30 ตุลาคม 2561

ทำบุญกับพระปลอมได้ไปสวรรค์ ทำบุญกับพระอรหันต์ดันตกนรก (จิตสุดท้าย สำคัญสุด)

ความเสื่อมของมนตราอยู่ที่การไม่ทบทวน
ความเสื่อมของเรือนอยู่ที่ไม่ซ่อมแซม
ความเสื่อมของความงามอยู่ที่เกียจคร้านตบแต่ง
ความเสื่อมของนายยามอยู่ที่ความเผลอเลอ
ความเสื่อมของภพภูมิอยู่ที่การไม่รักษาจิต
เพราะจิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมนำทุกข์มาให้

มีเรื่องเล่าว่า
     
ในครั้งพุทธกาลมีพระราชาองค์หนึ่ง
มีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก
ทุกเช้าจะเสด็จลงมาใส่บาตรแก่พระอรหันต์ที่เข้ามาบิณฑบาตในพระราชวัง
ในขณะเดี่ยวกันก็มีชายยากจนคนหนึ่ง
เห็นพระอรหันต์ที่เข้ามาบิณฑบาตในพระราชวังแล้วได้อาหารอย่างมากมาย
จึงได้ปลอมเป็นพระเที่ยวเดินบิณฑบาตเข้าไปในพระราชวังด้วยอาการที่สงบ สำรวม น่าเลื่อมใสศรัทธาเช่นเดียวกับพระอรหันต์ทั้งหลาย
เมื่อพระราชาเห็นพระปลอมรูปนั้นเข้าก็เกิดศรัทธา
เมื่อใส่บาตเสร็จแล้ว ได้ถามอำมาตย์ว่า ท่านรู้จักพระรูปนั้นหรือไม่ว่าอยู่สำนักใด
เพื่อจะได้ติดตามไปอุปัฏฐาก
อำมาตย์บอกว่าไม่ทราบ
พระราชาจึงสั่งให้อำมาตย์ติดตามไปดู
ครั้นพระปลอมนั้นพอเดินออกจากประตูพระราชวังเรียบร้อยแล้วจึงได้เปลี่ยนจีวรและซุกบาตรไว้ในป่า
แล้วนำอาหารกลับบ้านไป
ฝ่ายอำมาตย์พอเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ
พอกลับถึงพระราชวัง
ครั้นจะบอกความจริงแก่พระราชาก็กลัวว่าจะเสียพระทัย
จึงกราบทูลว่าได้ติดตามพระรูปดังกล่าวไปถึงชายป่า
หลังจากนั้นพระรูปนั้นก็ได้หายไป
เมื่อพระราชาได้ฟังเช่นนั้น ก็คิดว่าคงจะเป็นพระอรหันต์อย่างแน่แท้
ทำให้เกิดปิติโสมนัส จิตใจแช่มชื่นและอิ่มเอิบอยู่ตลอดเวลา
         
ครั้นต่อมาเมื่อพระราชาได้สวรรคต
ด้วยจิตใจที่เป็นกุศลคิดแต่พระรูปนั้นอยู่เสมอว่าเป็นพระอรหันต์
ก็ได้ส่งผลให้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์
ส่วนอำมาตย์นั้นอยู่ต่อมาเกิดเจ็ปป่วย
เมื่อใกล้ตายพวกลูกหลานจึงได้ไปนิมนต์พระอรหันต์มาที่บ้าน เพื่อให้อำมาตย์ได้ถวายทาน
เพื่อสร้างกุศลจิต เมื่อทำบุญเสร็จแล้ว
แทนที่จิตของอำมาตย์จะผ่องใสเป็นกุศล
แต่ด้วยอำนาจของจิดที่ฝังใจที่เคยเห็นพระปลอมมา
ก็คิดว่าพระอรหันต์ ที่มาที่บ้านนั้นคงจะเป็นพระปลอมเช่นเดียวกันเป็นแน่แท้
ทำให้จิดเศร้าหมอง
ครั้นเมื่อตายลงก็ได้ไปบังเกิดอยู่ในนรก
เพราะจิตเป็นอกุศลนั่นเอง
          ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าจิตดวงสุดท้าย(จุติจิต)นั้นเป็นจิตที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะจะเป็นเหตุให้ชักนำไปเกิด(ปฏิสนธิจิต)
อยู่ในภพภูมิใด ก็ขึ้นอยู่ที่จิดดวงสุดท้ายนั่นเอง
ถ้าจิตดวงสุดท้ายเป็นกุศล
ก็จะนำไปเกิดในสุคติภูมิ อย่างเช่นพระราชา
แต่ถ้าจิตดวงสุดท้ายเป็นอกุศล
ก็จะชักนำไปเกิดในทุคติภูมิ อย่างเช่นอำมาตย์นั่นแล

