธิดี สติจะเกิด และมีกําลังมากขึ้น ปัญญาจะเกิดตามมา เมื่อกิเลสมากระทบ ก็จะเห็นสัจธรรมของไตรลักษณ์ ทุกสิ่งมีเกิด ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนถาวร แล้วสติจะทําให้จิตเราปล่อยวางจากกิเลสต่าง ๆ ที่มากระทบได้เอง จิตก็เข้าสู่ภาวะอุเบกขา เข้าสู่ความสงบต่อไป

ใช้สติ ให้เห็นอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจิตของเรา กรรมฐานที่ใช้เจริญสติ : สติปัฏฐาน 4, กาย 32, มรณานุสติ

~ ขั้นตอนการปฏิบัติเข้าสู่ทางนิพพาน

1. แยกกาย จิต เวทนา ว่ามันเป็นคนละส่วนกัน

2. ใช้จิตพิจารณากายในกายบ่อย ๆ จะสามารถปล่อยวางจิตจากกายหยาบที่ยึดมั่นอยู่ได้ 

3. สติพิจารณาเห็นกายเป็นขันธ์ 5 มีการแตกดับ เห็นจิตไม่ใช่กาย และกายไม่ใช่จิต แยกกันชัดเจน จะเข้าสู่ขั้นโสดาบัน

4. สติมีกําลังมากขึ้น และละเอียดขึ้น ถ้ายังคงรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์และคงสมาธิไว้ได้ดี จะสามารถเข้าสู่ระดับ พระสกิทาคามีผล
- ละความโลภ ด้วยการปล่อยวางได้
- ละความโกรธด้วยจิตที่มีเมตตากรุณาได้
- ละจากกามได้ ด้วยการปฏิบัติอศุภกรรมฐาน 
พิจารณากายในกาย เป็นของไม่สวยงาม เพื่อละจากกามได้ (พิจารณากายในกาม)

5. เริ่มรักษาศีล 8 เพื่อเพิ่มกําลังสติให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ความโลภ โกรธ ความไม่พอใจ จะถูกละจากจิตได้ง่ายขึ้น สติคงตัว เห็นกิเลสเกิดขึ้นและดับลงได้เร็วขึ้น

6. สติ จะไปพิจารณากายในกายที่ละเอียดมากขึ้น ปฏิบัติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน ธาตุกรรมฐาน เพื่อให้จิตเข้าสู่ความว่างบ่อย ๆ ขึ้น จิตจะเห็นกายในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตว่ามันไม่เที่ยง ทั้งของตนเอง ผู้อื่นและทุกสิ่งในโลกนี้เข้าสู่ พระอนาคามีผล จะดับความโลภ โกรธ กาม สิ้นออกจากใจได้

7. จิตจะเดินทางเข้าสู่ความเงียบ ความสุขเกิดขึ้น แต่จิตจะไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใด ๆ จิตเริ่มปล่อยวางจากกายของตนเอง กายของผู้อื่นและวัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้

 แต่จิตยังมีความหลงในจิตปัจจุบันว่าเป็นตัวจิตอยู่ เป็นอวิชชาในส่วนที่ละเอียด

คือ จิตเป็นกิเลสทั้งก้อนเลย จิตกับอวิชชาเป็นสิ่งเดียวกัน แยกกันไม่ได้เลย เป็นจิตสะอาด แต่ไม่บริสุทธิ์

8. ต้องแยกกาย และจิตออกจากเวทนา สังขาร วิญญาณ สัญญา (ขันธ์ 5) ด้วยสติที่ละเอียดมาก ๆ ขึ้นเท่านั้น สติที่ละเอียดถึงจะทําลายอวิชชาที่ละเอียดออกได้

9. จิตเข้าสู่ภาวะธรรมธาตุ สะอาด และ บริสุทธิ์ แยกจิตจาก ขันธ์ 5 ได้ว่าจิตนี้ไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสังขาร ไม่มี สัญญา ไม่มีวิญญาณ สติอัตโนมัติ จะทำลายกิเลสเองทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เข้าใจอริยสัจ 4 แท้จริง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค จึงจะเข้าสู้ภาวะนิพพานในที่สุด

โอวาทธรรม หลวงพ่ออัครเดช(ตั๋น) ถิรจิตโต
วัดบุญญาวาส อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี
๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕/ธรรมโอสถ 🙏🏻🙏🏻🙏🏻😊✨

ธรรมะ ก็คือ วิถีชีวิต

“ธรรมะ...ไม่ใช่อยู่เฉพาะยกการฝึก
ในเวลาที่เรานั่งสมาธิ เดินจงกรมเท่านั้น 
แต่ธรรมะ ก็คือ วิถีชีวิตของเราต่างหาก”   
ถ้าเวลาเรานั่งสมาธิ ใจสงบ ใจสบาย
แต่ในระหว่างวัน เราไปเบียดเบียน
เราโมโหโทสันต่าง ๆ 

ยังห่างไกล...
จากความเป็นธรรมชาติมากทีเดียว

ปฏิบัติแล้วมันต้องกลมกลืนกันไป
จนกลายเป็นปกติ กลายเป็นวิถีชีวิตของเรา  
• มีจิตใจที่อ่อนโยน 
• ละความสุดโต่ง มีความเป็นปกติ ความเป็นธรรมดา 
• เข้าใจเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
• อยู่กับปัจจุบันธรรมได้ต่อเนื่อง 

สิ่งเหล่านี้เอาไปฝึกฝนอบรม
จนมันกลายเป็นวิถีชีวิต
เป็นปกติโดยธรรมชาติ
แล้วมันจะเย็นได้...วางได้ลง

เวลาเราประสบปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ
มันจะคลี่คลายลงได้ 
อย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว 

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมที่แท้
ไม่ได้อยู่ในช่วงที่เราปฏิบัติในรูปแบบเท่านั้น
แต่คือสิ่งที่จะกลมกลืนกันไป
ในวิถีชีวิตของเรานั่นเอง

ใช้ชีวิตยังไง...
ที่มันร่มเย็น ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
ที่มันมีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุขนั่นเอง  

สิ่งเหล่านี้เพาะบ่มฝึกฝนได้
ก็เอา #ธรรม7ประการ
ไปฝึกฝนอบรมตนเองอยู่เนือง ๆ
แล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลง
ได้ด้วยตัวเองนั่นเองนะ

#ข้อแรก ก็คือ ความอ่อนโยน
#ข้อสอง ก็คือ ทางสายกลาง
#ข้อสาม ก็คือ การละกาย วางความคิดลง
#ข้อสี่ ก็คือ การอยู่กับปัจจุบันธรรมให้ต่อเนื่องกันไป
#ข้อห้า ก็คือ ความกลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
#ข้อหก ก็คือ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อทุกสรรพสิ่ง
#ข้อเจ็ด ก็คือ การโอบอุ้ม ปล่อยให้ผู้มีหน้าที่ได้ทำกิจของตน
ให้การโอบอุ้มประคับประคองซึ่งกันและกันนั่นเอง
.

ธรรมบรรยาย โดย พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
29 มกราคม, 1 กุมภาพันธ์ 2565

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...