(หมายเหตุ : สมเด็จพระมหาวีรวงศ์สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะธรรมยุตในภาคอีสาน เมื่อทราบข่าวว่ามีคณะพระป่ากรรมฐานของหลวงปู่มั่นเดินทางมาพักอยู่ที่บ้านหัวตะพาน จึงสั่งให้เจ้าคณะแขวงอำเภอพร้อมด้วยนายอำเภออำนาจเจริญไปทำการขับไล่พระป่าคณะนี้ออกไปให้หมด ทั้งยังประกาศด้วยว่า ถ้าผู้ใดใส่บาตรพระเหล่านี้จะจับใส่คุกให้หมดสิ้น)
แต่ท่านพ่อก็พิจารณาคุณูปการของสมเด็จที่มีต่อตัวท่าน จึงปรารถนาเกื้อกูลด้วยการแก้ทิฏฐิของสมเด็จฯให้รู้ว่า
“…ธรรมของจริง ผู้รู้จริงเป็นอย่างไร
สมเด็จฯท่านอ่านตำรามาก ชอบวิจารณ์วิจัย แต่วัน ๆ ผ่านไปโดยไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนาพิจารณาสังขาร ทำแต่งานภายนอก คิดดูแล้วก็น่าสงสาร ท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อเรา เราต้องปฏิบัติการตอบท่านด้วยธรรมที่รู้เห็นมาตามสติปัญญาที่มี”
ดังนั้นท่านพ่อลีจึงเดินทางมายังวัดบรมนิวาส แล้วเพ่งกสิณน้ำและกสิณไฟใส่สมเด็จฯ จนสมเด็จฯถึงกับเรียกท่านพ่อลีมาถามว่า
“เอ…วันนี้มันเป็นอะไรกันนะ เดี๋ยวร้อนเหมือนถูกไฟเผา เดี๋ยวหนาวจนสะบั้น”
ท่านพ่อลีก็ทำเสมือนไม่ได้ทำอะไรท่าน แล้วถามท่านกลับไปว่า
“ไหน…ไหน…ไหน…มันเป็นอะไร อากาศร้อนหนาวมันก็เปลี่ยนแปลงบ้างแหละขอรับ
เจ้าประคุณ”
แต่ท่านสมเด็จฯเป็นปราชญ์ ท่านสังเกตว่าท่านพ่อลีมาทีไร อาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ก็หายไปทุกครั้ง จึงทราบว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านพ่อลี ท่านสมเด็จฯจึงกล่าวกับพระที่ใกล้ชิดว่า
“เหตุที่เป็นดังนั้น ท่านลีคงทำเราแหละ เราเคยดูถูกพ่อของพระกรรมฐาน คือท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านลี”
ทั้งนี้ การเพ่งกสิณของท่านพ่อลีไม่ได้ก่อให้เกิดโทษ แต่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของสมเด็จฯ
หลังจากนั้นสมเด็จฯก็ส่งเสริมการสร้างวัดป่ากรรมฐาน เช่น วัดป่าสาละวัน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นวัดสำคัญของสายพระกรรมฐานในช่วงเวลานั้น
ต่อมาสมเด็จฯท่านขอร้องให้ท่านพ่อลีสอนสมาธิให้ จนเมื่อจิตของสมเด็จฯลงสู่ความสงบ ท่านถึงกล่าวชมท่านพ่อลีว่า
“…คำพูดของคุณแปลกจากพระกรรมฐานองค์อื่น แม้เราจะทำไม่ได้ไม่ถึง ก็เข้าใจได้ชัดแจ้งไม่สงสัย พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์เสาร์ ที่เคยอยู่ใกล้ชิดกับเรา เราก็ไม่ได้ประโยชน์เหมือนคุณมาอยู่กับเรา เพราะเรารู้สึกมีสิ่งแปลกประหลาดใจหลายอย่างในขณะนั่งสมาธิ” แล้วสมเด็จฯก็เผยอีกว่า......
“…...เราไม่เคยนึกเคยฝันเลยว่า การนั่งสมาธิจะมีประโยชน์มากอย่างนี้ เราก็ได้บวชมานาน ไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้เลย แต่ก่อนเราไม่นึกว่าการทำสมาธิเป็นของจำเป็น แต่บัดนี้เราได้เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าที่แท้จริง อันมีผลปรากฏที่ใจแล้ว”
ต่อมาเมื่อสมเด็จฯได้พบพระอาจารย์มั่นอีกครั้งในงานเผาศพพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล
สมเด็จฯก็เดินเข้าไปหาพระอาจารย์มั่นแล้วกล่าวว่า
“เออ! ท่านมั่น เราขอขมาโทษเธอ เราเห็นโทษแล้ว แต่ก่อนเราก็บ้ายศ ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น