      อย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น อย่าเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ของจริงเสมอไป สิ่งที่ไม่ใช่ ก็ไม่สบายใจ เท่ากับเป็นตัวของเราเอง

เจ้าหญิงรูปนันทา ผู้ได้รับยาขมหม้อใหญ่ (อสุภะกรรมฐาน)

เจ้าหญิงรูปนันทา ผู้ได้รับยาขมหม้อใหญ่ (อสุภะกรรมฐาน)

• เจ้าหญิงรูปนันทาราชธิดาเจ้าสุทโธธนะราช
นางวิปลาศหลงรูปงามแห่งองค์ว่าวาบหวาม
จะพิศซ้ายแลขวาก็ว่าเงาแห่งรูปตนงาม
ทั่วทั้งสามแดนโลกธาตุนางสมมติว่างามกว่าใคร ฯ

เป็นที่ทราบกันดีว่า "เจ้าหญิงรูปนันทา" หรือ “พระนันทาเถรี” เป็นพระธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางมหาปชาบดีโคตมี แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นศากยะ เป็นพระขนิษฐภคินีของเจ้าชายนันทะ และเป็นพระน้องนางต่างพระมารดากับพระพุทธเจ้า เป็นผู้หลงในความงามของตน ออกบวชเป็นภิกษุณีโดยไม่ศรัทธา และได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดา ให้เป็นยอดของภิกษุณีทั้งหลาย "เอตทัคคะผู้ยินดีในฌาน”

ในสมัยนั้นพระนันทาเถรี เมื่อออกบวชแล้ว พยายามหลบเลี่ยงมิเข้าไปใกล้พระพุทธเจ้า พระทราบว่าพระพุทธเจ้า มักแสดงธรรมเกี่ยวกับรูปกายไม่สวยงาม ไม่คงทน ให้ปลง และวางเสีย เพราะกลัวว่าพระพี่ชายจะตำหนิในความมีรูปงามและความหลงในรูปนั้นแห่งตน

จนวันหนึ่งพระนางตัดสินพระทัยเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรมจากองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระนางก็หลบนั่งอยู่หลังผู้อื่น แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณ จึงเนรมิตรหญิงงามที่งามยิ่งกว่าพระนางรูปนันทา อายุราว ๑๖-๑๗ ปี ถวายงานพัดอยู่ใกล้พระองค์ ใ้ห้เฉพาะพระนางรูปนันทาเท่านั้นที่เห็น และทรงเนรมิตให้รูปนารีนั้น ค่อยๆ เจริญวัยขึ้นตามลำดับ จาก ๑๖ - ๒๐ - ๓๐ - ๔๐ จน ๘๐ และเริ่มเจ็บป่วย ดิ้นทุรนทุรายและตายไปในที่สุด ร่างที่เริ่มเน่าเปื่อย มีหนอนไช เน่าไม่น่าดู และกลายเหลือแต่กระดูก ในขณะที่รูปนารีที่สวยพิลาศนั้นเปลี่ยนแปลง พระพุทธเจ้าก็ทรงส่งเสียงที่ได้ยินเพียงพระนางนันทาเถรีเท่านั้น ให้พระนางดูรูป และพิจารณาตามว่าร่างนี้ไม่คงทน มีแต่เน่าเปื่อยผุพัง ทำให้พระนางวางหยิ่งทนงในรูปของตนเสีย พระนางคิดตาม จนบรรลุพระโสดาบัน และยังคงเพ่งมองและคิดตาม จนสำเร็จพระอรหันต์ในที่สุด ด้วยการเพ่งอสุภะ นั่นเอง ( ในทางฝึกปฏิบัติพระกรรมฐานถือกันมาแต่โบราณแล้วว่าอสุภะกรรมฐาน คือ ยาขมหม้อใหญ่ สามารถแก้อาการหลงในกามคุณทั้งปวงชะงัดนักแล )

เมื่อจะทรงแสดงธรรม ด้วยอำนาจธรรมเป็นที่สบายแห่งพระนาง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

"นันทา เธอจงดูกายอันกรรมยกขึ้น อันอาดูร ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ไหลออกอยู่ข้างบน ไหลออกอยู่ข้างล่าง ที่พาลชนทั้งหลายปรารถนากันนัก; สรีระของเธอนี้ ฉันใด สรีระของหญิงนั่น ก็ฉันนั้น, สรีระของหญิงนั่น ฉันใด สรีระของเธอนี้ ก็ฉันนั้น:

เธอจงเห็นธาตุทั้งหลายโดยความเป็นของสูญ อย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก เธอคลี่คลายความพอใจในภพเสียแล้ว จักเป็นบุคคลผู้สงบเที่ยวไป"

ลำดับนั้น พระศาสดาเพื่อจะตรัสสุญญตกรรมฐาน เพื่อต้องการอบรมวิปัสสนาเพื่อมรรคผลทั้งสามยิ่งขึ้นไปแก่พระนาง จึงตรัสว่า

"แน่ะนันทา ในสรีระนี้ไม่มีสาระแม้มีประมาณน้อยเลย กายนี้มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่อยู่ของชราเป็นต้น เป็นเพียงกองกระดูกเท่านั้น ดังนี้" แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า

"สรีระอันกรรมทำให้เป็นนครแห่งกระดูกทั้งหลาย ฉาบด้วยเนื้อและโลหิต เป็นที่ตั้งลงแห่งชรา มรณะมานะ และมักขะ"

ในกาลจบเทศนา พระนางรูปนันทาเถรีได้บรรลุพระอรหันต์ ดังนี้

29 ตุลาคม 2561

อานิสงส์ของการอนุโมทนาในบุญคนอื่น

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระ จาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูง ๑๖ โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานั้นเป็นเทพธิดาวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่

พระอนุรุทธะเถระ ถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ

นางเทพธิดาตอบพระเถระว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง ๒๗ โกฏิ สร้างบุพพารามมหาวิหาร เธอชวนดิฉันและสหายอีก ๕๐๐ คน ไปเที่ยวชมปราสาท ดิฉันได้เห็นมิคารมาตาปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า สาธุ สาธุ

“ด้วยอานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญนี้ ทิพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดแก่ดิฉันเจ้าค่ะ”

ตั้งใจ ตั้งสติ คือความระลึกได้ สัมปชัญญะ คอยควบคุมจิตใจ ไม่ให้แส่ไปในอารมณ์ ที่ทำให้เราโลภ เราโกรธ เราหลง อยู่ทุกเวลานาที ถ้าทำอย่างนี้ ได้ชื่อว่า การสร้างชีวิตของเรา ให้เป็นกำไรในภพนี้

การโมทนาบุญนั้น แบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น เพื่อนของเราได้เลี้ยงพระเพลที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญในกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญสร้างขึ้น เช่นการโมทนาบุญจากการร่วมมือกันทอดผ้าป่า หรือ ทอดกฐิน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาบำเพ็ญมาตลอด

เช่น นาย ก. ได้ตั้งจิตจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่รูปหนึ่งเขาได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปมาทีละน้อยด้วยเงินที่มี เมื่อเราได้เห็นการลงแรงสร้างพระพุทธรูปก็โมทนาบุญกับนาย ก. ด้วยทีหนึ่ง เมื่อผ่านไปเห็น นาย ก.อีกครั้งก็โมทนาบุญด้วยอีกครั้ง และโมทนาบุญไปเรื่อยจนกระทั่งนายก. สร้างพระพุทธรูปเสร็จ เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ นั้นหมายถึงการ โมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นทั่วอนันต์จักวาลทั้งสามไตรภูมิเป็นการแสดงความยินดีในบุญอันยิ่งใหญ่ของการบำเพ็ญเพียรของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ดังเช่นการมหาโมทนาบุญของเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า ได้ลงมากระทำร่วมกันเมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุญที่เกิดจากการมหาโมทนาในครั้งนั้นก็จะยิ่งเป็นบุญที่ส่งเสริมให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้รับทิพย์สมบัติอันยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คืออานุภาพของการกล่าวแสดงความยินดีของผู้อื่นเมื่อเขาได้ทำบุญให้ทานในด้านต่างๆ แล้วเราแสดงความยินดีด้วย

ครั้งหนึ่ง พระอนุรุทธะเถระ จาริกไปในดาวดึงส์เทวโลก เห็นทิพย์วิมานหลังใหญ่ กว้างยาวและสูง ๑๖ โยชน์ แวดล้อมด้วยอุทยานและสระโบกขรณี ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีไปไกลถึงร้อยโยชน์ เจ้าของวิมานั้นเป็นเทพธิดาวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ มีกลิ่นทิพย์หอมยวนใจฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ เมื่อยามเยื้องกรายหรือร่ายรำก็มีเสียงทิพย์อันไพเราะ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่

พระอนุรุทธะเถระ ถามเทพธิดาเจ้าของวิมานนั้นว่าเธอทำบุญด้วยอะไร ทิพย์สมบัตินี้จึงเกิดขึ้นแก่เธอ

นางเทพธิดาตอบพระเถระว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันเป็นเพื่อนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา เมื่อเพื่อนของดิฉันสละทรัพย์ถึง ๒๗ โกฏิ สร้างบุพพารามมหาวิหาร เธอชวนดิฉันและสหายอีก ๕๐๐ คน ไปเที่ยวชมปราสาท ดิฉันได้เห็นมิคารมาตาปราสาทที่เธอสร้างถวายพระภิกษุสงฆ์ที่ดิฉันเคารพ ดิฉันเลื่อมใสในบุญของเธอ จึงอนุโมทนาบุญกับเธอว่า สาธุ สาธุ

“ด้วยอานิสงส์ของการอนุโมทนาบุญนี้ ทิพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านี้จึงบังเกิดแก่ดิฉันเจ้าค่ะ”

ตั้งใจ ตั้งสติ คือความระลึกได้ สัมปชัญญะ คอยควบคุมจิตใจ ไม่ให้แส่ไปในอารมณ์ ที่ทำให้เราโลภ เราโกรธ เราหลง อยู่ทุกเวลานาที ถ้าทำอย่างนี้ ได้ชื่อว่า การสร้างชีวิตของเรา ให้เป็นกำไรในภพนี้

การโมทนาบุญนั้น แบ่งออกได้ตามขนาดของบุญและวาระได้สามประการคือ

1. การอนุโมทนา หมายถึงการโมทนาบุญของบุคคลใดในการทำบุญเฉพาะครั้งใดครั้งหนึ่ง เช่น เพื่อนของเราได้เลี้ยงพระเพลที่วัด เราก็ได้อนุโมทนาบุญด้วยครั้งหนึ่ง

2.การโมทนาบุญ หมายถึงการโมทนาบุญในกองกุศลที่หมู่คณะนั้นได้บำเพ็ญสร้างขึ้น เช่นการโมทนาบุญจากการร่วมมือกันทอดผ้าป่า หรือ ทอดกฐิน หรือการโมทนาบุญของบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะในบุญที่เขาบำเพ็ญมาตลอด

เช่น นาย ก. ได้ตั้งจิตจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่รูปหนึ่งเขาได้เริ่มสร้างพระพุทธรูปมาทีละน้อยด้วยเงินที่มี เมื่อเราได้เห็นการลงแรงสร้างพระพุทธรูปก็โมทนาบุญกับนาย ก. ด้วยทีหนึ่ง เมื่อผ่านไปเห็น นาย ก.อีกครั้งก็โมทนาบุญด้วยอีกครั้ง และโมทนาบุญไปเรื่อยจนกระทั่งนายก. สร้างพระพุทธรูปเสร็จ เป็นต้น

3.การมหาโมทนาบุญ นั้นหมายถึงการ โมทนาความดี กุศล ผลบุญทั้งปวงที่ได้ปรากฏขึ้นทั่วอนันต์จักวาลทั้งสามไตรภูมิเป็นการแสดงความยินดีในบุญอันยิ่งใหญ่ของการบำเพ็ญเพียรของเหล่าพระโพธิสัตว์ที่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ดังเช่นการมหาโมทนาบุญของเหล่าเทวดาทุกชั้นฟ้า ได้ลงมากระทำร่วมกันเมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุญที่เกิดจากการมหาโมทนาในครั้งนั้นก็จะยิ่งเป็นบุญที่ส่งเสริมให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้รับทิพย์สมบัติอันยาวนานยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คืออานุภาพของการกล่าวแสดงความยินดีของผู้อื่นเมื่อเขาได้ทำบุญให้ทานในด้านต่างๆ แล้วเราแสดงความยินดีด้วย

เหตุ "บังเอิญ" ไม่มีในโลก

ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในทางพุทธศาสนา

หากศึกษาเรื่องธรรมะดีๆ จะเข้าใจว่า ไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ใดๆ ทั้งสิ้น "กรรม" นี้แม่นยำยิ่งกว่าเรด้าตรวจจับของนาซ่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า "เราเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน น้ำตาที่เสียจากความพลัด พรากจากคนที่เรารักนับรวมกันได้เป็นมหาสมุทร ดังนั้น เราจึงได้เคยพบปะผู้คนมามากมาย จนผู้คนที่เดินบนถนนไปมานี้ต่างก็เคยเกิดมาเป็นพี่น้องเราทั้งสิ้น"

จากคำอธิบายข้างต้น เป็นเหตุให้ "กรรม" จัดสรรให้เราได้พบเจอ รู้จัก พึ่งพา มาเกิดเป็นพ่อ แม่ ลูก พี่น้อง เพื่อน แฟน คู่รัก มิตร ศัตรู ครู ลูกศิษย์  ฯลฯ เนื่องจาก เคยเกี่ยวพัน มีความสัมพันธ์ และประกอบกรรมร่วมกันมาก่อน จึงได้มาเจอกันอีก เพื่อชดใช้กรรม หรืออาจอธิษฐานให้มาพบกันอีกในชาติต่อๆ ไป หรือเคยอาฆาตพยาบาทกันมาก่อน บางคนก็เคยอุปถัมภ์ ค้ำชู หรือเคยพึ่งพาอาศัยกันมาก่อน ดังนี้ เป็นต้น จึงไม่มีคำว่า "บังเอิญ" ในพระพุทธศาสนา

หากใครเคยไปในสถานที่ใด แล้วรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นั้นโดยไม่เคยไปมาก่อนรู้สึกคุ้นๆ กับเหตุการณ์นั้น โดยที่เราไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน เคยรู้สึกประทับใจใคร รู้สึกเกลียดใคร อยากอยู่ใกล้ใคร หรืออยากหนีหน้าใคร โดยที่ไม่เคยพบเจอรู้จักกันมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาเก่า (การจำได้หมายรู้) ที่ติดตัวมาแต่เก่าก่อน

ในพระบาลี เป็นภาษาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว คำว่า "บังเอิญ" ดูเหมือนไม่มีในภาษาบาลี มีแต่คำว่า "เหตุ - ปัจจัย"

พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของเหตุและผล ทุกสิ่งไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเป็นเรื่องบังเอิญ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น ดังที่ท่านพระอัสสชิ แสดงธรรมแก่ท่านพระสารีบุตรว่า "ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดจากเหตุ" นั่นคือ การที่ทุกคนเกิดมาแตกต่างกัน เป็นเพราะได้กระทำเหตุ คือ ทำกรรมมาแตกต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้มีรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ฐานะ ต่างกัน มีอุปนิสัยดีเลวต่างกัน กรรมที่ได้กระทำไว้แล้วนั่นเอง เป็นเหตุให้ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ ได้รับความสุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา

มีเรื่องเล่าของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องมีอยู่ว่า

พระมเหสีของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้รับการยกย่องจาก พระเจ้าอโศกมหาราชมาก สนมกำนัลนางอื่นก็อิจฉา ผู้หญิงกระทบกระทั่งกันง่ายอยู่แล้ว ในเมื่ออิจฉาก็มีการเสียดสีกระแนะกระแหนเขาไปเรื่อย พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงรำคาญ จะพิสูจน์บุญญานุภาพให้ดู ก็เลยสั่งโรงครัวทำขนมมา 1,000 ชิ้น แสดงว่าพระองค์มีมเหสีรวมนางสนมทั้งหมด 1,000 คนพอดี แล้วถอดพระธำมรงค์ประจำพระองค์ บอกพ่อครัวให้ใส่พระธำมรงค์ไว้ในขนมชิ้นหนึ่ง

พอถึงเวลานึ่งสุกเอามาให้บรรดาสนม และมเหสีทั้งหมดไปหยิบเอา ถ้าธำมรงค์อยู่ในขนมของใคร จะตั้งคนนั้นเป็นอัครมเหสี พวกสนมแย่งกันกระจายเลย ปรากฎว่า มเหสีตัวจริงท่านทรงนั่งอยู่เฉยๆ รอเขาหยิบจนเหลือชิ้นสุดท้ายท่านจึงหยิบมา และธำมรงค์ก็อยู่ในนั้น เห็นไหมว่า เขาทำของเขามา เขาต้องได้ ต่อให้เราทำมาถ้าทำช้ากว่าเขาก็ต้องรอเขาได้ก่อน ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เข้าใจตรงนี้ ถึงเวลาเห็นพระเจ้าอโศกมหาราชท่านเมตตาพระมเหสีมากเป็นพิเศษ โปรดเป็นพิเศษก็คอยอิจฉาอยู่เรื่อย พิสูจน์ขนาดนั้นแล้วก็ยังมีคนไม่เชื่ออยู่ดี

อนาคตเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วจากกรรมในอดีตนานนับไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพราะต้องมีเหตุในปัจจุบันร่วมด้วย ความพยายามในปัจจุบันนั่นแหละ จึงจะทำให้เกิดผลในอนาคตที่สมบูรณ์ แม้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เปลี่ยน แปลงได้บางส่วน คนเราจึงไม่ควรละความพยายามตลอดชีวิตที่เกิดมา

การกระทำทุกอย่างย่อมมีผล เราเรียกผลนั้นว่า "วิบาก" สิ่งใดจะเกิดได้ต้องมีเหตุปัจจัยประชุมพร้อม กรรมจึงสามารถส่งผล หรือให้วิบากได้

ไม่มีโชคลาภเกิดขึ้นได้โดยไม่อาศัย บุญ กรรม โชคลาภ ไม่สามารถจะเกิดขึ้นลอยๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น กิ่งไม้ตกใส่หัว หกล้ม ฯลฯ ล้วนเกิดจากกรรม เหมือนกับคำว่า "ใครกินคนนั้นก็อิ่ม คนอื่นอิ่มแทนไม่ได้"

เกลือ เค็มเหมือนกันหมด ไทย ฝรั่ง ลาว แขก กินเกลือในที่ลับ ที่แจ้งก็เค็ม เหมือนกัน เกลืออย่างไร กรรมก็อย่างนั้น ทุกชาติศาสนา
ความบังเอิญไม่มีในโลก ทุกสิ่งถูกลิขิตจากกรรมทั้งกุศล และอกุศลที่สัตว์โลกได้กระทำไว้ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับว่า กรรมอันไหนจะส่งผลก่อนกัน

#แชร์เป็นธรรมทาน

...........................

.

28 ตุลาคม 2561

ธงกฐินทั้ง 4 คือ จระเข้ นางมัจฉา ตะขาบ และเต่า

ธงกฐินทั้ง 4 คือ  จระเข้  นางมัจฉา  ตะขาบ  และเต่า

เป็นปริศนาธรรมของคนโบราณ

จระเข้ หมายถึง  ความโลภ  ( ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม )

ตะขาบ หมายถึง  ความโกรธ  ( พิษที่เผ็ดร้อนเหมือนความโกรธที่แผดเผาจิต )

นางมัจฉา หมายถึง  ความหลง  ( เสน่ห์แห่งความงามที่ชวนหลงใหล )

เต่า หมายถึง  สติ  ( การระวังรักษาอายตนะทั้ง 6 ดุจเต่าที่หดอวัยวะซ่อนในกระดอง )

" ธงจระเข้ "  ใช้ประดับในการแห่  ( มีตำนานว่าเศรษฐีเกิดเป็นจระเข้ว่ายน้ำตามขบวนกฐินจนขาดใจตาย )

" ธงนางมัจฉา "  ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน  ( เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่าอานิสงส์จากการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์จะมีรูปงาม )

" ธงตะขาบ "  ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว  ( ให้ผู้จะมาปวารณาทอดกฐินผ่านไปวัดอื่นเลย ไม่ต้องเสียเวลามาถาม )

" ธงเต่า "  ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว  ( จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12 )

ในปัจจุบันจะเห็นเพียงธงจระเข้ และนางมัจฉา ที่จะปรากฎในงานกฐิน ส่วนธงตะขาบ และเต่าพบเห็นได้น้อย จะมีเป็นบางวัดที่ยังคงรักษาธรรมเนียมเก่าอยู่

การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

อานิสงส์ คือผลที่เกิดจากการกระทำ, ผลบุญ

ทำให้มีจิตใจเบิกบานแจ่มใส หน้าตาสดใสมีสง่าราศี
มีสติปัญญาดีเลิศ คิดสิ่งใดก็คิดออกได้ง่าย
และ ถูกต้องกว่าแต่เก่าก่อน
ได้คนรอบตัวดีดี มีเพื่อนแท้ แก้ทุกข์สู้งานใหญ่
ได้เพื่อนธรรมกัลยาณมิตร ชวนกันคิด ชวนกันทำกรรมดี เพื่อการสั่งสมบุญบารมี
เจ้ากรรมนายเวรไล่ล่าเราไม่ทัน เปรียบเสมือนได้ลบล้างหนี้เวรกรรม
โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากเจ้ากรรมนายเวร ก็ทุเลาหายไปเพราะเราอุทิศบุญให้
ทำให้ชีวิตตนและครอบครัวมั่นคง ทรัพย์สมบัติกิจการค้า ตำแหน่งการงาน เจริญรุ่งเรือง
ช่วยดึงและดันให้สั่งสมบุญบารมีขั้นสูงกว่า คือการรักษาศีลและการเจริญภาวนา เมื่อทำก็ทำได้ง่ายไร้อุปสรรค
ได้สร้างเสริมและเจริญเมตตาธรรม ฝึกตนให้เป็นพระพรหมมีจิตใจครบ
คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เมื่อเป็นผู้ที่มีพรหมวิหารทั้ง 4
ก็ย่อมให้อภัย ไม่พยาบาท ทำดีได้ง่ายขึ้น เข้าสมาธิได้ง่ายขึ้น
สมาชิกในครอบครัว ในธุรกิจ ในหน่วยงาน มีรักสามัคคี มีเมตตาไมตรีต่อกันมาก
เทวดาคุ้มครอง ปกป้อง รักษาความปลอดภัยแก่สมาชิกในครอบครัว ในธุรกิจ ในรถ เรือ บ้านเรือน อาคาร
สร้างธรรมทานด้วยหวังขจัดกิเลส และด้วยจิตใจเบิกบานทั้ง 3 ระยะ คือ ก่อนสร้าง, ขณะสร้าง และหลังสร้างบุญธรรมทาน

ชาติหน้าเกิดมาก็จักรวยตั้งแต่เกิด รวยมั่นคงจนถึงปลายชีวิต เพราะชาตินี้สร้างธรรมทานด้วยความยินดี
มีจิตเบิกบานตลอด 3 ระยะ

อุทิศบุญกุศลให้บุพการีและผู้มีพระคุณ
บุญส่งให้ท่านเหล่านั้นได้อยู่ในภพภูมิที่ดี
คิดที่จะทำให้ตนและผู้อื่นพ้นทุกข์น้อยใหญ่
ไล่ความโง่ เติมความงามแก่กายใจ
ช่วยให้คนทั้งโลก แม้ว่าจะต่างเชื้อชาติ ศาสนา มีความสุขสงบร่มเย็น เป็นเพื่อนเกื้อกูลกัน

ขจัดความตระหนี่ถี่เหนี่ยว ลดความยึดมั่นถือมั่น
ความเป็นเจ้าของออกจากใจ

ไล่ตัวมารแห่งความโลภ ขจัดความโศก ที่เกิดจากการดิ้นรนอยากมีวัตุสิ่งของเกินความจำเป็น

เห็นเส้นทางเดินตามพระราชปรัชญา
แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ในเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง"

เพิ่มวิปัสสนาปัญญาคือความเห็นความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
ของทุกสรรพสิ่ง ดั่งสมบัติผลัดกันชมผลัดกันใช้

ได้เปลี่ยนความคิดเห็นที่ผิดที่ไม่ถูกต้อง (มิจฉาทิฐิ)
เป็นความคิดเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ)

เมื่อได้เสริมบุญธรรมทาน ด้วยการรักษาศีล
และเจริญภาวนาเป็นเนืองนิตย์
หากตายไปจักได้เกิดเป็นเทวดาอย่างแน่นอน

พอจิตอิ่มบุญบารมีสูงสุดก็จักเข้าสู่นิพพาน
ไม่กลับมาเกิดอีก

สร้างความสุขให้ชาวโลกในอนาคต เพื่อฟื้นฟูดูแลพระพุทธศาสนา

เราท่านเกิดมาในชาติหน้า จะเป็นพุทธบริษัทที่สมบูรณ์
อยู่ในแดนพุทธที่เจริญ และปลอดภัย

หากได้เกิดเป็นมนุษย์อีก
จักเกิดในครอบครัวที่อุดมด้วยสัมมาทิฐิ
"รีบเร่งสั่งสมบุญบารมีในชาตินี้เถิด

ไม่เกิดในอบายภูมิได้ง่าย
(นรก, เปรต, อสุรกาย, ดิรัจฉาน)

ช่วยรักษาและเผยแผ่พระพุทธธรรม
คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้เสื่อมสูญ

#ขอผลบุญนี้จงถึงซึ่งกัลยาณมิตร
เพื่อนบุญทุกๆท่าน ด้วยเถิด...สาธุ

..............................

.

มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน

"มหาพีระมิดแห่งกิซา" ความลับทางวิศวกรรมเมื่อ 4,500 ปีก่อน! 🇪🇬📐 เคยสงสัยไหมว่าข้างในพีระมิดมีอะไร? และมันยิ่งใหญ่แค่ไหน? วันนี้เ...